×

ชูวิทย์เผย การดิสเครดิตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เริ่มมีให้เห็นในโค้งสุดท้าย ย้ำการทำงานจริงไม่ง่ายเหมือนพูด ต้องมีความเป็นสามก๊กในตัว

โดย THE STANDARD TEAM
11.05.2022
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

วานนี้ (10 พฤษภาคม) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW เกี่ยวกับสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ในช่วงโค้งสุดท้าย ระบุว่า การเลือกตั้ง กทม. มักจะมีเรื่องหักปากกาเซียนให้เห็นอยู่เสมอ เพราะคนกรุงเทพฯ จะมองตามกระแสเป็นหลัก เนื่องจากการใช้ชีวิตประจำวันหรือทำงานจะยุ่งมากกว่าคนในต่างจังหวัด ดังนั้น คนกรุงเทพฯ จะพึ่งกระแส นั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับการเลือกตั้งใน กทม.

 

“ผมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่กำเนิด เคยลงรับสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. และเคยศึกษาเรื่องต่างๆ ทำให้รู้ว่าคนกรุงเทพฯ เชื่อกระแส ผมถึงบอกว่าอาทิตย์สุดท้ายจะมีการปั่นกระแสกันเกิดขึ้น แต่ถ้าคุณคิดว่าจะเลือกผู้ว่าเพื่อมาเปลี่ยนกรุงเทพฯ ไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้าเปลี่ยนได้ มันเปลี่ยนมาเป็น 10 ปีก่อนแล้ว ทุกวันนี้ผู้สมัครบางคนยังใช้ประโยคเดิมอยู่เลย คือเปลี่ยนกรุงเทพฯ ช่วยบอกผมทีจะเปลี่ยนอีกกี่รอบ”

 

ชูวิทย์กล่าวเสริมว่า จากการที่ตนอ่านเกม อ่านกระแส ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งแบบนี้ เริ่มมีการดิสเครดิตผู้สมัครบางคนด้วยการขุดอดีตการทำงาน การเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับนักการเมืองต่างๆ นานา กระแสสิ่งเหล่านี้ก็เริ่มมีให้เห็นกันบ้างแล้ว 

 

ส่วนประเด็นที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. บางส่วนไม่ไปขึ้นเวทีดีเบตนั้น ชูวิทย์บอกว่าเป็นเรื่องปกติที่มีบางคนตัดสินใจไม่ร่วมงานดีเบต พร้อมยกตัวอย่าง สมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าฯ กทม. ก็ไม่เคยร่วมวงดีเบตแม้แต่ครั้งเดียว เพราะหลายเวทีเลือกถามปัญหาซ้ำๆ เดิมๆ 

 

ส่วนคนที่ขึ้นเวทีก็ไปตอบคำถามส่งๆ ตนจึงมองว่าการไปดีเบตคือสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เพราะหลายคนไม่ได้เอาความจริงมาพูด หลายอย่างยังขาดความรู้และเข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริง

 

ชูวิทยกล่าวต่อไปว่า หากเวทีดีเบตจะถามอะไรสักอย่าง ต้องถามแบบต้องการอยากรู้วิธีแก้ปัญหานั้นจริงๆ เช่น “นโยบายที่คุณจะทำ จะใช้งบประมาณเท่าไร และเอางบจากไหนมาบริหาร?” ดังนั้น สิ่งที่ตนจะบอกคือ การทำงานในฐานะผู้ว่าฯ กทม. แบบจริงจังนั้นยาก หากต้องการเงินมาพัฒนาเมือง อาจต้องไปเลือกขึ้นภาษีอะไรสักอย่าง หรือจะแบมือของบประมาณจากรัฐบาลก็เป็นเรื่องยากหากผู้ว่าฯ มีขั้วการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล สิ่งเหล่านี้มันพัวพันกับเรื่องการเมือง

 

“ผมจะขอพูดแบบตรงๆ อย่าสร้างภาพ คุณ (เวทีดีเบต) ถามปัญหาซ้ำๆ เช่น เรื่องจราจรติดขัดต้องแก้ปัญหาอย่างไร ผมจะบอกว่าผู้ว่าฯ ไม่ใช่ตำรวจจราจร และไม่มีอำนาจแบบผู้ว่าฯ ของรัฐชิคาโกหรือโตเกียวที่คุมตำรวจจราจรได้ ถนนแต่ละสายมีหลายหน่วยงานดูแล เช่น ถนนวิภาวดีรังสิตก็เป็นของกรมทางหลวง ไปจนถึงเรื่องการประปา การไฟฟ้า ถ้าดูให้ดีคุณจะเห็นว่า ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจเข้าถึงอะไรเลย” ชูวิทย์กล่าว

 

เมื่อพิธีกรถามต่อว่า แต่ในประเด็นนี้ก็มีผู้สมัครบางคนประกาศตัวเป็นผู้ว่าฯ กทม. นักประสาน พร้อมคุยทุกหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาให้ กทม. นั้น ชูวิทย์บอกว่า ถ้าทำได้ก็เป็นเรื่องดี แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ง่าย เนื่องจากปัญหาใน กทม. มีหลายอย่าง นั่นเท่ากับผู้ว่าฯ ต้องคุยกับหัวหน้าของหลายหน่วยงาน ซึ่งไม่ง่าย เพราะแต่ละคนจะติดภารกิจในหน้าที่การงานที่ต่างกันออกไป ดังนั้นการประสานงานในความเป็นจริงนั้นไม่ง่าย

 

เมื่อถามต่อถึงคุณสมบัติของผู้ว่าฯ กทม. ชูวิทย์ระบุสั้นๆ ว่า ต้องรู้จักประนีประนอม แอ็กทีฟกับงาน และมีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ

 

“พูดง่ายๆ คุณต้องมีความเป็น 3 ก๊กอยู่ในตัว รวมทั้งหมดเลย เป็นเล่าปี่ พนมมือไหว้กับคนทุกระดับชั้น, เป็นโจโฉ ต้องใช้คนให้เป็น และเป็นซุนกวนเพื่ออ่านใจคนให้ออก ถ้าคุณไม่ครบเครื่อง คุณเป็นผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้ การทำงานตำแหน่งนี้ไม่ง่ายเหมือนพูด คุณอย่าคิดว่าผู้ว่าฯ กทม. เป็นเทวดา ฉะนั้นการดีเบตต่างๆ ที่ไปฝอยจนน้ำลายแตกฟองมันไม่มีประโยชน์เลย” ชูวิทย์กล่าวในที่สุด

 

อ้างอิง:


READ MORE




Latest Stories

Close Advertising