ไฮไลต์จากเวทีปราศรัยย่อย ‘5X5 and more’ ของพรรคประชาธิปัตย์ ณ ลานหน้าพาร์คสีลม เย็นวันนี้ (19 มิถุนายน) เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นำโดย อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 5 และแกนนำพรรค
ในช่วงหนึ่ง การดี เลียวไพโรจน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงในจัดงบประมาณทำโครงการของ กทม. ว่า ปัจจุบันโครงการกว่า 90% หรือประมาณ 39,000 โครงการ จากทั้งหมด 40,000 โครงการที่มีการเปิดเผยข้อมูลบนแพลตฟอร์มของรัฐ เป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงเนื่องจากมูลค่าไม่เกิน 500,000 บาท โดยตรวจพบข้อพิรุธว่ามีผู้รับเหมาเพียงบริษัทเดียวสามารถรับงานประเภทเจาะจงนี้ไปมากถึง 500 โครงการภายในระยะเวลา 1-2 ปี
นอกจากนี้ การดีได้ตั้งข้อสังเกตถึงโครงการราคากลาง 4,000 ล้านบาทที่มีการลงนามไปเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เข้าแข่งขันจำนวน 2 ราย เสนอราคาใกล้เคียงกันโดยมีความต่างไม่ถึง 0.025%
พรรคจึงเสนอนโยบายแก้ปัญหาทุจริตผ่านแอปพลิเคชัน ‘ส่องรัฐ’ ด้วยแนวทาง 5 หยุด ประกอบด้วย หยุดงบมืด หยุดงบซอย หยุดงบช้า หยุดงบล็อค และหยุดงบไหล เพื่อดึงเม็ดเงินกลับมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเปิดกว้างให้เกิดการแข่งขันอย่างโปร่งใส โดยระบุว่าให้เลิกอ้างความถูกต้องทางกฎหมายเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการให้ดีขึ้น
ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปราศรัยแสดงความกังวลต่อกรณีที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า การหลีกเลี่ยงการประมูลโดยการซอยวงเงินโครงการให้เล็กลงแล้วใช้วิธีเฉพาะเจาะจงเป็นเรื่องที่ถูกระเบียบ
อภิสิทธิ์มองว่าแนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่ากลัวและส่อถึงความไม่โปร่งใส อีกทั้งยังเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ กทม. ที่ไม่ชอบด้วยระเบียบ แต่กลับมีการแก้ไขระเบียบเพื่อโยกย้ายบุคคลนั้นกลับมาดำรงตำแหน่งเดิม
อภิสิทธิ์ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต เพื่อสนับสนุนนโยบายพรรคและทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีข้อตกลงหรือตั๋วผลประโยชน์ใดๆ และหากอนุชาได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. แต่กระทำไม่ถูกต้อง วัฒนธรรมของพรรคก็จะไม่ปล่อยไว้เช่นกัน
สำหรับผลงานที่ผ่านมาของชัชชาติ ตนให้เกณฑ์สอบผ่าน แต่ประเมินว่า กทม. สามารถพัฒนาให้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้ดีกว่านี้
จากนั้น อนุชา บูรพชัยศรี ได้ปราศรัยว่า บทบาทของผู้ว่าฯ กทม. ต้องมีความสามารถในการพูดคุยและประสานงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีเพื่อขอความร่วมมือทั้งในด้านงบประมาณและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐบาลกับ กทม.
อนุชากล่าวด้วยว่า แม้การนำข้อมูลข้อพิรุธมาเปิดเผยจะทำให้ตนเองเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์หรืออยู่ในสถานะที่เป็นรองในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ตนมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปแปรนโยบายตรวจสอบให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพมหานคร
ขณะที่ สกลธี ภัทธิยกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ประกาศไฮไลต์สำคัญในช่วงท้ายถึงการจัดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 18.00 น.
สกลธีระบุว่า เนื้อหาการปราศรัยในวันดังกล่าวจะมีความดุเดือดมากขึ้น และจะมีการเปิดตัวตัวละครลับที่จะขึ้นเวทีเพื่อแสดงการสนับสนุนให้ อนุชา บูรพชัยศรี ได้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร






