×

เดนนิส อุนดาฟ จากพนักงานโรงงานสู่ฮีโร่ทีมชาติเยอรมนี ที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง

21.06.2026
  • LOADING...
เดนนิส อุนดาฟ นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมนี กำลังลงสนามแข่งขัน

เช้านี้ (21 มิถุนายน) ชื่อของ เดนนิส อุนดาฟ น่าจะเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเรื่องราวที่เกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2026 หลังเขาสวมบทฮีโร่ ยิง 2 ประตู พาเยอรมนี แซงชนะไอเวอรี โคสต์ 2-1 พร้อมคว้า 3 คะแนนสำคัญ การันตีการเข้ารอบต่อไปเรียบร้อยแล้ว

 

เกมนี้ เยอรมนีถูกขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากฟรองค์ เกสซีเย แต่ในนาทีที่ 60 ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนี ได้ตัดสินใจส่ง อุนดาฟ ลงสนามเป็นตัวสำรองแทน จามาล มูเซียล่า

 

เพียง 8 นาทีหลังจากลงสนาม อุนดาฟก็ทำประตูตีเสมอได้สำเร็จ และยังสวมบทฮีโร่ทำประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาทีที่ 90+4 จากการผ่านบอลของ เฟลิกซ์ เอ็นเมช่า พาเยอรมนีพลิกกลับมาชนะ 2-1

 

ผลงานของอุนดาฟในทัวร์นาเมนต์นี้ถือว่าน่าทึ่งมาก เขาลงเล่นไปแล้ว 2 นัด ทำได้ถึง 3 ประตู และ 2 แอสซิสต์ โดยสถิติระบุว่าเขาสามารถทำประตูได้ในทุกๆ 56 นาที และ มีส่วนร่วมกับประตู (ยิงหรือแอสซิสต์) ในทุกๆ 11 นาทีที่เขาอยู่ในสนาม

 

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมกับประตู 5 ครั้งจากการลุกจากม้านั่งสำรอง ยังทำให้เขาเข้าใกล้สถิติโลกของ โรเจอร์ มิลล่า ที่เคยทำสถิติมีส่วนร่วมกับประตูในฐานะตัวสำรองไว้สูงสุดที่ 6 ครั้ง ในศึกฟุตบอลโลกปี 1990 ด้วย

 

แต่การเป็นฮีโร่ของเขากับทีมชาติเยอรมรีในเกมนัดนี้ มันต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองมากมายหลายครั้ง กว่าที่เขาจะมาถึงจุดจุดนี้ได้

 

ว่ากันตามความจริงแล้ว อุนดาฟ ก้าวมาประสบความสำเร็จในเส้นทางฟุตบอลช้ากว่านักเตะโดยเฉลี่ย เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลระดับเยาวชนกับสโมสร แทแอสเฟา อาชิม ก่อนจะย้ายไปเข้าร่วมอคาเดมี่ของแวร์เดอร์ เบรเมน ในปี 2007

 

แต่หลังจากนั้น 5 ปี เขากลับถูก สโมสปล่อยตัวออกไปโดยให้เหตุผลว่าเขา “ตัวเล็กเกินไป” ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม เยส์ แจนเซน อดีตโค้ชของเขาที่อาชิม มองว่าเบรเมนตัดสินใจผิดพลาด เพราะแม้อุนดาฟจะตัวเล็กและอาจจะขี้เกียจวิ่งไปบ้าง แต่เขาก็มีความแข็งแกร่ง มีพรสวรรค์ และมีความกระหายในการทำประตูสูงมาก

 

หลังจากผิดหวังจากเบรเมน อุนดาฟไม่ได้ยอมแพ้ แต่เดินหน้าเล่นในลีกระดับล่างต่อไป ในปี 2012 เขาย้ายไปทีม เอสเซ วายอู และย้ายต่อไปยัง แทเอาเฟา ฮาเฟลเซอ ในลีกระดับ 4 ของเยอรมนี

 

ในวัย 17 ปี อุนดาฟต้องเล่นฟุตบอล โดยได้รับค่าเหนื่อยเพียง 140 ยูโรต่อสัปดาห์ หรือราว 5,300 บาท ซึ่งมันแทบไม่เพียงพอที่จะดำรงชีวิตด้วยซ้ำ

 

ทำให้เขาต้องทำงานในโรงงานควบคุมเครื่องเลเซอร์วันละ 8 ชั่วโมงควบคู่ไปด้วยเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ เขาต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปทำงาน ก่อนไปซ้อมฟุตบอล และกลับถึงบ้านตอน 2 ทุ่มทุกวัน

 

แต่ผลงานของเขาที่ ฮาเฟลเซอ ดีขึ้นเรื่อยๆ และทำได้ถึง 21 ประตูในฤดูกาล 2016/17 เปิดทางให้เขาย้ายไปยัง ไอทรักว์ เบาชไวก์ 2 และตามด้วยสโมสรเมปเปิล ในลีกระดับ 3 ในปี 2018 ซึ่งที่นี่เขาทำผลงานได้โดดเด่นด้วยการยิง 17 ประตู และทำ 13 แอสซิสต์ในฤดูกาลที่สองของเขา

 

เส้นทางนักเตะอาชีพอย่างเป็นทางการของเขาเพิ่งเริ่มต้นขึ้นจริงๆ เมื่อวัย 25 ปี หลังจากที่สโมสร อูนิยง แซงต์ ซิลลัวส์ ในประเทศเบลเยียมดึงตัวเขาไปร่วมทีมในปี 2020

 

ที่นี่อุนดาฟระเบิดฟอร์มเก่งออกมาอย่างเต็มที่ เขาทำไป 17 ประตูช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดของเบลเยียมได้สำเร็จ และในฤดูกาลถัดมาเขายิงไปถึง 27 ประตู พร้อมทำอีก 13 แอสซิสต์ พาทีมเกือบคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้

 

การย้ายมาเบลเยียมครั้งนี้ถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เขาถูก ไบรท์ตัน ดึงตัวไปร่วมทีม ในฤดูกาล 2022 ในวัย 26 ย่าง 27 ปี

 

น่าเสียดายที่ชีวิตในอังกฤษ ไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เขาทำแค่ 5 ประตูให้กับ ไบรตัน ทำให้สุดท้ายต้องถูกปล่อยยืมตัวออกไปยัง เฟาเอฟเบ สตุตการ์ต สโมสรที่ซึ่งเขาจะแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวที่นี่

 

อุนดาฟ ถูกปล่อยยืมไป สตุตการ์ต ในฤดูกาล 2023/24 แต่ในฤดูกาลแรก เขายิงได้ถึง 19 ประตู จากการลงสนาม 33 นัด ฟอร์ม และทำให้เขาติดทีมชาติเยอรมนีเป็นครั้งแรกในชีวิตในวัย 27 ปี

 

ในฤดูกาล 2025-26 เขาระเบิดฟอร์มยอดเยี่ยม ยิงไปถึง 19 ประตูในบุนเดสลีกา (เป็นรองเพียง แฮร์รี่ เคน) ซึ่งเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้เขาติดทีมชาติมาลุยฟุตบอลโลก

 

ก่อนหน้านี้ อุนดาฟเคยมีประเด็นโต้เถียงผ่านสื่อกับ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนี หลังจากที่เขาเรียกร้องโอกาสในการลงเป็นตัวจริง

 

แต่นาเกลส์มันน์มองว่าเขาสร้างความกดดันให้ตัวเองมากเกินไป และอาจจะทำประตูไม่ได้หากได้ลงเล่นตั้งแต่ต้นเกม ซึ่งภายหลังผู้จัดการทีมได้ออกมาขอโทษ

 

อย่างไรก็ตาม จากผลงานที่ยอดเยี่ยมและรางวัล Player of the Match ในนัดล่าสุด ทำให้ตอนนี้นาเกลส์มันน์ยอมรับในฝีเท้า และกำลังพิจารณาอย่างจริงจังที่จะส่งเขาลงเป็นตัวจริงในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่จะพบกับเอกวาดอร์

 

หากมองย้อนกลับไปในอาชีพ อุนดาฟ ต้องพิสูจน์ตัวเองมาตลอดในเส้นทางอาชีพ เขาต้องพิสูจน์ตัวเองว่า แม้จะตัวเล็กเกินไป แต่ก็ดีพอที่จะเล่นในระดับลีกอาชีพ

 

พอมาเล่นในลีกอาชีพ เขาก็ยังต้องพิสูจน์ว่าเขาเองดีเพียงพอที่จะลงเล่นเป็นตัวจริง และดีพอที่จะได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ

 

เมื่อติดทีมชาติ เขาก็ยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกว่า เขาดีพอที่จะเป็นตัวจริง แม้ว่าในทีมขาติเยอรมนีตอนนี้ จะไม่มีใครยิงมากกว่าเขาอีกแล้วในลีกฤดูกาลที่ผ่านมา

 

หลังจาก 3 ประตูจาก 2 นัด และมีส่วนร่วมกับการทำประตู 5 ลูก ซึ่งรวมไปถึง 2 ประตูในการพาเยอรมนีกลับมาคว้าชัยเหนือไอเวอรี โคสต์ แม้จะไม่ได้เป็นตัวจริงหลังจากนี้ เขาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่อาจจะพาทีมชาติเยอรมนีเดินหน้าคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 5 ในฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

ภาพ: Dan Mullan / Getty Images

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising