หากถึงวันที่คุณตัดสินใจควักเงินก้อนโตซื้อรถยนต์คันใหม่ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดมาใช้งาน แต่กลับต้องเจอกับฝันร้ายเมื่อสินค้าเกิดชำรุดบกพร่องตั้งแต่เดือนแรกๆ ซ้ำร้ายเมื่อหันไปพึ่งพากลไกทางกฎหมายที่มีอยู่เดิมอย่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 กลับพบแต่ทางตัน เพราะไม่มีความชัดเจนเรื่องแนวทางและระยะเวลาในการเยียวยา ปล่อยให้ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเผชิญหน้าเปิดศึกข้อพิพาทกันเองจนกลายเป็นมหากาพย์ร้องเรียนที่ไม่จบสิ้น
สัญญาณเชิงบวกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง พ.ศ. ….’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘Lemon Law’ ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทว่าในมุมมองของนักวิชาการ กฎหมายที่ถูกลากยาวมานับทศวรรษฉบับนี้ อาจยังมี ‘ช่องว่าง’ สำคัญที่ไม่เท่าทันภูมิทัศน์ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
ผศ. ดร.เอมผกา เตชะอภัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นเรื่องดีที่ ครม. เห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความรับผิดชอบจากความชำรุดบกพร่องของสินค้า ซึ่งกฎหมายเดิมไม่เอื้อให้เกิดการพิสูจน์ความชำรุด จนทำให้เกิดข้อพิพาทที่ไม่ลงตัว และหน่วยงานรัฐก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้เต็มที่เนื่องจากไม่มีข้อกฎหมายระบุวิธีแก้ไขไว้อย่างชัดเจน
ผศ. ดร.เอมผกา กล่าวต่อไปว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่มีการกำหนดสาระสำคัญที่ชัดเจนขึ้นอย่างน้อยใน 4 เรื่อง ได้แก่
- การกำหนดสิทธิของผู้บริโภคที่เป็นระบบและชัดเจน เช่น สิทธิส่งสินค้าซ่อม เปลี่ยนสินค้า ยกเลิกสัญญา หรือเรียกค่าสินไหมทดแทน
- การกำหนดข้อสันนิษฐานในการชำรุดบกพร่อง เพื่อให้ผู้บริโภคใช้กล่าวอ้างได้ทันทีเมื่อพบปัญหา
- การแบ่งประเภทสินค้าและเกณฑ์จัดการที่เหมาะสม โดยแยกเป็นสินค้าทั่วไป รถยนต์ จักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- การกำหนดสิทธิหน้าที่ของผู้ให้เช่าซื้อ (สถาบันการเงิน) ในการรับผิดชอบสินค้ามูลค่าสูง โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ปัจจุบันพบปัญหาบ่อย ซึ่งอาจเปิดทางให้ผู้บริโภคขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระได้หากสินค้าอยู่ระหว่างการซ่อมแซมและไม่ได้ใช้งาน
“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวเริ่มเขียนและผลักดันมากว่า 10 ปีแล้ว แม้จะมีการปรับแก้หลายครั้ง แต่ในรายละเอียดก็ยังคงมีจุดที่เป็นข้อน่ากังวล ทั้งในแง่การตีความ การบังคับใช้ ไปจนถึงความเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว” ผศ. ดร.เอมผกา ระบุ
นักวิชาการจาก มธ. ชี้ให้เห็นว่า ภาษากฎหมายในร่างนี้ยังมีรายละเอียดที่เข้าใจยาก มีภาษาเทคนิคค่อนข้างมาก ซึ่งสุดท้ายอาจนำมาซึ่งการถกเถียงระหว่างผู้บริโภคกับผู้ขายในเรื่องสิทธิการเยียวยาเช่นเดิม นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องระยะเวลาเยียวยาบางกรณีที่ไม่ชัดเจน รวมถึงสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่มีการใช้ซอฟต์แวร์ ซึ่งร่างกฎหมายนี้ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงกรณีที่สินค้าไม่ได้ชำรุดเชิงกายภาพ แต่ไม่สามารถใช้งานได้เพราะระบบซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัยหรือใช้งานไม่ได้
ดังนั้น ในขั้นตอนที่ร่าง พ.ร.บ. นี้กำลังจะเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎร ผศ. ดร.เอมผกา จึงเสนอว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้มีการนำร่างกฎหมายในเรื่องเดียวกันอีก 2 ฉบับ คือ ร่างของสภาองค์กรของผู้บริโภค และร่างของอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว มาพิจารณาควบคู่ไปด้วย
เนื่องจากร่างทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวถูกพัฒนามาจากแนวคิดการปรับปรุงร่างเดิม มีการใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายขึ้นเพื่อลดปัญหาการตีความ และเพิ่มเนื้อหาที่ก้าวหน้า ซึ่งจะช่วยปิดช่องว่างและสร้างความพร้อมในการรองรับสินค้าประเภทเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ ผศ. ดร.เอมผกา ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กฎหมายในต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป (EU) ได้ก้าวหน้าไปไกลถึงขั้นกำหนดให้สินค้าต้อง ‘ซ่อมง่ายและชำรุดยาก’ เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่มีความคงทนสูง ใช้ได้นาน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะและหนุนเสริมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเด็นนี้ สคบ. ได้มอบหมายให้คณะนิติศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. ร่วมกันศึกษาวิจัยเพื่อทำข้อเสนอเชิงนโยบายแล้ว
“คาดหวังว่าทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาเดินหน้าสร้างความเข้าใจแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และทำให้กฎหมายมีความครอบคลุมชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อลดความกังวลของผู้ประกอบการที่กำลังคิดว่ากฎหมายนี้คือต้นทุนภาระ อยากให้มองว่าการที่มีกฎหมายนี้เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์ในการทำการตลาดจำหน่ายสินค้า ทำให้สินค้าในไทยมีความน่าเชื่อถือ และสิทธิเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต่างประเทศทั่วโลก ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนได้รับรองมานานแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่
ส่วนผู้บริโภคเองต้องกระตุ้นให้ตัวเองตื่นตัวกับเรื่องนี้ หันมาเลือกซื้อสินค้าที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพในการผลิต มีความรับผิดชอบ และสามารถเรียกร้องปกป้องสิทธิของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดสัดส่วนการซื้อสินค้าที่ไม่มีที่มาที่ไป หรือคุณภาพต่ำและพร้อมเป็นขยะในตลาดในยุคปัจจุบัน เพราะเราต้องสร้างการบริโภคที่ลดการสร้างภาระผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกินจำเป็นด้วย” ผศ. ดร.เอมผกา กล่าวทิ้งท้าย


