วันนี้ (8 พฤษภาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเบื้องหลังที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่างมูดี้ส์ (Moody’s) ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบ เป็นมีเสถียรภาพ (Stable) และยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือวิกฤตโลกได้ดีที่สุดว่า ความสำเร็จนี้เป็นผลต่อเนื่องจากการเข้าพบและชี้แจงข้อมูลกับตัวแทนของมูดี้ส์โดยตรง ในช่วงการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ มีประเด็นสำคัญในการชี้แจงถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย ซึ่งได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลจะผลักดันการลงทุนทั้งจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) รวมถึงการลงทุนภายในประเทศ ที่เห็นได้จากการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนที่เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยไม่ได้พึ่งพาเพียงนโยบายแจกเงินระยะสั้น
ส่วนประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น มูดี้ส์ไม่ได้กังวลเรื่องที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท แต่กังวลเรื่องทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งได้ชี้แจงว่าในช่วงปลายปีก่อน รัฐบาลสามารถผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ช่วงปลายปี 2568 ให้ฟื้นตัวจาก 0.3% มาเป็น 2.5% ได้สำเร็จมาแล้ว และเศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง
เอกนิติยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการรักษาวินัยการคลัง ได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง โดยมีการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจน และเริ่มชำระหนี้คืนหน่วยงานรัฐอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ เพราะเป็นการดำเนินการจริง
“ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้ประเมินความเสี่ยงและรายงานนายกรัฐมนตรีให้เตรียมรับมือหากถูกลดอันดับเครดิต แต่ท้ายที่สุด ด้วยข้อมูลและแผนงานที่ชัดเจน ทำให้มูดี้ส์ยังคงเชื่อมั่น และปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นจากปีก่อนได้ในที่สุด” เอกนิติ กล่าว


