×

EIC คาดรัฐอัดฉีดเงินเยียวยาเพิ่มอีก 1.4 แสนล้านในช่วงที่เหลือของปี แนะทำ Loan Guarantee ช่วย SMEs เข้าถึงสภาพคล่อง

05.08.2021
EIC

ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่า ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวานนี้ที่มีมติ 4 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี โดย 2 เสียงมีความเห็นว่าควรลดดอกเบี้ย พร้อมมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ลงจาก 1.9% เหลือ 0.7% และเศรษฐกิจปีนี้ลงจาก 3.9% เหลือ 3.7% ได้สะท้อนภาพทางเศรษฐกิจไทยที่ชัดเจนขึ้นใน 3 ประเด็น

 

ประเด็นแรกคือ การแพร่ระบาดของโควิดมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่ กนง. เคยคาดไว้ ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจอื่นๆ รวมถึง EIC ที่ประเมินว่าการบริโภคของภาคเอกชนในไตรมาส 3 จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากมาตรการล็อกดาวน์และเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องพึ่งพามาตรการการคลังของภาครัฐมากขึ้น

 

“ตอนนี้แต่ละเฮาส์มองตรงกันว่าการบริโภคเอกชนทรุดหนัก แต่จุดที่ทำให้ตัวเลขคาดการณ์ GDP ยังต่างกันบ้างคือการประเมินเม็ดเงินของมาตรการทางการคลัง โดย EIC มองว่าภาครัฐน่าจะมีการอัดฉีดเงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ผ่านมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือต่างๆ เพิ่มอีก 1.4 แสนล้านบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากที่ออกมาแล้ว 6 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน ทำให้มองว่า GDP ปีนี้จะยังขยายตัวได้ 0.9% อยากไรก็ดี หากตัดวงเงินเยียวยาเพิ่มเติม 1.4 แสนล้านบาทที่คาดเอาไว้ออก GDP ปีนี้จะเติบโตที่ 0%” ยรรยง กล่าว

 

ประเด็นที่สองคือ กนง. ยังมองว่ามาตรการทางเงินที่ให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจ SMEs ทั้งในส่วนของสินเชื่อฟื้นฟูและโครงการพักทรัพย์พักหนี้ ต้องมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งนี้หากพิจารณาจากข้อมูลล่าสุดจะพบว่า สินเชื่อฟื้นฟูมีวงเงินการอนุมัติอยู่ที่ 8.2 หมื่นล้านบาทให้กับผู้ประกอบการ 27,219 ราย ขณะที่โครงการพักทรัพย์พักหนี้มีการรับโอนทรัพย์ไปเพียง 1,060 ล้านบาทจากผู้ประกอบการ 18 ราย ซึ่งคิดเป็นจำนวนธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลือน้อยมาก เมื่อเทียบกับภาพรวมของ SMEs ทั้งประเทศที่มีจำนวนถึง 3 ล้านรายและเป็นนิติบุคคล 7 แสนราย

 

โดยในประเด็นนี้ EIC มองว่า เพื่อช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงสภาพคล่องจากมาตรการช่วยเหลือได้มากขึ้น ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตให้กับธุรกิจ โดยอาจใช้วิธีเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันผ่าน บสย. ให้มากขึ้นกว่า 40% รวมถึงชดเชยค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของ บสย. เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจ SMEs จำนวนมากยังมองว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นต้นทุนที่สูงอยู่

 

“ในบางประเทศภาครัฐจะมีการทำ Loan Guarantee ให้กับธุรกิจ SMEs คือ กรณีเกิดความเสียหายรัฐจะชดใช้ให้ 80-90% ซึ่งไทยอาจหยิบเอาแนวคิดนี้มาใช้ได้เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงสภาพคล่องได้มากขึ้น เพราะธุรกิจ SMEs เวลานี้อยู่ในภาวะที่เปราะบางมาก หากไม่ได้รับความช่วยเหลือที่มากพอและทันเวลาอาจทำให้เขาต้องปิดกิจการและเกิดปัญหาการว่างงานครั้งใหญ่” ยรรยง กล่าว

 

สำหรับประเด็นที่สาม ยรรยงระบุว่า ท่าทีของ กนง. ล่าสุดสะท้อนถึงโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีกรรมการสองท่านที่เห็นว่าควรลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี EIC ยังประเมินว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ไปจนถึงสิ้นปี 2022 เนื่องจากการลดดอกเบี้ยในจังหวะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคตกต่ำเป็นประวัติการณ์เช่นนี้ จะไม่ส่งผลบวกต่อการบริโภคได้มากเท่าที่ควร

 

“เรามองว่าอาจมีโอกาสราว 30% ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในปีนี้ แต่เป้าหมายการลดจะเป็นการลดภาระหนี้ให้กับลูกหนี้มากกว่าการเร่งอุปสงค์ในตลาด” ยรรยง กล่าว


READ MORE




Latest Stories