×

เปิดข้อเสนอปฏิรูป ‘ระบบราชการไทย’ ยุบ-ควบ-ลดขนาดงาน ก่อนปลดคน พร้อมยกระดับเป็นนโยบายแห่งชาติ

04.08.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแนวคิดการปฏิรูประบบราชการไทย โดยมีข้อเสนอให้ยุบ ควบรวม และลดขนาดงานก่อนปลดคน

เปิดข้อเสนอ จากรายการ WEALTH SPECIAL LIVE ตอน “ปฏิรูป ‘ระบบราชการไทย’ ทางรอดวิกฤตงบประมาณ” หลังรายจ่ายบุคลากรไทย ‘สูง’ แตะ 39.5% ของงบประมาณทั้งหมด จนเบียดบังงบลงทุนประเทศ ผู้เชี่ยวชาญเสนอรัฐบาลติดกระดุมให้ถูกเม็ด ผ่านการเร่งการทบทวนภารกิจ (Mission Audit) หาขนาดระบบราชการที่เหมาะสม (Right Sizing) ก่อนลดคน เร่งกระบวนการกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) และยกระดับให้เป็นนโยบายแห่งชาติ

ดูวิดีโอรายการ
 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เปิดปมปัญหา รายจ่ายบุคลากรไทย ‘สูง’ เมื่อเทียบกับหลายประเทศ

 

ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวในรายการว่า รายจ่ายบุคลากรภาครัฐในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 สูงกว่า 8 แสนล้านบาท โดยจำนวนนี้คิดเป็นภาระรวม 37.9% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่มีขนาดสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีระดับพัฒนาใกล้เคียงกันอย่าง ฟิลิปปินส์ (35%) และมาเลเซีย (29.6%) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle Income) ซึ่งมีรายจ่ายบุคลากรภาครัฐคิดเป็นเพียง 20.9% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น

 

“รายจ่ายบุคลากรของไทยมีขนาดสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศสะท้อนถึง ‘ค่าเสียโอกาส’ กล่าวคือ เวลาที่เราเก็บภาษีมาได้ 100 บาท เราต้องเสียเกือบ 40 บาทไปใช้กับเรื่องของบุคลากร ขณะที่ประเทศอื่นคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย สามารถจัดสรรบริการภาครัฐได้ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าเราอย่างมีนัยสำคัญ” ศ. ดร. อธิภัทรกล่าว

 

ภาพประกอบแนวคิดการปฏิรูประบบราชการไทย โดยมีข้อเสนอให้ยุบ ควบรวม และลดขนาดงานก่อนปลดคน 1

 

รายจ่ายสวัสดิการบุคลากรรัฐเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวใน 10 ปี แต่จำนวนคน ‘คงที่’

 

ศ. ดร. อธิภัทรกล่าวว่า รายจ่ายสวัสดิการบุคลากรภาครัฐไทยเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว (ราว 90%) จากระดับเกือบ 3 แสนล้านบาทในปี 2560 มาอยู่ที่เกือบ 6 แสนล้านบาทในปี 2570

 

ขณะที่จำนวนหรือกำลังคนภาครัฐในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ค่อนข้างคงที่ระหว่าง 3.0-3.2 ล้านคน (ระหว่างปี 2561-2567) สะท้อนว่า รายจ่ายบุคลากรภาครัฐต่อคนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% ต่อปี สะท้อนว่า โจทย์สำคัญอาจจะไม่ได้อยู่ที่ การลดกำลังคน แต่ควรดูต้นทุนต่อคนมากกว่า

 

ภาพประกอบแนวคิดการปฏิรูประบบราชการไทย โดยมีข้อเสนอให้ยุบ ควบรวม และลดขนาดงานก่อนปลดคน 2

ภาพประกอบแนวคิดการปฏิรูประบบราชการไทย โดยมีข้อเสนอให้ยุบ ควบรวม และลดขนาดงานก่อนปลดคน 3

 

รายจ่ายบุคลากรภาครัฐกระจัดกระจาย

 

ศ. ดร. อธิภัทรกล่าวว่า ปัจจุบัน รายจ่ายบุคลากรภาครัฐกระจายหลายหมวด ได้แก่ แผนงานบุคลากรภาครัฐ (คิดเป็นสัดส่วนราว 59%) งบกลาง (คิดเป็นสัดส่วนราว 39%) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (คิดเป็นสัดส่วนราว 2%) โดยรายจ่ายที่กระจัดกระจายนี้ทำให้สาธารณชนทำความเข้าใจภาพรวมภาระงบประมาณบุคลากรได้ยาก

 

“ความท้าทายของปัญหานี้ทำให้ 10 ปีที่ผ่านมา เรื่องนี้ไม่เคยมีใครติดตาม และปล่อยไปเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อมูลไม่ถูกเอามารวมกันให้เป็นระบบ” ศ. ดร. อธิภัทรกล่าว

 

ดังนั้น ศ. ดร. อธิภัทรจึงเสนอให้สำนักงบประมาณควรรวบรวมข้อมูลทั้งหมด (Consolidate) มาไว้ในแหล่งเดียวกัน เพื่อให้เห็นความท้าทายของปัญหารายจ่ายบุคลากรข้าราชการไทยได้อย่างโปร่งใสและชัดเจนยิ่งขึ้น “ไม่ต้องไปแกะดูที่งบกลางที่หนึ่ง แกะดูที่แผนงานบุคลากรอีกที่ และแกะดูที่ท้องถิ่นอีกที่”

 

ภาพประกอบแนวคิดการปฏิรูประบบราชการไทย โดยมีข้อเสนอให้ยุบ ควบรวม และลดขนาดงานก่อนปลดคน 4

 

เปิดข้อเสนอ ‘ศ. ดร. อธิภัทร’: ทำ Mission Audit ลดขนาดระบบราชการ ก่อนลดคน

 

ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ. ดร. อธิภัทรเน้นย้ำว่า รัฐบาลไม่ควรเริ่มต้นการปฏิรูปด้วยการลดคนหรือทำโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) เพราะหากลดคนโดยไม่ลดขนาด สุดท้ายระบบราชการก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานหรือจ้างคนกลับเข้ามาใหม่อยู่ดี

 

ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ ได้ยกกรณีศึกษาของแคนาดา โดยระบุว่า ในช่วงปี 2537–2540 (ค.ศ. 1994–1997) แคนาดาได้ทำการปฏิรูประบบราชการเนื่องจากเผชิญกับวิกฤตการคลัง ขาดดุลปีงบประมาณต่อเนื่องยาวนานถึง 15–20 ปี ซึ่งมีสถานการณ์คล้ายคลึงกับประเทศไทยในปัจจุบัน

 

เมื่อมีการกลับมาทบทวนประเมินผลอีกครั้งในปี 2550 (ค.ศ. 2007) พบว่าแคนาดากลับประสบความล้มเหลวในบางมิติ เพราะสุดท้ายแล้วภาครัฐจำเป็นต้องว่าจ้างคนกลับเข้ามาทำงานใหม่อยู่ดี สาเหตุสำคัญมาจากบางหน่วยงานไม่ได้ลดขนาด แต่มุ่งลดคนเป็นหลัก โดยไม่ได้พิจารณาว่างานหรือภารกิจใดยังต้องทำอยู่

 

ดังนั้น ศ. ดร อธิภัทรจึงแนะต่อว่า ภาครัฐจึงควรเริ่มจากการทบทวนภารกิจ (Mission Audit) ก่อนว่า ภารกิจอะไรที่ยังต้องทำอยู่ ภารกิจใดควรที่ให้เอกชนทำ ภารกิจใดที่ตอนนี้ AI ทำได้หมดแล้ว แล้วค่อยมาปรับโครงสร้างของกระทรวงต่างๆ

 

เปิดข้อเสนอ ‘เพียงพนอ’ ย้ำเร่งกิโยตินกฎหมาย ลดบทบาทรัฐเป็น Facilitator

 

เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในรายการว่า รัฐบาลควรลดบทบาทเหลือเป็นเพียงผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยหลีกเลี่ยงการทำธุรกิจแข่งกับเอกชนในตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคมและสื่อสาร แต่ให้รัฐเน้นบทบาทดูแลบริการสาธารณะที่จำเป็น เช่น การศึกษา สาธารณสุข และ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและเอกชน

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรแบ่งภารกิจเป็น Core และ Non-core: โดยแยกแยะงานหลักที่รัฐต้องทำกับงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก (Non-core) ออกจากกัน แล้วใช้วิธีการจ้างเหมาบริการภายนอก (Outsource) สำหรับภารกิจที่รัฐไม่จำเป็นต้องทำเอง โดยยกตัวอย่างกระทรวงต่างประเทศที่ให้เอกชนทำพาสปอร์ตหรือวีซ่า ซึ่งแม้จะเป็นข้อมูลส่วนตัวแต่ก็มีหลายประเทศที่บริหารจัดการด้วยการ outsource ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

พร้อมทั้งย้ำว่า รัฐบาลไม่ปฏิรูปด้วยการ ‘หารยาว’ (Across-the-board cuts) โดยไม่เห็นด้วยกับการสั่งลดงบประมาณหรือลดคนแบบเฉลี่ยเท่ากันทุกหน่วยงาน เช่น ตั้งเป้าตัดลด 10% เท่ากันหมด เพราะจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหน่วยงานเฉพาะทางที่ยังขาดแคลนและจำเป็นต้องมีบุคลากร เช่น แพทย์ พยาบาล หรือฝ่ายกฎหมาย และผู้ตรวจคดีภาษีของกรมสรรพากร

 

นอกจากนี้รัฐบาลยังควรยุบและควบรวมหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน จากการพิจารณางบประมาณพบว่าบางหน่วยงานมีภารกิจคาบเกี่ยวซ้ำซ้อนจนแทบแยกไม่ออก จึงควรยุบหรือรวมหน่วยงานเหล่านี้เข้าด้วยกัน รวมถึงการทบทวนความซ้ำซ้อนในกลุ่มกองทุนต่างๆ องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจ

 

และอีกแนวทางสำคัญ คือ ‘การกิโยตินกฎหมาย’ (Regulatory Guillotine) เพียงพนออ้างอิงข้อมูลจาก TDRI ว่าหากหั่นกฎหมายซ้ำซ้อนออกไปได้จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศได้ถึง 1.3 แสนล้านบาทต่อปี พร้อมกับการจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

 

“ไทยมีกฎหมายมากไปกว่าแสนฉบับ รวมพวกระเบียบกฎหมายลำดับรองด้วย แต่ถ้านับแค่กฎหมายหลักราวหมื่นหกฉบับ ขณะที่มีความพยายามกิโยตินกันมา 20 ปีแล้วก็ยังไม่ค่อยไปไหน” เพียงพนอกล่าว

 

เปิดข้อเสนอ ‘แพตทริเซีย’ หนุน Right Sizing-ยกเป็นนโยบายระดับชาติ

 

แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ระบุว่า หนุนการปฏิรูปแบบหาขนาดที่เหมาะสมของระบบราชการ (Right Sizing) อย่างไรก็ตาม แพตทริเซียยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาข้อมูลกำลังคนและงบประมาณในปัจจุบันกระจัดกระจายไปตามหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงาน ก.พ. ที่ดูแลข้าราชการพลเรือนเพียงส่วนเดียว ขณะที่องค์กรอิสระ องค์การมหาชน และท้องถิ่นต่างมีอำนาจบริหารจัดการและเพิ่มอัตรากำลังเองจนไม่มีใครมองเห็นภาพรวมทั้งหมด ดังนั้นจึงเสนอว่าควรมีนโยบายระดับชาติที่เข้ามาดูแลภาพรวมนี้อย่างเป็นระบบ (Holistic)

 

“รัฐบาลมีนโยบายทั้ง Early Retire, Downsizing, Rightsizing แพทมองว่า Wording ที่ถูกคือ Rightsizing ของระบบราชการ” แพตทริเซียกล่าว

 

แพตตริเซียอธิบายเพิ่มว่า “ปัจจุบัน ข้อมูลบุคลากรข้าราชการกระจายมาก และไม่มีใครที่ดูภาพรวมทั้งหมดว่า จริงๆ แล้วงบบุคลากรหรือว่า Right Size ทั้งหมดคืออะไร เนื่องจากองค์กรอิสระก็มีอำนาจส่วนตัวที่จะเพิ่มอัตราหรือเพิ่มเงินเดือน จึงควรมีนโยบายระดับชาติที่ดูภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มคน หรือเพิ่มเงินเดือน ไม่ได้เป็นอำนาจ (Autonomy) ของแต่ละหน่วยงาน”

 

นอกจากนี้ แพตริเซียยังได้กล่าวถึงแนวคิดการปรับสวัสดิการและค่าตอบแทนสำหรับข้าราชการเข้าใหม่ (New Package for Newcomers) ว่าเริ่มมีการหารือในหลายเวที เนื่องจากมีความจำเป็นต้องปรับตัวและมองภาพรวมของการจัดการระบบข้าราชการบรรจุใหม่ทั้งหมด เพื่อปรับปรุงให้มีความเป็นธรรมให้ข้าราชการรุ่นใหม่สามารถอยู่ได้จริงในปัจจุบัน รวมถึงเพื่อดึงดูดและรักษาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ (Talents) เอาไว้ในระบบ

 

แพตริเซียกล่าวว่า สำหรับการรับข้าราชการเข้าใหม่ มีความเป็นไปได้สูงที่ระบบและข้อตกลงทุกอย่างอาจจะถูกเปลี่ยนใหม่ เช่นเดียวกับในอดีตที่รัฐบาลเคยเปลี่ยนรูปแบบมาใช้ระบบ กบข. มาแล้ว

 


 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories