วันนี้ (17 สิงหาคม ) พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น โดยระบุว่า หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนจนพบการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ และได้มีการออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องมารับทราบข้อกล่าวหาไปแล้วในกลุ่มแรก ซึ่งประกอบด้วย เรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รวมถึงกลุ่มบุคคลที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขคะแนนข้อสอบ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจสอบสวนกลางได้ส่งมอบสำนวนคดีให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทาง ป.ป.ช. ได้มีมติแต่งตั้งให้ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนพิเศษ พร้อมทั้งส่งมอบข้อมูลบางส่วนกลับมาให้ทางตำรวจดำเนินการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมในหลายประเด็น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งรัดดำเนินการ
สำหรับการขยายผลไปยังกลุ่มนายหน้าและผู้ที่เกี่ยวข้องในลำดับถัดไป พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่า ตำรวจจะดำเนินการอย่างรัดกุมตามพยานหลักฐานและข้อมูลที่ ป.ป.ช. ส่งมอบให้ ก่อนจะรวบรวมผลการดำเนินงานทั้งหมดส่งกลับไปยัง ป.ป.ช. อีกครั้ง
“ยืนยันว่าเราไม่ได้หยุดอยู่แค่การแจ้งข้อกล่าวหากลุ่มแรก ตอนนี้เรื่องทั้งหมดอยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. ซึ่งกำลังขับเคลื่อนเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกคน ทั้งกลุ่มนายหน้า ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง และบุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง” พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าว
ส่วนกรณีของผู้ที่สอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการไปแล้วนั้น ปัจจุบันยังมีอีกหลายกลุ่มที่อยู่ในข่ายต้องรับการตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องรอการประสานข้อมูลจากทาง ป.ป.ช. เพื่อนำมาพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงพยานหลักฐานที่จะเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังรายอื่นๆ นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่รัฐ พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ขอให้รอการพิจารณาจากคณะกรรมการชุดใหญ่ของ ป.ป.ช. พร้อมย้ำเตือนให้ประชาชนและสังคมมั่นใจว่า คดีนี้จะไม่มีการเงียบหาย เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งขบวนการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทางกฎหมาย โดยคาดว่าภายในช่วงสิ้นเดือนนี้จนถึงต้นเดือนหน้า คดีจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น


