วันนี้ (23 กรกฎาคม) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานสภากลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 5/2569 ร่วมกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงและผลการดำเนินงานของกองทัพ
ประธานสภากลาโหมได้กำชับให้ทุกหน่วยจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งด่วน กำหนดเป้าหมาย ขั้นตอน ระยะเวลา และผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน เพื่อให้นโยบายนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดหลัก ‘ทำทันที รวมเป็นหนึ่ง จึงชนะ’
ในมิติการยกระดับความพร้อมรบ ที่ประชุมเห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างและอัตรากำลังพลตามสมุดปกขาว (Ministry of Defence White Paper 2026-2037) มุ่งเน้นความคล่องตัว ควบรวมภารกิจที่ซ้ำซ้อน ยุบหน่วยที่หมดความจำเป็น โดยไม่เพิ่มอัตรากำลังหรือภาระงบประมาณ พร้อมสั่งการให้จัดทำมาตรฐานการสะสมสิ่งอุปกรณ์ประเภท 5 (สป.5) หรือกระสุนและยุทธภัณฑ์สำรองสงครามให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกเหล่าทัพ
ขณะที่ กองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพได้รายงานแนวคิดการพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศร่วมแบบหลายชั้น (Layered Air Defence) โดยมีกองทัพอากาศดูแลภาพรวมเชื่อมโยงระบบสั่งการและควบคุม เพื่อรับมืออาวุธยิงระยะไกล โดรนขนาดเล็ก และกามิกาเซ่โดรน รวมถึงการฝึกซ้อมปรับการยิงใช้ลูกปืนซองต่อต้านโดรนและการฝึกตามแผนป้องกันประเทศ
ด้านกองทัพบกได้บูรณาการรักษาความมั่นคงชายแดน ปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ ควบคู่กับการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ระยะที่ 2 (หลักเขตที่ 54-55 ระยะทาง 3.45 กิโลเมตร) การสร้างเส้นทางยุทธวิธีกว่า 396 กิโลเมตร และขับเคลื่อนนโยบายสาธารณูปโภค ‘น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์’ เพื่อสนับสนุนงานความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
สำหรับนโยบายพลทหารอาสา กระทรวงกลาโหมเร่งปรับปรุงกฎหมายและเตรียมประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศในเดือนสิงหาคม 2569 ก่อนเปิดรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยจะคัดเลือกรุ่นแรก รวม 4 ครั้ง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงมกราคม 2570 เพื่อทำสัญญาและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 และส่งตัวเข้ากองประจำการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2570 นโยบายนี้มุ่งดึงดูดคนรุ่นใหม่ด้วยการมอบ 4 โอกาส
ได้แก่ โอกาสด้านรายได้และสวัสดิการที่รวมเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงเป็น 15,000 บาทต่อเดือน โอกาสเพิ่มวุฒิการศึกษาและทักษะวิชาชีพ โอกาสพัฒนาระเบียบวินัยและสมรรถภาพร่างกาย รวมถึงโอกาสในการประกอบอาชีพหลังปลดประจำการ ทั้งการรับราชการ การทำงานกับภาคเอกชนคู่สัญญา และการประกอบอาชีพอิสระ
ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยพิจารณาจัดหาและพัฒนายุทโธปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ หรือ Made in Thailand (MiT) เป็นลำดับแรก ควบคู่กับการขับเคลื่อน Offset Policy และเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติและยกระดับเทคโนโลยีไทยในระยะยาว ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบการส่งมอบรถเกราะล้อยาง First Win 4×4 ที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมไทย ให้แก่กองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทยในภารกิจรักษาสันติภาพ ณ สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กำลังพลและแสดงศักยภาพของไทยในเวทีสากล
นอกจากนี้ ประธานสภากลาโหมกำชับให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และเตรียมความพร้อมงบประมาณปี 2570 ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมรับทราบความคืบหน้าการดำเนินสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลแก่ครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตามมติ ครม. ซึ่งมีผลบังคับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 และมีผู้ใช้สิทธิแล้ว
ทั้งนี้ ในโอกาสมหามงคลช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (28 กรกฎาคม 2569) และวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (12 สิงหาคม 2569) อย่างสมพระเกียรติ พร้อมจัดกิจกรรมจิตอาสาและสนับสนุนพระราชพิธีสำคัญตลอดช่วงปลายปี









