Menu
160450

ดา-ธนิดา ธรรมวิมล จาก ด.ญ.ลูกตาล นางฟ้าสีดำ เล่นเปิดหมวก ค่าตัว 200 กลายมาเป็น ‘ดา เอ็นโดรฟิน’

06.12.2018
  • LOADING...
  • Loading...

HIGHLIGHTS

6 Mins. Read
  • “ก่อนหน้านั้นพ่อไม่โอเคเลยกับเรื่องดนตรี เพราะว่าลูกสาวต้องอยู่ในที่อโคจร นึกออกไหมคะว่าพ่อเป็นตำรวจแล้วเจอแต่คดีนักดนตรีขี้เมาตีกัน หรือไม่ก็ส่งยา มันมีแต่เรื่องภาพลักษณ์ไม่ดีของการเป็นนักดนตรี วันที่เซ็นสัญญาพ่อก็เดินงงๆ เข้าไปตึกแกรมมี่แล้วก็บอกว่า นี่ดาทำได้จริงๆ เหรอ”
  • “มิวสิกวิดีโอเพลง เพื่อนสนิท ได้ โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร มาเป็นนางเอก ทุกคนก็บอกว่านักร้องโคตรน่ารักเลย นึกว่าโฟร์ร้องเพลง ตอนนั้นเราเชื่อว่าให้คนรักเพลงก่อน เดี๋ยวเขาจะรักวงตามมา”
  • “โคตรดีเลยว่ะที่ตอน ม.5 ฉันบ้าบิ่นมาเป็นนักร้องแบบนี้ ต้องขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เราได้เป็นนักร้อง และดนตรีมันเป็นพลังงานที่ดีมากๆ ที่ส่งเข้าไปถึงหัวใจของคน”

ในฐานะที่สัมภาษณ์คนดังมาเยอะ ผมได้พบว่าคนดังที่ผมได้พบมีอยู่ 2 แบบคือ แบบที่แค่เดินเข้ามาในห้องก็รู้สึกว่าคนนี้ไม่ธรรมดา จะด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ออร่า’ หรืออะไรก็แล้วแต่ กับอีกแบบคือคนที่ให้ความรู้สึกเข้าถึงง่ายจัง เหมือนนั่งคุยกับเพื่อน เหมือนคนธรรมดา แต่ความคิดอ่านไม่ธรรมดา ยิ่งคุยก็ยิ่งรู้สึกว่าคนคนนี้มีอะไรให้ค้นหาไม่รู้จบ

 

‘ดา เอ็นโดรฟิน’ เป็นคนอย่างหลังครับ แม้ว่าเธอจะปรากฏตัวในลุคผมสีชมพูที่ใครเห็นก็ต้องมองในความน่ารัก แต่ความตลก เป็นกันเอง และความกล้าหัวเราะดังๆ แบบไม่มีฟอร์ม ทำให้ผมอยากนั่งคุยกับเธอนานๆ ไม่มีคำว่า ‘Keep Look’ ว่าฉันคือนักร้องหญิงแห่งยุค ฉันต้องดูชิค ดูคูลตลอดเวลา แต่เธอเป็นธรรมชาติ เท้าสัมผัสพื้นอยู่ตลอดเวลา

 

ผมบอกเธอว่า ผมชอบเพลง สิ่งสำคัญ มาก และฝันไว้เล็กๆ ว่าอยากมีเพลงนี้ในงานแต่งงานของผม (ถ้ามี) ดายิ้มกว้างก่อนและบอกว่า “ให้หนูไปร้องเพลงนี้นะคะ” ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนเอะใจอะไรสักอย่างแล้วบอกว่า “ว้าย! หนูก็คิดว่าพี่แต่งงานจดทะเบียนกับชาวต่างชาติแล้ว เห็นพี่นามสกุลแบรดชอว์” และเราก็หัวเราะด้วยกันดังๆ หัวเราะจนเธอต้องขอจัดขนตาปลอมใหม่

 

เราคุยกันหลายเรื่องมาก ไม่ใช่แค่เสียงของเธอจะเพราะ แต่ความคิดที่ตกผลึกของเธอก็ยังงดงามควรค่าแก่การรับฟัง แล้วเธอก็ร้องเพลง สิ่งสำคัญ ให้ผม แม้ไม่ได้มีพิธีแต่งงานใดๆ

 

แต่ผมสัมผัสได้ถึง ‘สิ่งสำคัญ’ ที่เธอมอบให้ในทุกคำ

  

 

ทราบมาว่าตอนเด็กๆ คุณชื่อ ‘ลูกตาล’ ช่วยเล่าชีวิตของเด็กหญิงลูกตาลให้ฟังหน่อยครับ

มีเฉพาะคนในครอบครัวและเพื่อนสมัยประถมเท่านั้นที่รู้ว่าดาชื่อลูกตาล และมีน้องชื่อไอติม ตอน ป.5-6 เริ่มจะไม่มีใครเรียกลูกตาลแล้ว เรียกดากันหมด อาจจะเป็นดวงของเราที่จะไม่ได้กลายเป็น ‘ลูกตาล เอ็นโดรฟิน’ นึกภาพเวลาแนะนำตัวมา ลูกตาล เอ็นโดรฟิน! มันคงไม่ไหวจริงๆ หรือมันต้องมีชื่อในวงการแบบ ลำไย ไหทองคำ (หัวเราะ)

 

เด็กหญิงลูกตาลเป็นเด็กแก่นเซี้ยว คนคิดว่าเป็นทอม มีผู้หญิงมาชอบจริงจัง ช่วงประถมเป็นนักกีฬาวิ่ง พอขึ้น ม.3 ที่โรงเรียนสตรีวัดระฆัง ดาก็เป็นนักดนตรี แต่เล่นดนตรีแล้วรู้เลยว่าใจไม่ได้อยู่กับการเรียนเท่าไร เป็นเด็กกิจกรรม อยากออกจากห้องเรียน ให้ทำอะไรก็ได้ อาจารย์ก็ให้ไปนำสวดมนต์หน้าแถว ดาสวดดีเลยค่ะ นำสวดมนต์นักเรียน 2,000 กว่าคน แต่นำสวดได้ 2 ปี พอ ม.3 ก็เป็นนักดนตรีวงโรงเรียน ดาชัดเจนกับตัวเองมากเลยตอนนั้นว่ารักดนตรี

 

ความรักดนตรีในตอนนั้นมันพาคุณไปเจออะไรบ้างครับในวัยมัธยม

ดาเป็นเด็ก ม.1 ในวงของเด็ก ม.4 วงของเราเป็นวงแรกของโรงเรียน ชื่อวงตอนนั้นสะเหล่อมากค่ะ ชื่อ Black Angel (หัวเราะ) นางฟ้าดำ คือนึกอะไรไม่ออก ใส่คำว่า Black ลงไปคือมีแอตติจูดทันที พวกเราเป็นผู้หญิงก็เลยเปรียบตัวเองกับนางฟ้า แต่ให้เป็นนางฟ้าสีดำ ตอนนั้นคิดได้เท่านั้นก็เท่แล้ว งบโรงเรียนในตอนนั้นก็ไม่มี เล่นกันตามมีตามเกิด แต่ก็เก๋าพอที่จะไปประกวดกับเขาได้ วงเราไปประกวดที่ Centerpoint รุ่นที่ยังมีน้ำพุที่สยามอยู่ ไปประกวดก็ตกรอบ แต่ก็ไปประกวดทุกปี เราเป็นวงหญิงล้วนวงเดียว ทุกปีคนก็จะจำได้ว่าเดี๋ยววงนี้มันต้องมา ยุคนั้นทุกวงต้องร้องเพลง Zombie ร้องกันทุกวง! ใครได้ขึ้นร้องก่อนจะได้เปรียบมาก และก็ร้องเพลงวง Paperjam, Modern Dog, Silly Fools พวกนี้

 

แข่งแพ้อยู่ 2 ปี พอปีที่ 3 ได้ที่ 1 แล้วค่ะ ไม่รู้เพราะกรรมการสงสารหรือเปล่า เพราะวงนางฟ้าดำมาทุกปี แต่วงเราก็พัฒนาขึ้นมากด้วยแหละค่ะ วงของเราเลยได้ขึ้นโชว์บนเวทีชั่วโมงครึ่ง มันเหมือนความฝันเลยนะ ทุกครั้งที่ไปประกวดกลับมาเราจะรู้ว่าวงเราต้องพัฒนาเรื่องไหน ดาดีใจอย่างหนึ่งว่าวันนั้นเราตัดสินใจทำวงร่วมกันและไม่เคยยอมแพ้ เราแพ้มาเราก็กลับมาซ้อมต่อ จนดาขึ้น ม.4 นี่แหละค่ะที่ดาไม่มีวงแล้ว เพราะพี่ๆ ในวงเขาเอนทรานซ์กันหมดแล้ว ดาก็ไปดูแข่งที่ Centerpoint คนเดียว พี่ๆ วงเอ็นโดรฟินก็เข้ามาหา เขาจำได้ว่าเรามาจากวงนางฟ้าดำ ดาก็เลยได้เป็นส่วนหนึ่งของวงเอ็นโดรฟิน

 

ชีวิตการเป็นหนึ่งในสมาชิกวงเอ็นโดรฟินก่อนที่จะเซ็นสัญญากับแกรมมี่เป็นอย่างไรครับ

เราซ้อมเพลงด้วยกัน ทำเพลงด้วยกันอยู่ประมาณปีครึ่ง เราบังเอิญอยู่ห้องอัดเดียวกับพี่จิ๋ว โปรดิวเซอร์ของแกรมมี่ และเราก็ไม่เคยรู้ด้วยว่าเขาเป็นใคร เขาก็บอกว่า พี่ขอซีดีไปได้ไหม อยากเก็บไว้เผื่อเพื่อนสนใจ ผ่านไปไม่กี่อาทิตย์ก็มีโทรศัพท์จากแกรมมี่โทรมาว่า มีเพลงเดโมอยากให้ร้อง ซึ่งต่อมาคือเพลง เพื่อนสนิท ตอนนั้นดายังอายุ 17 อยู่เลย เพราะฉะนั้นตอนไปเซ็นสัญญาก็ต้องมีผู้ปกครองไปด้วย แล้วพ่อกับแม่เนี่ย พ่อเป็นตำรวจ แม่เป็นครู ก่อนหน้านั้นพ่อไม่โอเคเลยกับเรื่องดนตรี เพราะว่าลูกสาวต้องอยู่ในที่อโคจร นึกออกไหมคะว่าพ่อเป็นตำรวจแล้วเจอแต่คดีนักดนตรีขี้เมาตีกัน หรือไม่ก็ส่งยา มันมีแต่เรื่องภาพลักษณ์ไม่ดีของการเป็นนักดนตรี วันที่เซ็นสัญญาพ่อก็เดินงงๆ เข้าไปตึกแกรมมี่แล้วก็บอกว่า นี่ดาทำได้จริงๆ เหรอ

 

 

คุณยืนหยัดบนความรักดนตรีของตัวเองได้อย่างไรในวันที่แม้แต่ครอบครัวยังไม่สนับสนุนและเชื่อในตัวคุณ

การเป็นลูกข้าราชการมันทำให้เราอยู่ท่ามกลางความคาดหวัง อยู่ท่ามกลางเสียงนินทาของสังคมเยอะว่า เฮ้ย! ลูกแกเกรดตก ลูกแกโดนเข้าห้องปกครอง มันจะเร็วมากค่ะ ดาทะเลาะกับที่บ้านมาตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.4 ทุกครั้งที่ดาไปประกวดดนตรีพ่อแม่ไม่เคยได้เห็น ดาแอบไปประกวดเองตลอด ดาบอกที่บ้านไม่ได้เลย เพราะบอกแล้วโดนตัดค่าขนม ดาใช้วิธีบอกที่บ้านว่าซ้อมดนตรีอยู่กับอาจารย์ฝ่ายดนตรีสากล อาจารย์ก็จะเป็นคนที่ซวย เพราะว่าพ่อแม่จะโทรหาแล้วอาจารย์ก็ต้องบอกว่าเราอยู่ซ้อมกับอาจารย์นี่แหละ ที่จริงเราไปประกวดดนตรี

 

มันมีไหมครับที่เราอยู่บนเวทีแล้วเห็นคนร้องเพลงไปกับเรา ชื่นชมเรา และเราก็รู้สึกว่าอยากให้คนที่เรารักที่สุดอยู่ตรงนั้น

มันมีโมเมนต์นั้นค่ะ เราประกวดชนะมาแต่ก็บอกที่บ้านไม่ได้ เราแพ้มาก็ยิ่งบอกไม่ได้ใหญ่ ดากลับมาบ้านปุ๊บต้องเป็นอีกคน มันมีกฎระเบียบต่างๆในบ้านอยู่ กินข้าวหกโมงครึ่ง ทำการบ้านสองทุ่มถึงสองทุ่มครึ่ง อ่านหนังสือถึงสี่ทุ่มครึ่ง เข้านอน มันเป็นแบบนี้ ตรงนี้แหละมันอาจจะเป็นจุดที่ทำให้ดารู้ตัวเองเร็วกว่าเพื่อนในคลาส เพราะว่าในความกดดันมันทำให้เราต้องหาจุดที่แข็งแกร่ง เราจะต้องหาตัวเองให้ได้ เพราะมันไม่มีใครสปอยล์ดา

 

ดามีเป้าหมายชัดว่า ถ้าดาใจแตกหรือดาทำไม่สำเร็จ เขาจะมาสมน้ำหน้าดาได้ เพราะฉะนั้นดาต้องทำให้ได้ เพราะฉะนั้นจุดระหว่างทางที่มันเจอทางขรุขระ โดนด่า โดนโกง ไม่มีสตางค์ซ้อม ฯลฯ เราโคตรต้องอดทน ถึงขนาดที่โดนตัดค่าขนมแล้วไม่มีสตางค์จนดาไปเล่นดนตรีเปิดหมวกที่ถนนข้าวสารเพื่อหาเงินมาซ้อมดนตรี มันก็ทำให้หล่อหลอมตัวดาไปด้วยว่า เราต้องดูแลตัวเอง เราต้องเข้มแข็ง ดาเจอมาหมด เจอลูกค้าให้กินเหล้า เจอเรื่องยา เห็นคนตีกันในผับ แล้วถ้าเกิดตอนนั้นเราถลำไปในจุดที่หลงทาง คนที่ไม่เชื่อในตัวเราจะบอกทันทีว่า ฉันบอกแล้วว่าแกไปไม่รอด แต่เรายืนหยัดในความเชื่อของเรา พ่อแม่ได้เห็นอีกทีคือเซ็นสัญญากับแกรมมี่แล้ว ดาถึงเชื่อว่า Hard Work Pays Off เราต้องสู้ การทำงานหนักมันมีคุณค่าเสมอ

 

ใครจะคิดนะครับว่า ดา เอ็นโดรฟิน ที่ทุกคนต้องฟัง เคยร้องเพลงเปิดหมวกแล้วมีคนเดินผ่านไปมาไม่หยุดฟัง

เราเป็นเด็ก ม.3 ผมยังตัดเท่าติ่งหูอยู่เลย แต่ก็ขอแอบซอยนิดหนึ่ง เป็นผมบ๊อบติ่ง เขาก็คงเอ็นดูและสงสารเด็กผู้หญิง มันทำให้เราได้เจอคนที่เห็นใจเรา และทำให้รู้ว่าดนตรีมันพาทุกปัญหาให้จากไปจริงๆ มันทำให้เรารู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องไปมีเรื่องกับคนอื่นก็ได้เพื่อให้เราเด่น เราไม่จำเป็นต้องใจแตกหรือทำตัวเป็นปัญหาเพื่อให้ตัวเองเด่นขึ้นมา เราต้องรู้ว่าจุดแข็งหรือจุดที่ตัวเองทำได้ดีคือจุดไหน

 

ดาไปขอเขาเล่นดนตรีในร้านอาหาร เป็นผับเพื่อชีวิต ชื่อร้าน ‘ดั่งหญ้า’ อยู่ตรงตีนสะพานพรานนก เชื่อไหมว่า ค่าตัวครั้งแรกของดา เอ็นโดรฟินคือ 200 บาท เล่นไป 3 ชั่วโมง แทบอ้วก ตอนนั้นสตางค์หมดแล้วและจะต้องไปประกวดดนตรี ถ้าไม่ได้ซ้อมก็จะไม่ชนะ ก็ขอไปเล่นที่ผับ พี่เขาก็สงสาร เขาบอกว่าพี่ไม่มีช่วงให้เล่นนะ แต่มีให้ 200 บาท เล่นไหม เราก็เล่น ถ้าพี่เจ้าของร้านดั่งหญ้าได้ดูบทสัมภาษณ์นี้ ช่วยส่งข้อความมาหาดาทางอินสตาแกรมก็ได้ค่ะ ดาอยากเจอ พี่คือคนที่ให้โอกาสหนู

 

เวลาที่คุณกลับไปที่เส้นทางเดิมแล้วได้เจอร้านที่คุณเคยไปขอเขาร้องเพลง คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

ดาเพิ่งเจอรุ่นพี่ที่อยู่อีกร้าน ซึ่งดาเคยไปออดิชัน ตอนนั้นอัปเกรดแล้วนะ ได้ 450 บาท เล่นอยู่แถว อ.ต.ก. ชื่อร้าน Shelter วันหนึ่งดาเจอเขาที่เมกาบางนา เขาก็บอกว่า เขาภูมิใจนะว่าเด็กผู้หญิงที่หันตูดให้คนดูคนนั้นจะมาไกลขนาดนี้ เมื่อก่อนดาไม่เคยรู้หรอกว่าต้องเพอร์ฟอร์มอย่างไร ห้ามหันตูดให้คนดูนะ ต้องสบตาคนดู เขาก็เป็นคนสอนดานี่แหละค่ะ

 

จากเด็กผู้หญิงวงนางฟ้าดำ เล่นเปิดหมวก ค่าตัวครั้งแรก 200 บาท มาเป็นศิลปินที่มีผลงานเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรก ชีวิตตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

เป็นครั้งแรกที่ได้ซอยผม ทุกคนในตอนนั้นต้องเป๋เหวี่ยงทั้งผู้ชายและผู้หญิง (หัวเราะ) ความรู้สึกตอนทำอัลบั้มแรกคือ สิ่งที่ฉันเก็บมา 4 ปี ฉันจะระเบิดออกมาให้หมดเลยทีนี้ แล้วด้วยความเป็นเด็กแกร็น ดำ ผอม เหมือนทอม ทางค่ายเพลงก็บอกว่า ดายังไม่ต้องออกหน้าแล้วกันนะ เราก็อินดี้อยู่แล้ว มิวสิกวิดีโอเพลง เพื่อนสนิท ได้ โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร มาเป็นนางเอก ทุกคนก็บอกว่านักร้องโคตรน่ารักเลย นึกว่าโฟร์ร้องเพลง ตอนนั้นเราเชื่อว่าให้คนรักเพลงก่อน เดี๋ยวเขาจะรักวงตามมา เราโฟกัสที่การทำเพลงให้กลายเป็นจุดแข็งเราก่อนเลย ซึ่งดาต้องขอบคุณพี่ๆ ทีมงานด้วย เพราะถ้าวันนั้นเอาดาออกไปตั้งแต่แรก คนอาจจะหนีไปเลยก็ได้ แต่ตอนนั้นคนหลงรักเอ็นโดรฟินเพราะเพลงกับเสียงก่อน โดยที่ไม่ได้มาเสน่หาเรื่องภาพลักษณ์ใดๆ

 

 

ตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไรเวลาที่ไปไหนมาไหนก็ได้ยินแต่เพลงที่คุณร้องแต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นคุณ

ตอนอัลบั้มแรกดาอยู่ ม.5 ยังนั่งรถเมล์ไปเรียนอยู่เลยค่ะ ยังจำได้ว่าขึ้นรถเมล์ไปเรียน Hot Wave เปิดเพลง เพื่อนสนิท เรายืนอยู่บนรถเมล์ คนอื่นยังคิดว่าโฟร์เป็นคนร้อง แต่เราโอเคมากเลยนะ เราอินดี้ เรามีความสุขกับการได้ร้องเพลงนี่แหละ ทำออกมาแล้วเพลงเพราะ เป็นตัวเรา เราก็มีความสุข อย่างที่บอกว่าดาโตมากับการไม่เคยถูกสปอยล์ ดาต้องดูแลตัวเองมาตลอด เพราะฉะนั้น มันทำให้ดาไม่รู้สึกว่าต้องเรียกร้องให้คนมาสนใจมาก เราดูแลตัวเองได้ แค่นี้จบ

 

ส่วนมากคนที่ทำอัลบั้มแรกได้ประสบความสำเร็จมากๆ จะมาตายกับอัลบั้ม 2 แต่น่าสนใจที่พวกคุณก้าวข้ามผ่านจุดนั้นมาได้

พออัลบั้ม 2 คนก็บอกว่า ไม่มีอะไรดังเท่า เพื่อนสนิท แล้ว อีพวกนี้ One Hit Wonder แน่นอน เพลง เพื่อนสนิท กับ สิ่งสำคัญ มันไปอยู่ในเพลงเรียนจบของทุกโรงเรียนแล้ว ที่เพื่อนจะต้องมากอดคอร้องไห้กัน เราก็จะคิดว่า หึ! คอยดูนะ เราจะต้องทำเพลงให้มันมีอะไรมากกว่า เพื่อนสนิท ให้ได้ ดาโชคดีและต้องขอบคุณที่อยู่ในกลุ่มโปรดิวเซอร์ที่มีความสามารถ ทั้งพี่ต้น-สุวัธชัย สุทธิรัตน์ และพี่เอ-วัฒนกร ศรีวัง ตอนนั้นเราคุยกันว่าอยากมีเพลงที่มีน้ำหนักมากขึ้น เวลาเล่นสดจะได้มันหน่อย เอาไปเลยค่ะ น้ำเต็มแก้ว กับ อย่าทำให้ฟ้าผิดหวัง อัลบั้มที่ 2 มันชัดเจนขึ้นมากว่าดาเป็นตัวแทนของผู้หญิงแข็งแกร่ง กล้าคิด กล้าพูด มีความชัดเจนในชีวิต

 

ทีนี้จากจุดเริ่มต้นตั้งแต่วง Black Angel มาถึงเอ็นโดรฟิน คุณมาเป็นวงตลอด เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้คุณเลือกเส้นทางเดินแบบศิลปินเดี่ยวแทน แล้วชีวิตคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ดาโดนพาดหัวข่าวอยู่พักหนึ่งว่า สเตปเดียวกันเลย ดังแล้วแยกวง จริงๆ แล้วดารักทั้งสามคนมาก เราอยู่ด้วยกันมาหลายปี ทัวร์ด้วยกัน กินอยู่ด้วยกันจนรู้นิสัยกันหมดแล้ว พอปีที่ 2 ที่ทำอัลบั้มด้วยกันมา เราทะเลาะกันเยอะเรื่องเพลง ด้วยความกดดันด้วยแหละ เพราะเพลงมันดังมากทุกเพลง ต่างคนต่างอยากทำเพลงคนละแนว กลายเป็นความกดดัน มันทำให้เราแตก แต่แตกกันโดยที่เรารักกันนะ ทุกวันนี้เจอหน้ากันกอดกันได้สบายมาก สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้เรารู้จักการให้อภัย เรามีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตกันทุกคน เพียงแต่ความฝันของแต่ละคนเริ่มแตกออกไปแล้ว นักดนตรีต้องการร็อกขึ้น แต่ดาต้องการอาร์แอนด์บีมากขึ้น มันเป็นเรื่องแพสชันของเพลงล้วนๆ มันเลยถึงจุดที่วงต้องเปลี่ยนแปลง

 

พอมาเป็นศิลปินเดี่ยว บางทีมันก็มีเหงาเหมือนกัน แล้วก็ต้องออดิชันนักดนตรีใหม่ นอกจากเล่นดนตรีเก่งแล้วก็ต้องนิสัยดีด้วย เพราะเราต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน ปีแรกที่เป็นปีของการทดลองเป็นศิลปินเดี่ยว มันทำให้เราอัพเลเวลขึ้นไปอีก ตอนนั้นอายุ 24 เองนะ แต่ต้องกลายเป็นหัวหน้าวงตัวจริง

 

 

ไม่ใช่นักร้องทุกคนจะมีคอนเสิร์ตเดี่ยวเป็นของตัวเอง คุณยังจำคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวได้ไหม

มันเป็นคอนเสิร์ตที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลายอย่าง เราเป็นศิลปินเดี่ยวครั้งแรกหลังจากเป็นวงมาตลอด ได้เล่นที่อินดอร์ สเตเดียม สถานที่จัดคอนเสิร์ตที่ขลังที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และตอนนั้นน้ำท่วมอินดอร์ สเตเดียมอีก แฟนเพลงต้องถอดรองเท้ามาดูคอนเสิร์ตดา ฮิปปี้สุดฤทธิ์ แว้นมอเตอร์ไซค์มาดูคอนเสิร์ต ช่วงอัลบั้ม ภาพลวงตา เป็นจุดที่ตัวเองแฮปปี้ที่สุดเลย เพราะมันบาลานซ์ความเป็นป๊อปกับร็อกไว้พอดีๆ

 

แต่ตอนนั้นคุณก็ยังไม่ได้ทำเพลงอาร์แอนด์บีอย่างที่คุณอยากทำ

อาร์แอนด์บีนี่ได้มาลองทำเล่นๆ แบบที่ไม่คิดว่าจะเวิร์กหรือไม่เวิร์กเลยคือตอน Sleepless Society ดาเดินเจอ พี่หนึ่ง-ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์ ที่หน้าลิฟต์ ก็เลยบอกว่าดาชอบ If I Ain’t Got You ของ Alicia Keys มาก หนูร้องแนวนี้ได้เหมือนกัน พี่หนึ่งเลยบอกว่า เดี๋ยวมาลองทำดูด้วยกัน ก็เลยเป็นเพลง ไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหน ซึ่งคนด่าว่าชื่อเพลงจะยาวไปไหน

 

เคยมีฟีดแบ็กจากแฟนเพลงที่ทำให้คุณรู้สึกว่าการร้องเพลงของคุณเป็นสิ่งที่มีความหมายไหมครับ

ถ้าอิมแพ็กกับดามากจริงๆ มีอยู่ 2 เหตุการณ์ที่ดาไม่เคยลืมคือ เรื่องแรกเป็นผู้ชายคนหนึ่งมาขอให้ดาร้องเพลง สิ่งสำคัญ ให้ แล้วอัดคลิปไป ดาก็ร้องให้ 2 ปีผ่านไป เขากลับมาเจอดา และพาผู้หญิงอีกคนมา และบอกดาว่า “ครั้งหนึ่งผมเคยขอให้พี่ดาร้องเพลงให้ ผมได้เอาเพลงนั้นไปขอผู้หญิงที่ผมรักแต่งงาน เพลงของพี่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้วนะครับ”

 

เรื่องที่ 2 คือเรื่องของน้องฟ้า ที่เป็นโรคมะเร็ง ครอบครัวของน้องเป็นเกษตรกรปลูกมะพร้าวที่บ้านแพ้ว นครปฐม วันหนึ่งพยาบาลที่ดูแลน้องฟ้าก็ส่งข้อความมาหาเพื่อนของดาว่า น้องฟ้ามีความปรารถนาครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอดา เพราะเขาชอบเพลง อย่าทำให้ฟ้าผิดหวัง เพราะเป็นชื่อของน้องด้วย ตอนนั้นดาเพิ่งกลับจากทัวร์ที่อเมริกา พอดารู้ข่าว ดาบอกตัวเองว่าถ้าไม่ไปดาจะเสียใจไปตลอดชีวิต พอดาไปถึงโรงพยาบาล เห็นน้องอยู่บนเตียง ตอนนั้นเราจะร้องไห้ไม่ได้เลย เราเข้าไปหาน้อง บอกว่าพี่ดามาหาแล้วนะ เดี๋ยวเรามาร้องเพลงกัน ‘อยู่กันอย่างนี้นานๆ นะเธอ จากกันวันไหนฟ้าคงจะผิดหวัง…

 

ซึ่งเนื้อเพลงก็ดันพูดกับสิ่งตรงหน้า มันเหมือนเพลงนี้มีความหมายไปอีกแบบหนึ่งเลยทันที  

ใช่ค่ะ ทุกคนตรงนั้นร้องไห้หมด และเราต้องเป็นคนเดียวที่ไม่ร้อง ณ ตอนนั้น ดารู้แล้วนะคะว่าข้างในน้องคงไปแล้ว แต่เรายังจับมือ ยังกระซิบข้างหู “พี่ดามาแล้วนะคะ พี่อยู่นี่ พี่เอาลูกโป่งมาฝากน้องฟ้าด้วย” แล้วพยาบาลทุกคนก็ล้อมเตียงร้องเพลง อย่าทำให้ฟ้าผิดหวัง ด้วยกัน คืนนั้นตอนตีสองน้องฟ้าก็จากไปอย่างสงบ

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อิมแพ็กกับชีวิตดามาก เพราะดาไม่คิดเลยว่าการที่เราเป็นนักร้องจะส่งผลต่อชีวิตคนอื่นขนาดนี้ เพราะฉะนั้นดาเลยรู้สึกว่า เฮ้ย! โคตรดีเลยว่ะที่ตอน ม.5 ฉันบ้าบิ่นมาเป็นนักร้องแบบนี้ ต้องขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เราได้เป็นนักร้อง และดนตรีมันเป็นพลังงานที่ดีมากๆ ที่ส่งเข้าไปถึงหัวใจของคน บวกกับความที่เราแคร์คนอื่นด้วย มันทำให้ทุกครั้งที่ดาไปเล่น ดาจะแคร์เรื่องเซตเพลงมาก ทุกวันนี้ดาซ้อม ดาเปลี่ยนเพลง แค่เรื่องเพลงเปิดดายังคิดเยอะเลยเพราะโมเมนต์นั้นมันอาจจะเป็นโมเมนต์ที่เขาจะรักเราไปตลอด หรือมันอาจจะเป็นโมเมนต์ที่เขาจะรักคนที่เขาไปด้วยกัน มันมีผลหลายอย่าง

 

 

คุณมีอัลบั้มเต็มครั้งสุดท้ายก็ปี 2554 ผ่านมา 7 ปีแล้ว แม้จะมีเพลงให้เราฟังกันตลอด แต่ก็ยังไม่มีอัลบั้มเต็มอัลบั้มใหม่ คุณมองการเปลี่ยนแปลงของวงการเพลงในยุคดิจิทัลอย่างไรครับ

นานไม่นานก็คิดดูนะคะว่าอัลบั้ม เพื่อนสนิท เป็นปีสุดท้ายที่แกรมมี่ผลิตเทปคาสเซ็ตต์ รู้จักกันใช่ไหมคะ ซาวด์อะเบาต์ (หัวเราะ) ดาคิดว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ต่อให้ยุคเปลี่ยนไปแค่ไหน ถ้าคุณเป็นตัวจริง คุณทุ่มเทกับงานจริงๆ มันจะไม่มีใครลืมคุณหรอก แล้วมันคือจุดแข็งที่เอ็นโดรฟินฝ่าฟันมาตลอดคือเรื่องเพลง เพลงต้องเพราะ ร้องสดเล่นสดต้องดี เพราะฉะนั้น มันคือสิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้เพราะคุณภาพของการทำงานจริงๆ ต้องขอบคุณทีมเอ็นโดรฟินที่วางรากฐานสร้างจุดแข็งที่สุดไว้

 

จากเคยอยู่บ้านหลังใหญ่อย่างแกรมมี่ ตอนนี้มาเป็นศิลปินอินดี้ที่ทำงานด้วยตัวเอง ไม่ได้อยู่บ้านหลังใหญ่แล้ว คนที่เคยอยู่บ้านหลังใหญ่ที่มีทุกอย่างกลัวไหมครับว่าการออกจากบ้านหลังนั้นจะพาเราไปเจออะไรบ้าง

แกรมมี่คือบ้านหลังแรกและหลังเดียวของดา ดาอยู่บ้านหลังนี้มาทั้งหมด 14 ปี ก็เหมือนเรารักพ่อแม่ แต่เราก็ต้องมีบ้านของเราเอง ที่แกรมมี่ดูแลดามาอย่างดีโดยตลอด และก็สอนอะไรดาหลายอย่าง แต่ดาก็เริ่มรู้สึกว่าดาอยากลองไปทำงานกับวงอินดี้บ้าง ดาอยากลองเขียนเพลงแบบที่ไม่หวังผลตอบแทนบ้าง อยากคืนกำไรให้คนดูแบบที่ปล่อยเพลงให้ iTunes หรือ Spotify ให้ฟรีๆ เลยแล้วก็ให้ดาวน์โหลดเพื่อแคมเปญบางอย่าง

 

การออกมาบินเดี่ยวแบบนี้มันก็ยากแต่ก็มีความสนุกค่ะ เพราะเราตัดสินเอง งานจะดีหรือไม่ดีก็โทษตัวเอง ดาเริ่มทำงานกับคนต่างชาติบ้าง เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วดาไปอยู่ลอนดอนประมาณ 1 เดือน ไปเข้าค่ายเขียนเพลง สมัครเรียนเอง โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าดาเป็นนักร้อง ดาไม่ได้สนุกแบบนี้มาตั้ง 10 ปีแล้วแบบที่ไม่มีใครทรีตเราว่าเป็นนักร้องดัง ดาไปเป็นนักเรียนจริงๆ ดาคิดว่า 10 ปีแล้วได้รีสตาร์ทใหม่มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการนะ

 

คุณได้เรียนรู้อะไรจากการกลายเป็นมนุษย์โนเนมในค่ายเรียนการเขียนเพลงในตอนนั้น

โอ้โห! ดาเจอคนเสียงสูงกว่าดา 3 เท่า หรือเจอคนที่แต่งเพลงภายในครึ่งชั่วโมงแล้วเรายังนั่งคิดแกรมม่าอยู่เลย อ้าว! ลืมใส่ ed ว่ะ เขาไปถึงไหนกันแล้ว มันก็ทำให้เราสนุกดีนะคะ บทเรียนในการไป survive ด้วยตัวเองคือ แกไม่ใช่คนเก่งที่สุดนะ จงจำเอาไว้เสมอ ต่อให้เก่งให้ตายก็ไม่เก่งที่สุด ทุกคนที่ไปเข้าค่ายนั้นแข่งขันกันหมด แต่มันเป็นการแข่งขันที่มีผลดีกับตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้ว การเรียนรู้สิ่งใหม่นี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น เหมือนได้ไปโรงเรียนอีกรอบหนึ่ง ดาคิดว่าการมีประสบการณ์ใหม่ การได้ออกไปเที่ยว การได้เรียนรู้เรื่องใหม่ มันทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ ต้องพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ไม่ comfortable บ้าง

 

 

น่าสนใจนะครับ เพราะก่อนหน้านี้คุณบอกว่าคุณไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษแบบจริงจังมาก่อนเลย แล้วคุณก็ไปเข้าค่ายแต่งเพลงที่ใช้ภาษาอังกฤษ

ดาใช้วิธีเรียนจากเพลง พอเราร้องเพลง เราก็จะพยายามก๊อบปี้สำเนียงภาษาอังกฤษในเพลง ตั้งแต่ตอน ม.3 ที่ร้อง Zombie นั่นแหละค่ะ และก็ฝึกมาตลอด พอไปอยู่ที่นั่นเราก็พยายามด้วยตัวเอง เราต้องเริ่มซื้อหนังสือที่เป็นบทกวีภาษาอังกฤษมาอ่านเพื่อให้ได้คำมาใช้แต่งเพลง ได้เห็นวิธีคิด วิธีเขียนที่มันสวยงาม มันต้องเรียนรู้ค่ะ ดาคิดว่าเราต้องสละเวลาตัวเองเพื่อไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่ว่าเราเก่งเท่านี้แล้วก็หยุด และมันได้ผล มันกลับไปเรื่องเดิมที่ดาเคยพูดว่า Work Hard Pays Off

 

ทุกวันนี้คุณทำเพลงร่วมกับแฟนของคุณ คุณมีวิธีการทำงานและบาลานซ์ชีวิตคู่ได้อย่างไรครับ เพราะไม่ใช่คู่รักทุกคู่ที่จะทำงานด้วยกันได้

ไม่รู้วิธีนี้เวิร์กไหมกับคู่อื่น แต่เวิร์กกับคู่ของดามากๆ ก็คือ เวลาเราทะเลาะกัน 2 วันแรกที่ทะเลาะกันอย่าเพิ่งคุยกันต่อ แล้วไม่ต้องหาคนผิดด้วย แล้ววันที่ 3 ค่อยกลับมาคุยกัน เราจะอารมณ์เย็นลงกันแล้ว คุยกันโดยไม่มีความคุกรุ่นเหลืออยู่ เราขอโทษกันได้สนิทใจเลย เวลาโมโหกันอยู่มันไม่มีอะไรดีหรอก

 

อย่างเพลง Stars ที่เราแต่งด้วยกันและทุกคนกำลังจะได้ฟังเร็วๆ นี้ เราชอบเขียนเพลงกันทั้งคู่ มันทำให้เราทำงานกันง่ายขึ้น เพราะทั้งดากับอเล็กซ์เราชอบเพลงที่มีความหมาย เพลงที่มันกินใจ มันจะมีความหมายทุกครั้งที่เราไปร้องบนเวที เรื่องตลกก็คือ ดาจะมีความแก่นเซี้ยวเหมือนเด็กผู้ชาย ดามีเพื่อนผู้ชายเยอะมาก ส่วนอเล็กซ์เขาจะมีความอ่อนโยน เขามีเพื่อนผู้หญิงเยอะมาก ดาสามารถปล่อยให้อเล็กซ์ไปอยู่กับเพื่อนผู้หญิงได้โดยที่ไม่ต้องกังวลอะไรเลย ในขณะที่เวลาดาทัวร์ ดากับผู้จัดการเป็นผู้หญิง 2 คนท่ามกลางผู้ชายเป็นสิบ มันเลยกลายเป็นความคอนทราสต์ที่บาลานซ์กันได้เฉยเลย

 

3 บทเรียนที่คุณได้จากการใช้ชีวิตมา 32 ปีและอยากส่งต่อให้เป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับคนอื่นมีอะไรบ้าง

อย่างแรกคือ ไม่มีใครสามารถกำหนดชีวิตเราได้นอกจากตัวเราเอง เราต้องหาให้เจอว่าเรารัก เรามีแพสชันกับอะไร และอะไรคือจุดแข็งของเรา แต่ไม่ต้องไปบังคับ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติแล้วเดี๋ยวมันจะเจอเอง

 

บทเรียนที่ 2 คือ ขอบคุณแรงกดดัน คนเราต้องเจอแรงกดดัน ต้องโดนด่า โดนดูถูก แต่ถ้าเราพลิกมุมนั้นเป็นภูมิต้านทานที่ดีของเราให้ได้ มันทำให้เราแข็งแรง ไม่ต้องไปด่าเขากลับ ไม่ต้องไปเอาคืน แต่ให้คิดว่า เดี๋ยวฉันทำให้ดู มันคูลกว่ากันเยอะ ไม่ต้องไปเสียใจ แล้ววันหนึ่งที่เราทำให้เขาดูได้ มันเป็นจุดที่เราภูมิใจที่สุด

 

บทเรียนข้อสุดท้ายคือการเรียนรู้ ความอยากเติบโต ตลอด 10 กว่าปีนี้ถ้าดาจบตัวเองที่ว่า ดาเก่งที่สุดแล้วดาไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ ดาจะกลายเป็นคนโง่คนหนึ่ง การที่เรารู้สึกว่าเราต้องเรียนรู้ต่อ ดายังเล่นคีย์บอร์ดไม่เก่ง กีตาร์ยังไม่เก่ง เขียนเพลงยังไม่คล่อง และรู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งที่สุด มันจะทำให้เราก้าวหน้าต่อไป และผลักตัวเองให้ไปสู่อีกขั้น ดาเชื่อว่าทุกคนมี Next Level ในแต่ละบทของชีวิตตัวเอง ทุกคนเก่งขึ้นได้ตลอด ไปสิ ไปสู่ Next Level ของตัวเอง

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

FYI
  • “คอนเสิร์ตนั่งเล่นครั้งที่ 4 มีธีมว่า ‘เกร๋ดีออก!’ เราตั้งใจให้มันเป็น Fun Fair ที่คุณสามารถไปแล้วเพนต์หน้า ไปถ่ายรูป ไปชมงานศิลปะ ทำอะไรได้หลายอย่าง ในหนึ่งวันคุณจะได้ทำอะไรเยอะเลย และเป็นคอนเสิร์ตนั่งเล่นครั้งแรกที่มีเพลงธีมของเฟสติวัล ดาเอาเพลง Music Lover ของพี่มาช่า วัฒนพานิช มาร้องใหม่เป็นแนวป๊อปอิเล็กทรอนิกส์” ดา เอ็นโดรฟิน
  • คอนเสิร์ต ‘ช้าง มิวสิค คอนเนคชั่น พรีเซนต์ นั่งเล่น มิวสิค เฟสติวัล 4’ จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562 ที่ 8 Speed เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา มีศิลปิน อาทิ ดา เอ็นโดรฟิน, โปเตโต้, เป๊ก ผลิตโชค, รูม 39, ปาล์มมี่, ป๊อบ ปองกูล, โอ๊ต ปราโมทย์ ฯลฯ จองบัตรได้ที่ www.allticket.com และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB: NanglenMusicFestival
  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US