เกิดอะไรขึ้น:
ประเด็นที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับภาวะการลงทุนในช่วงนี้เห็นทีจะหนีไม่พ้นการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งจากข้อมูลถึงช่วงเที่ยงวันนี้ (27 มกราคม) ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) และศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 80 ราย และมีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสที่ได้รับการยืนยันแล้วอีกกว่า 2,794 ราย แบ่งเป็น
- จีน 2,737 ราย
- ฮ่องกง 8 ราย
- ไทย 8 ราย
- มาเก๊า 6 ราย
- สหรัฐอเมริกา 5 ราย
- ออสเตรเลีย 4 ราย
- ญี่ปุ่น 4 ราย
- มาเลเซีย 4 ราย
- สิงคโปร์ 4 ราย
- ไต้หวัน 4 ราย
- ฝรั่งเศส 3 ราย
- เกาหลีใต้ 3 ราย
- เวียดนาม 2 ราย
- แคนาดา 1 ราย
- เนปาล 1 ราย
ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว โดยทางการจีนได้ประกาศปิดเมืองในหลายมณฑล รวมทั้งได้ออกคำสั่งให้บริษัทตัวแทนท่องเที่ยวและบริษัทนำเที่ยวหยุดจำหน่ายแพ็กเกจท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา สร้างความกังวลว่าจะกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลก
กระทบอย่างไร:
ทันทีที่ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการวันนี้ ดัชนีปรับลดลงทันที 22.65 จุด หรือ 1.44%DoD และลงไปทำจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 1,519.03 จุด ลดลงไป 50.52 จุด หรือ 3.22%DoD ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559
โดยกลุ่มที่ราคาหุ้นปรับลดลงแรงคือกลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบตรงจากนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปในช่วงตรุษจีน ได้แก่
- บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) ทำจุดต่ำสุดลดลง 10.21%DoD
- บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ทำจุดต่ำสุดลดลง 8.96%DoD
- บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) ทำจุดต่ำสุดลดลง 6.76%DoD
เช่นเดียวกับหุ้นสนามบิน และสายการบินคือ
- บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) ทำจุดต่ำสุดลดลง 5.94%DoD
- บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ทำจุดต่ำสุดลดลง 8.29%DoD
- บมจ.การบินไทย (THAI) ทำจุดต่ำสุดลดลง 5.69%DoD
รวมทั้งหุ้นที่พึ่งพิงรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนอย่างมีนัย เช่น บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ทำจุดต่ำสุดลดลง 11.02%DoD, บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) ทำจุดต่ำสุดลดลง 9.91%DoD, บมจ.สยามเวลเนสกรุ๊ป (SPA) ทำจุดต่ำสุดลดลง 13.67%DoD
มุมมองระยะสั้น:
SCBS ประเมินถึงผลกระทบต่อการท่องเที่ยวจากการขาดหายไปของนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งมีจำนวนกว่า 11 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 28% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้ามาในไทยเมื่อปี 2562 ว่า ทุกๆ 1 เดือนของการสั่งระงับทัวร์จีนเดินทางท่องเที่ยว จะส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวจากจีนลดลง 360,000 คน หรือราว 1% ของคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2563 ที่ 41.4 ล้านคน และคาดกระทบต่อผลประกอบการของหุ้นท่องเที่ยวมากสุด โดยเฉพาะหุ้นโรงแรม ซึ่งคาดว่า ERW อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัย เนื่องจากประกอบธุรกิจโรงแรมเพียงอย่างเดียว ตามด้วย CENTEL และ MINT ที่ธุรกิจโรงแรมคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด
หุ้นสนามบินและสายการบินได้รับผลกระทบเช่นกัน กล่าวคือ AOT กระทบจากรายได้ค่าบริการโดยสารและรายได้เชิงพาณิชย์ที่ลดลง AAV และ THAI กระทบจาก Load Factor และอัตราค่าโดยสารเฉลี่ยที่ลดลง
หุ้นที่พึ่งพิงรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน จะได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อที่ลดลง หรือ การชะลอการสั่งซื้อออกไปก่อน ตามกำลังซื้อที่หดหาย และการฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองและจิตใจของประชาชนให้เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลากว่า 3-6 เดือน
มุมมองระยะยาว:
นอกจากผลกระทบต่อรายได้และกำไรของผู้ประกอบการดังกล่าวข้างต้นในไตรมาส 1 ปี 2563 แล้ว ยังกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและจีนในระยะกลาง-ยาวอีกด้วย ซึ่ง SCBS ประเมินว่าหากสถานการณ์การระบาดไม่รุนแรงไปกว่านี้ คาดเศรษฐกิจจีนปีนี้จะโตชะลอลงจากสมมติฐานเดิมราว 0.2% ส่วนเศรษฐกิจไทยคาดจะโตชะลอลงจากเดิม 0.1% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้จะขยายตัวราว 2% แต่หากสถานการณ์รุนแรง คาดเศรษฐกิจจีนปีนี้จะโตหดตัวจากสมมติฐานเดิมถึง 0.5% ส่วนเศรษฐกิจไทยคาดจะโตชะลอลงจากเดิม 0.5% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้อาจไม่ขยายตัวเลย จึงถือเป็นที่ต้องติดตามว่าจะสามารถควบคุมความรุนแรงของโรคให้อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้หรือไม่
ข้อมูลเพิ่มเติม
สามารถอ่านบทวิเคราะห์ ‘หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว’ และ ‘สถานการณ์ไวรัสโคโรนา…ตื่นตัวแต่อย่าตื่นตูม’ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS)
หมายเหตุ: %DoD คือ % การเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับวันทำการก่อนหน้า