วันนี้ (22 เมษายน) ที่รัฐสภา ธงธรรม เวชยชัย สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร วาระการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุว่ากฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปกำลังเปลี่ยนกติกาการค้าโลก และนี่คือทั้งความท้าทายและโอกาสที่ผู้ประกอบการไทย เกษตรกร และ SME ต้องเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้
ธงธรรม กล่าวว่า วันนี้การส่งออกไปยุโรปไม่ได้วัดแค่คุณภาพสินค้าอีกต่อไป แต่ต้องตอบได้ด้วยว่าสินค้านั้นผลิตมาอย่างไร ปล่อยคาร์บอนเท่าไร และมาจากแหล่งที่ไม่ทำลายป่าหรือไม่ พร้อมยกมาตรการสำคัญ 2 ฉบับของสหภาพยุโรปที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย
มาตรการแรกคือ CBAM หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ที่กำหนดให้สินค้านำเข้าต้องแบกรับต้นทุนคาร์บอนตามปริมาณที่ปล่อยจริงในกระบวนการผลิต ปัจจุบันราคาคาร์บอนอยู่ที่ประมาณ 70 ยูโรต่อตัน หากอุตสาหกรรมเหล็กไทยยังไม่ปรับกระบวนการผลิต เมื่อ CBAM บังคับใช้เต็มรูปแบบ ต้นทุนส่งออกจะเพิ่มขึ้นทันทีสูงถึง 5,000 บาทต่อตัน ในขณะที่คู่แข่งที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่ายังขายได้ในราคาเดิม
มาตรการที่สองคือ EUDR กฎหมายที่บังคับให้สินค้าทุกชิ้นที่วางขายในยุโรปต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าตลอดห่วงโซ่การผลิต
ธงธรรมเน้นย้ำว่า ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับโรงงานหรือผู้ส่งออก แต่ลงมาถึงเกษตรกรรายย่อยโดยตรงที่ต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมด เช่น ยางพาราไทย ผู้ส่งออกต้องสามารถบอกได้ว่ายางแต่ละก้อนมาจากแปลงไหน มีพิกัดหรือไม่ และพื้นที่นั้นเคยเป็นป่ามาก่อนหรือไม่ ซึ่งเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ที่ไม่มีระบบ GPS ไม่มีเอกสารรับรอง นั่นหมายความว่าต้นทุนการพิสูจน์ที่มาจะย้อนกลับมาตกที่ต้นน้ำของประเทศ
เช่นเดียวกับ กาแฟไทย ที่กำลังเติบโตในตลาดระดับพรีเมียม ต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ตั้งแต่ไร่กาแฟจนถึงโรงคั่ว สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก นี่คือการถ้าปรับทัน
ธงธรรม ระบุอีกว่า ปัญหาของผู้ประกอบการไทยในวันนี้ไม่ใช่การไม่รู้ แต่คือรู้ไม่เท่ากัน และพร้อมไม่เท่ากัน รายใหญ่ติดขัดเรื่องต้นทุนและความคุ้มค่า ขณะที่ SME และเกษตรกรยังขาดทั้งความรู้ เงินทุน และระบบสนับสนุนจากภาครัฐ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนบทบาทจากการตั้งเป้าหมายลดคาร์บอน มาสู่การสร้าง ecosystem ที่ทำให้ผู้ประกอบการทุกระดับปรับตัวได้จริง ทั้งการสร้างระบบข้อมูลคาร์บอนระดับประเทศที่ SME และเกษตรกรเข้าถึงได้ มาตรการภาษีและสิทธิประโยชน์ที่จูงใจให้ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด การใช้ภาครัฐเป็นตัวสร้างตลาดผ่านนโยบาย Green Procurement แหล่งเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ที่ขาดทรัพยากร และการยกระดับบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศ จากผู้รับกติกามาสู่ผู้มีส่วนกำหนดกติกา
“วันนี้โลกไม่ได้ถามแล้วว่าสินค้าของเราดีแค่ไหน แต่ถามว่าสินค้าของเราปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ และมาจากแหล่งผลิตแบบไหน มาจากป่าหรือไม่ ถ้าเราปรับไม่ทัน เราอาจแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้แข่ง แต่ถ้าเราปรับได้ทัน นี่จะเป็นโอกาสในการยกระดับผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ โจทย์ของรัฐจึงไม่ใช่แค่การลดคาร์บอน แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยอยู่รอด ปรับตัวได้ และแข่งขันได้ในโลกใหม่” ธงธรรมกล่าว


