×
Menu
289274

มะเดี่ยว ชูเกียรติ แด่คนรักที่เพิ่งจากไป และหนุ่มสาวผู้ไม่หวาดกลัวความตาย

21.09.2019
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

12 MINS. READ
  • ยุคอัลเทอร์เนทีฟ ปี พ.ศ. 2538 คือช่วงเวลาที่มะเดี่ยวได้ดูหนัง ฟังเพลงเป็นจำนวนมาก ได้อยู่กับเพื่อนที่มีความสุข และได้เห็นความเป็นจริงที่โหดร้ายของสังคมที่ยังไม่เปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศ 
  • ดิว ไปด้วยกันนะ คือผลงานเรื่องล่าสุดของมะเดี่ยว ที่เขายกให้เป็นหนังที่โรแมนติกที่สุดเท่าที่เคยทำมา โดยมีคอนเซปต์หลักๆ อยู่ที่การยืนยันว่าความรักแท้มีจริง
  • ตามปกติมะเดี่ยวจะไม่ทำสกรีนเทสต์กับหนังเรื่องอื่นๆ แต่กับเรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ เขาเลือกทำสกรีนเทสต์ถึง 2 ครั้ง และผ่านการตัดต่อมากถึง 7 ครั้ง ก่อนที่จะออกมาเป็นเวอร์ชันที่เข้าถึงคนดูได้มากที่สุด  
  • มะเดี่ยวเคยหยุดทำหนัง และไปรับงานกำกับละครและซีรีส์แบบเต็มตัว คือช่วงเวลาที่สนุก บ้าๆ บอๆ ได้เรียนรู้ ที่ทั้งเขาและคนรักช่วยกันทำงานอย่างหนักเป็นระยะเวลา 3-4 ปี
  • การเสียชีวิตของคนรักที่ทำงานด้วยกันมาตลอด ทำให้มะเดี่ยวเริ่มคิดแตะเบรกให้กับชีวิต และกลับมาทบทวนถึงสิ่งที่อยากทำจริงๆ อีกครั้ง

เวลาประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 

 

ความเศร้าเมื่อรู้ข่าวว่าคนรักจากโลกนี้ไป ทั้งที่เพิ่งจับมือให้กำลังใจกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า ถึงกับทำให้ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับที่ซีเรียสเรื่องการทำงานมากที่สุด ต้องยอม ‘เทงาน’ เป็นครั้งแรกในชีวิต 

 

งานที่ว่าคือการตัดต่อหนังเรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ หนังเรื่องล่าสุดที่มะเดี่ยวจัดให้อยู่ในหมวด ‘โรแมนติก’ ที่สุดตั้งแต่เขาเคยทำมา (รักแห่งสยาม จัดอยู่ในหมวดดราม่า) 

 

หนังที่มะเดี่ยวยังได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับคนรักในกองถ่ายร่วมกัน 

 

หนังที่ทำให้เขาเริ่มแตะเบรกให้กับชีวิต และกลับมาทบทวนถึงสิ่งที่อยากทำจริงๆ อีกครั้ง

 

หนังที่ทำให้เขาได้เห็นชีวิตของคนหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยความฝันมากมาย ที่ตั้งใจทำงานราวกับไม่กลัวเหนื่อย ไม่กลัวตาย ไม่เคยคิดว่าวาระสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง 

 

หนังที่เขาใส่ความทรงจำของวันวาน ในยุค ‘อัลเทอร์ฯ’ ที่ดนตรีกำลังเฟื่องฟู หนังที่จะฉายให้เห็นว่าสิ่งที่กลุ่ม LGBT ต้องเจอในอดีตนั้นโหดร้ายขนาดไหน 

 

หนังที่จะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปในอดีต เพื่อบอกให้รู้ว่าปัจจุบันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด 

 

หนังที่จะพูดถึงความสุข เศร้า เหงา เลวร้าย ทุกองค์ประกอบของความสัมพันธ์ ที่จะช่วยยืนยันกับทุกคนอีกครั้งว่า ‘ความรักแท้’ นั้นมีอยู่จริง

 

หนังที่ทุกคนจะได้รับชมพร้อมกันในวันที่ 31 ตุลาคมนี้

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ

 

จริงๆ คุณก็ทำหนังเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์มาหลายเรื่อง ทำไมถึงยกให้ ดิว ไปด้วยกันนะ เป็นหนังที่โรแมนติกที่สุดของคุณ

 

เพราะสุดท้ายหนังกำลังพูดว่ารักแท้มีจริง ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ชีวิตพังทลายแค่ไหน มันจะมีใครสักคนรอเราอยู่สักที่ ถ้าเรายึดมั่นในคำสัญญาแล้วเราจะหากันจนเจอ เป็นกำลังใจให้ชีวิตดำเนินต่อไป ซึ่งมันเป็นแก่นของความโรแมนติก 

 

แล้วก็จะมีเรื่องที่ตัวละครโหยหาบางอย่างในชีวิต ซึ่งตัวละครใน รักแห่งสยาม ก็จะมีภาวะตกอยู่ในความมืดบอดของหลายๆ ชีวิต เรื่องนี้ก็คล้ายกัน และเขาต้องแก้ไขบางอย่างในอดีตที่ล้มเหลวด้วยตัวเอง เกิดเป็นคำถามเมื่อเขากลับไปสถานที่เดิม ในเมืองเล็กๆ ที่เคยอยู่ มีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกผิดมากๆ เกิดขึ้นกับคนที่เคยเป็นคนสำคัญกับเขามากๆ มันจะมีหนทางให้เขาแก้ไขได้หรือเปล่า 

 

ทำไมต้องกำหนดช่วงเวลาที่ตัวละครย้อนกลับไปให้อยู่ในปี พ.ศ. 2538 

 

เป็นยุคอัลเทอร์เนทีฟที่ดนตรี ศิลปะทุกอย่างเฟื่องฟูมาก แต่โฟกัสไปที่ต่างจังหวัดนะ เรารู้สึกว่าเป็นยุคที่มีเสียงดนตรีหล่อเลี้ยงในบรรยากาศ ในหนังก็จะมีทั้ง ป๊อด โมเดิร์นด็อก, ทาทา ยัง, วงสไมล์บัฟฟาโล วัยรุ่นยุคนั้นจะสนุกมาก เหมือนมีประตูกว้างมากที่เปิดไปสู่ความเป็นตัวเอง ดนตรีเป็นสิ่งที่ทำให้วัยรุ่นยุคนั้นได้ค้นหาตัวเอง แสดงออกกันอย่างสนุกสนาน เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ ในชีวิตเหมือนกัน 

 

ตอนนั้นเราซื้อเทปทุกสัปดาห์ เหมือนบ้านรวยเนอะ แต่ใช้วิธีอดค่าขนมเอา (หัวเราะ) พอได้เทปมาก็เปิดปกอ่านทุกตัวอักษรในนั้น คำขอบคุณ ใครแต่ง ใครทำนั่น ทำนี่ อ่านกระทั่งว่าผลิตที่ไหน ดูดีไซน์ปก บางทีเบื่อปกหน้าก็พับเอาปกในมาเป็นปกหน้าแทน  

 

ในกระเป๋านักเรียนก็จะมีซาวด์อะเบาต์กับเทปเพลงเต็มไปหมด เสียงดังกรอบแกรบๆ (หัวเราะ) ตอนหลังรู้สึกกระเป๋าหนัก ก็เลยใช้วิธีทำมิกซ์เทปอัดเฉพาะเพลงที่เราชอบมาฟัง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชอบแต่งเพลงตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3-4

 

นอกจากซื้อเทปเยอะ ก็ชอบดูหนัง และซื้อหนังสือมาอ่านเยอะ ได้อ่านบทวิจารณ์ภาพยนตร์ของอาจารย์ประวิทย์ แต่งอักษร, อาจารย์กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน แล้วก็นักวิจารณ์ต่างๆ ที่ทำให้รู้ว่าหนังแต่ละเรื่องมันมีวิธีคิดแบบนี้เหรอ แล้วทำไมบางเรื่องเรารู้สึกสนุกจังเลย แต่โดนนักวิจารณ์สับแหลก ทำให้รู้ว่ามันมีวิธีคิดที่หลากหลายมากในการทำหนัง 

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ

 

นอกจากดนตรี และภาพยนตร์ มีอะไรอีกบ้างที่มีอิทธิพลกับตัวคุณมากๆ ในช่วงมัธยมศึกษา 

 

สภาพเพื่อน สภาพสังคม ใน ดิว ไปด้วยกันนะ ก็จะพูดเรื่อง LGBT ด้วย เป็นมุมที่เด็กสมัยนี้อาจจะไม่เข้าใจ แต่คนรุ่นเราจะรู้ว่ามันปิดกันนะ สังคมไม่ได้สวยหรู ที่เปิดกว้างแบบนี้นะ มันยังมีการเหยียด ไม่เท่าเทียม เป็นเนื้อร้าย เป็นคนชายขอบอย่างชัดเจน  

 

สมัยก่อนเราอยู่โรงเรียนชายล้วน ก็ไม่ได้ตุ๊ดมาก เป็นปกตินี่แหละ ชอบคบกับกลุ่มเพื่อนผู้ชายแข็งแรงตลอด (หัวเราะ) ตอนนั้นความเป็นเกย์ มันก็คือการรู้สึกดีกับเพื่อนที่มีแต่ผู้ชาย หรือการเทกแคร์ใครสักคนมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติในกลุ่ม ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาตรงนั้น เพราะมันมีอะไรในอากาศที่เราอยากไขว่คว้าและเอ็นจอยเต็มไปหมด แค่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปกินข้าว ไปเที่ยวน้ำตก ไปไหนก็ไม่รู้ด้วยกันกับเพื่อนมันก็รู้สึกดีแล้ว ยังไม่รู้สึกถึงเรื่องเซ็กซ์หรืออะไรพวกนั้น เพิ่งมาหมกมุ่นตอนโต (หัวเราะ) 

 

ถึงแม้ตัวคุณจะไม่มีปัญหาเวลาอยู่กับเพื่อน แต่ก็น่าจะมองเห็นความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น คุณถึงได้เลือกช่วงเวลานั้นมาใส่ไว้ในหนังเรื่องนี้ด้วย

 

เป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิตเลย อยู่ดีๆ โรงเรียนก็บอกว่า ให้เอานักเรียนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศมารวมกันแล้วไปคุยกับอาจารย์ ทุกคนก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น พวกที่เป็นตุ๊ดแล้วถูกเรียกออกไป ก็ไปบอกว่าคนนั้นคนนี้ก็เป็นนะคะ มีการเปิดโป๊ะอะไรกันไป (หัวเราะ) ซึ่งมองกลับไปตอนนี้ยังดูเหมือนตลกนะ แต่ตอนนั้นมันไม่ใช่เลย

 

เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้นหรอก แต่ก็ไปกับเขา เพราะมีเพื่อนที่เป็นตุ๊ดอยู่ ก็เป็นห่วงมัน อยากรู้ด้วยว่ามันจะเป็นยังไง คิดว่าคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง ไม่ได้แคร์ว่าใครจะมองว่าเราเป็นคนอย่างไรมาตั้งนานแล้ว พอเข้าไปเขาบอกว่า ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนะ แล้วจะแจ้งให้ผู้ปกครองรู้ ถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เด็กมัธยมศึกษาตอนต้นจะไม่ได้ต่อมัธยมศึกษาตอนปลาย ถ้าเป็นมัธยมศึกษาตอนปลายก็จะถูกฝึกเป็นพิเศษตอนเรียนรักษาดินแดน

 

หลังจากนั้นก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเราหรอก เพราะมีแบ็กดี (หัวเราะ) แต่มันเปลี่ยนแปลงชีวิตเพื่อนบางคนไปเลยนะ พอจดหมายส่งไปที่บ้าน พ่อแม่ที่รับไม่ได้ก็มาซ้อมลูก เด็กบางคนรู้สึกผิดที่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง บางคนจากเด็กดี เรียนเก่ง แต่แค่เป็นตุ๊ด พอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าก็พลิกไปเลย จากเคยมีอนาคต ย้ายไปเรียนที่อื่นแล้วก็ติดยา มั่วเพศสำส่อน เสียคน เสียชีวิตตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่นก็มี 

 

เรารู้สึกว่าถ้าสิ่งนั้นไม่เกิดขึ้น เราอาจจะมีคนดีๆ ในสังคมเพิ่มขึ้นมาจนถึงวันนี้อีกหลายคนเลยนะ เพราะเพื่อนตุ๊ดหลายคนก็เป็นคนดี มีความสามารถมากๆ แล้วพอมายุคนี้เราเห็นน้องๆ หลายคนที่เป็นตัวเองได้เต็มที่ ก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเขานะ

 

แต่เวลาผ่านไป 20 กว่าปีจากวันนั้น เราก็ยังเพิ่งได้ยินข่าวบอกว่านักเรียนห้ามเป็นตุ๊ด หรือคนเป็นตุ๊ดไม่ควรได้เป็นอาจารย์เกิดขึ้นอยู่เหมือนเดิม 

 

ประเทศเรามันก็มีความถดถอยอยู่ อย่างที่รู้กันในทุกๆ เรื่อง ที่มีความอนุรักษ์นิยม อำนาจนิยม ชายเป็นใหญ่กันไปหมดแล้ว เราก็จะเห็นความคิดที่ว่าการมีอำนาจเป็นสิ่งที่น่าเทิดทูนบูชามากกว่าการมีความคิด หรือมีสมองที่ดี ซึ่งถ้าเรายังเจอคนที่ยังไม่ก้าวข้ามยุคสมัย สิ่งที่พอจะทำได้ดีที่สุดก็คือทำในส่วนของเราให้ดี แล้วอิกนอร์คนพวกนี้ไป เพราะเขาก็เป็นคนร่วมสังคมกับเราอยู่ แต่อีกไม่นานเขาก็คงจะจากโลกนี้ไปแล้ว 

 

ถ้าย้อนเวลากลับไปในห้องที่ถูกเรียกในวันนั้นได้แบบในหนัง คุณจะทำอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากขึ้นหรือเปล่า

 

อย่างแรกคือเราจะเข้าไปเหมือนเดิม เพราะถ้าไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกัน ตอนนี้เราอาจเป็นมนุษย์ที่ไม่สนใจอะไรในสังคมเลยก็ได้ แต่ถ้ากลับไปแล้วเรายังอายุ 14-15 ปี เหมือนเดิมเราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเราไม่มีอำนาจไปต่อกรกับผู้ใหญ่ แต่ถ้ากลับไปด้วยตัวตนและช่วงวัยในตอนนี้ เราคงยกมือ แล้วบอกว่ามันผิดนะครับที่ทำแบบนี้ 

 

เวลาตัวละครในหนังย้อนเวลากลับไป เขาย้อนไปในฐานะไหน และอยู่ในสถานะที่เปลี่ยนแปลงอะไรได้มากน้อยขนาดไหน หรือไปในฐานะคนสังเกตการณ์อย่างเดียว 

 

บอกไม่ได้ แต่มันมีอะไรลึกลับซับซ้อนกว่านั้น ถ้าไปดูจะเข้าใจว่ามันเคยมีสิ่งนี้เกิดขึ้น ตอนทำสกรีนเทสต์ให้เด็กๆ ดู เขาจะตกใจกันหมดเลยนะ บอกว่า เฮ้ยพี่ มันมีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ เราก็ได้แต่บอกว่า โห น้องแค่ผ่านยุคสมัย รักแห่งสยาม มา น้องไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนในยุค 80-90 เขาฟันฝ่าการถูกเกลียดชัง เหยียดหยามมาขนาดไหน 

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ

 

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากห้องในวันนั้น ถูกนำมาซ่อนไว้ในหนังเรื่องรักแห่งสยามบ้างหรือเปล่า 

 

ตอนนั้นเรารู้สึกรื่นรมย์กับชีวิตมากกว่า เริ่มเขียนบทตอนอายุ 20 ต้นๆ เริ่มทำจริงๆ ตอนอายุ 25-26 ปี เป็นช่วงที่เอ็นจอยการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มาก อยู่แถวจุฬาฯ สยาม สามย่าน เที่ยวเล่นแถวพระนคร มีไลฟ์สไตล์ที่เก๋มาก ถ้ามายุคนี้ก็เรียกว่าฮิปสเตอร์ (หัวเราะ)  

 

เราสนุกกับชีวิตด้วยใจจริง เออ อยู่ตรงไหนก็สนุก (หัวเราะ) ชอบบรรยากาศของสยาม ชอบชีวิตมหาวิทยาลัยที่ทุกคนชอบอะไรเหมือนกัน ไปเที่ยวที่เดียวกัน ทำกิจกรรมแบบเดียวกัน มีกิจกรรมที่ได้พัวพันกับวัยรุ่นแถวสยามเยอะ เช่น อบรมทำหนังสั้นให้น้องๆ ได้เห็นความโรแมนติกในนั้น เห็นความหลากหลายของชีวิตที่มีสีสัน ได้เป็นที่ปรึกษาของน้องๆ ก็มีเรื่องที่จะเล่าเยอะ

 

ค่อนข้างตัดความคิดในช่วงมัธยมปลายไปเลย แต่พอเราได้เจอสังคมที่เปิดกว้าง น้องๆ ที่แฮงเอาต์ด้วยกันก็มาจากโรงเรียนชายล้วนเหมือนกัน ได้เห็น ได้รู้สึกว่า ความรัก ความสัมพันธ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนสมัยนี้ไปแล้ว เราก็มองโต้งกับมิวในฐานะคนที่รักกันแบบเป็นธรรมชาติมากๆ 

 

แล้วก็เล่ามันออกมาอย่างจริงใจ แค่หยิบภาพนี้มาเล่า แล้วบอกว่ามันมีจริงๆ ไม่เชื่อลองไปเดินสยามดูสิ ไม่ได้คิดว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือนำไปสู่สิ่งใดเลย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราบอกน้องๆ ทุกคนเสมอเวลาไปสอนเขียนบทหรือทำหนังว่า ให้จริงใจกับสิ่งเราจะเล่า ให้ดีปในสิ่งที่เรารู้สึก และเล่าออกมาอย่างที่อยากให้คนอื่นรู้สึกเหมือนเรา ถ้าโชคดีที่มีคนรู้สึกเหมือนเราเยอะ มันจะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเอง เพียงแค่มันต้องเกิดจากความจริงใจและประสบการณ์ของคุณก่อน 

 

แล้วก็ได้รับจดหมายมากมายมหาศาลที่เล่าเรื่องที่เขาเจอมา แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างพอได้ดูหนังเรื่องนี้ เคสหนึ่งที่รู้สึกมากๆ คือมีลูกที่เป็นเกย์ พาพ่อแม่ที่กำลังจะหย่ากันไปดู รักแห่งสยาม แล้วเห็นพ่อแม่แอบจับมือกันในโรงหนัง แล้วตัดสินใจอยู่ด้วยกันต่อ เราจะอินกับเรื่องแบบนี้มากกว่าเรื่องใหญ่ๆ ว่าหนังจะทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ไม่ได้ทันได้สังเกต

 

ถ้าย้อนกลับไปช่วงทำหนังรักแห่งสยามได้ จะทำอะไรเพิ่มบ้างหรือเปล่า 

 

ไม่มี รู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องมันดีมากแล้ว ดีเกินที่เราคาดหวังไว้อีก แล้วถ้ากลับไปทำแล้วมันผิดพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร (หัวเราะ) ถ้ามีความรู้สึกอะไร น่าเป็นความแปลกใจมากกว่า ว่าทำไมคนดูหนังเรื่องนี้ไปความยาว 2 ชั่วโมงกว่าๆ ได้ และอยากให้มันยาวกว่านี้อีก ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหนังทุกเรื่องของเรา ที่ให้คิดไว้ก่อนเลยว่ามันจะยาวแน่ๆ แต่เรื่องใหม่นี้ไม่ยาวแล้ว 1 ชั่วโมง 50 นาทีกว่าๆ 

 

ทำไมถึงทำให้สั้นลง ทั้งที่ถ้าเป็นหนังของมะเดี่ยว ต่อให้ทำออกมายาวๆ คนก็ยังน่าจะอยากดูกันอยู่นะ 

 

โลกมันเปลี่ยนไป ตัวเราก็เปลี่ยนเหมือนกัน ตอนแรกก็ทำแบบที่เคยทำนี่แหละ ถ้าเทียบกับหนังเรื่องก่อนๆ ก็อาจจะเป็นหนังที่ดี แต่รู้สึกว่ามันยังไม่ถูกจุดกับยุคสมัยนี้ เราทำสกรีนเทสต์ 2 รอบ ซึ่งเรื่องอื่นๆ แทบไม่ทำเลยนะ เต็มที่ก็ให้คนในออฟฟิศ ให้เพื่อนดู แล้วสิ่งที่ได้จากการทำหนังเรื่องนี้คือเราต้องเรียนรู้คนดูไปด้วย ตอนนี้เขามีทางเลือกเต็มไปหมด แล้วหนังเป็นความบันเทิงที่เสียเงิน เขาไม่ดูหนังของคุณ เขาเข้า Netflix เปิด YouTube แทนก็ได้ 

 

พอคุยกับน้องที่มาดูอย่างละเอียด จะเห็นว่าคนทุกวันนี้ เขาแค่ไม่ดูในโรง แต่มีประสบการณ์ดูหนังเยอะมากนะ พอดูเยอะ เขาก็จะรู้ว่าไอ้นี่คืออะไร สิ่งนี้จะนำไปสู่สิ่งไหน ดังนั้นรายละเอียดของอารมณ์ต่างๆ ที่เคยทำไว้มันไม่จำเป็นสำหรับเราเลย เขาอยากรู้ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรต่อ

 

เพราะฉะนั้น Slow Cinema ตายแล้ว สำหรับงานหนังตลาดนะ ถ้าทำหนังอินดี้ หนังเทศกาลจะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้เราทำหนังคอมเมอร์เชียลแล้ว ปลายทางก็ต้องอยากให้มีคนไปดูเยอะๆ ก็ยอมรับอย่างไม่เขินว่าไปดูหนังเรื่องนี้กันเถอะ อย่าปล่อยให้มันเจ๊งเลย (หัวเราะ) เพราะเราทำแบบเสิร์ฟรสนิยมคนดูจริงๆ ซึ่งก็ปาเข้าไป 7 เวอร์ชันเลยนะ กว่าจะหาจุดนี้เจอ

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ

 

คุณพูดคำว่า ‘โลกมันเปลี่ยน’ ‘Slow Cinema ตายแล้ว’ และหลายๆ คำที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในวงการภาพยนตร์ ด้วยความรู้สึกแบบไหน

 

ต้องยอมรับมันสิ บางอย่างที่ทำก็ไม่ใช่สิ่งที่เราชอบหรอก แต่ลึกๆ รสนิยมในตัวเรายังเหมือนเดิม เรามีเพลงที่ชอบฟังแล้ว มีหนังคลาสสิก มีศิลปินในดวงใจ มีภาพเขียนที่ชอบ มีบ้านที่ตกแต่งแบบที่เราชอบแล้ว ตรงนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ 

 

แต่พาร์ตการทำงาน เราทำให้ใครดู สมมติการทำอาหาร เมื่อก่อนเราชอบทำกาแฟแบบสแตนดาร์ด วันนี้คนชอบกินชานมไข่มุก ซึ่งเราไม่ได้ชอบกินหรอก แต่มันขายดี ต้นทุนถูก ก็ทำขาย แล้วแฮปปี้กันทั้งคู่ คือเรามีฝีมือในการทำรสชาติที่คนอื่นชอบกินได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องชอบสิ่งนั้น 

 

แล้วความสุขมันก็เกิดขึ้นจากการทำในสิ่งที่คนอื่นชอบได้เหมือนกัน ไม่ใช่อยู่แค่การทำสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างเดียว ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย เมื่อก่อนดูละครก็คิดว่า อะไรวะ น้ำเน่าจังเลย ทำกันลงไปได้อย่างไร สุดท้ายแม่งได้ทำเอง (หัวเราะ) แล้วกลายเป็นว่าแม่ติด คนแถวบ้านดูกันแล้วหัวเราะคิกคัก มันก็รู้สึกดีเหมือนกัน

 

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ก็เข้าไปทำละครเต็มตัว แล้วยิ่งทำก็ยิ่งน้ำเน่าขึ้นเรื่อยๆ เลย (หัวเราะ) แต่ก็สนุกที่ได้ทำ รู้สึกว่ามาเถอะ เพราะการออกกองละครกับทีมที่ทำงานด้วยกันทุกวัน เหมือนเป็นครอบครัวกันไปแล้ว ไปเจอเรื่องฮาๆ แบบบทมาไม่ครบ แต่ก็ต้องถ่าย สมมติถ่ายจบตรงนี้ แต่บทยังไม่มา ก็ต้องให้นักแสดงเล่นเอาไว้ 3 แบบเผื่อเอาไว้ เช่น รู้ความจริงแล้วตกใจมาก รู้แล้วเสียใจ รู้แล้วเฉยๆ มีเรื่องแบบนี้เต็มไปหมด ก็เป็นเรื่องบ้าๆ บอๆ ที่ต้องเจอแต่สนุกดี

 

สิ่งที่เรียนรู้จากการทำละครมากๆ คือการทำอะไรเร็วๆ แบบเร็วจี๋เลยนะ วันหนึ่งต้องถ่าย 20 กว่าซีน เคยมากสุดคือ 40 กว่าซีนในวันเดียว หรือเคยเจอแบบละครเรื่องนี้เรตติ้งดีมากเลย อยากให้ทำเพิ่มอีกตอนหนึ่ง มีเวลา 1 สัปดาห์ ก็รีบไปเขียนบท ออกกองถ่าย ตัดต่อเพื่อออนแอร์ให้ทันก็ทำกันมาแล้ว (หัวเราะ) 

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ

 

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะยังทำละครแบบนี้อยู่ไหม 

 

โห อันนี้ตอบยากแล้ว เพราะมีจุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นมาอีกครั้ง คือแฟนเสียชีวิตจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (คิดนาน) ไม่ได้โทษว่าเป็นเพราะการถ่ายละครอย่างเดียว แต่ด้วยตัวของโรค ด้วยกรรมพันธุ์ของเขาที่มีญาติเสียชีวิตในช่วงอายุน้อยๆ กันอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นเราสุดเหวี่ยงกับมันมากจริงๆ นะ 

 

มีช่วงพีกมากๆ เราถ่ายทุกวันเลย เคยออกกองแบบไม่พัก วันจันทร์ถึงพุธเรื่องหนึ่ง วันพฤหัสบดีถึงศุกร์อีกเรื่องหนึ่ง แบบไม่หยุด เริ่มกอง 6 โมงเช้า 4 ทุ่มกลับมานอนติดกัน 3 อาทิตย์ ที่รู้สึกว่าอาจเป็นตัวเลขที่ทำให้เขาป่วย แต่ตอนนั้นไม่ทันคิดอะไรหรอก เป็นช่วงกอบโกยทุกอย่างที่เข้ามา

 

จนต้นปี 2561 ก็รู้ตอนอยู่ในกองถ่ายนั่นแหละ เห็นขาเขาบวม ไปหาหมอรักษาจนหาย พอรอบสองเป็นอีก แต่คราวนี้ไม่หายสักที อัลตราซาวด์ถึงรู้ เริ่มพักรักษาตัวกันก่อน สักพักเรากลับมาทำงานให้แฟนรักษาตัวไป แต่เริ่มแตะเบรกไม่รับงานละครเพิ่มตั้งแต่ต้นปี 2562 แล้วก็ถ่ายหนังเรื่องนี้ ซึ่งหลายๆ ช็อตในเรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ ก็ฝีมือเขาเป็นคนถ่ายด้วยนะ จนช่วงเดือนพฤษภาคมที่เขาเสียไป ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตอีกครั้ง

 

ที่คุณเพิ่งโพสต์สเตตัสว่าจะกลับมาทำเพลง เตรียมปั้นนักแสดงเพื่อทำหนังเรื่องใหม่ ก็มาจากเหตุการณ์นี้ด้วยหรือเปล่า

 

ใช่ เรารู้สึกตอนนั้นเต็มที่มาก มีเงิน มีทุกอย่างเลย แต่พอตายแล้วมันเอาอะไรไปไม่ได้จริงๆ โอเค มีเรื่องที่เขาทำให้พ่อแม่สบายขึ้นอะไรก็ว่ากันไป แต่ที่กลับมาคิดก็คือการบาลานซ์หลายๆ เรื่องในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ ภายในร่างกายเราอาจจะมีอะไรกำลังผุพังที่เราไม่รู้อยู่ก็ได้ ก็คิดว่าจะไม่พาตัวเองไปถึงจุดที่ทำงานหนักขนาดนั้นอีก

 

อย่างงานเพลง การทำหนัง และพวกศิลปินนักแสดงที่ปั้นมาก็เพื่อเอามาร้องเพลงของเรานี่แหละ มันคือสิ่งที่เราถนัดและทำได้ดี และทำเงินให้เราได้ ทุกวันนี้ก็ยังมีเงินค่าลิขสิทธิ์เข้ามาตลอดเนืองๆ ขนาดเราแต่งเพลงไม่เยอะนะ แต่ก็มีรายได้จากตรงนั้นอยู่

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ

 

การเพิ่งมาคิดแตะเบรกในวันที่คนรักจากคุณไปแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกผิด และเศร้ามากขึ้นไปอีกหรือเปล่า 

 

มันต้องอยู่กับความรู้สึกนั้นให้ได้ ไม่อย่างนั้นยิ่งทำไปมันจะยิ่งพัง ไอ้ความรู้สึกผิดมันไม่มาแค่ช่วงที่ว่างนะ บางทีไปออกกองเห็นเด็กบางคนแล้วรู้สึกว่า ไอ้คนนี้เหมือนแฟนเราในตอนนั้นเลย เราเจอคนรุ่นใหม่ๆ น้องๆ หนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ทำงานเหมือนไม่กลัวเหนื่อย ไม่กลัวตาย ทุ่มเทกันมาก แล้วหลายคนก็ไม่ได้นอน พักผ่อนน้อย จนเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 

 

พอไปถึงโมเมนต์นั้น บางทีแค่รอเซตไฟ เซตนั่นนี่ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เราเคยเห็นเขาอยู่ตรงนี้ ก็จะคิดไปเรื่อยๆ บางทีอยากอยู่คนเดียวจังเลย ก็ไม่ได้อยู่ เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากอยู่กับมันให้ได้ และหาอะไรที่พอจะทำได้ เช่น ระบายออกมาเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง บทหนังแปลกๆ ที่คิดว่าไม่ต้องทำให้ใครดูก็ได้ 

 

การโพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กถึงคนรักบ่อยๆ เวลาไปเที่ยว หรือวันครบรอบต่างๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเยียวยาความรู้สึกของตัวเองด้วยหรือเปล่า 

 

ใช่ มันเหมือนเขายังอยู่ในความคิด ในความทรงจำของเรา ถ้าไม่มีหรือลืมไปแล้วสิ นั่นคือตายครั้งที่สองเลยนะ เพราะครั้งแรกคือตายจริงๆ ตายครั้งที่สองคือถูกลืม แล้วการที่เราเขียนอะไรลงไป เหมือนเรายังมีเขาอยู่ด้วย ถ้าพูดคนเดียวอยู่ที่บ้าน เดี๋ยวจะมีคนพาไปหาหมอ แล้วจะจบที่โรงพยาบาลบ้า (หัวเราะ) เวลาเขียนไม่มีใครว่าเราแบบนั้น เราเขียนแล้วมันจบ มันได้ผ่านการคิด การกลั่นกรอง มีการขมวดตอนจบ พอวันไหนคิดถึง เราก็กลับมาอ่านได้ 

 

การทำหนังที่เกี่ยวกับการย้อนอดีต ส่งผลกับอารมณ์ ความรู้สึกในช่วงเวลาที่คุณเองก็อยู่กับอดีตที่เคยมีคนรักอยู่ข้างๆ มากน้อยขนาดไหน

 

โอ้โห บอกเลยว่าเป็นหนังที่มีความโหดกับชีวิตมาก ไม่ใช่หลังจากที่เขาไปด้วยนะ มันโหดตั้งแต่ช่วงที่เขาเริ่มเข้าโรงพยาบาล เป็นตอนที่เราต้องเริ่มตัดต่อเรื่องนี้พอดี กิจวัตรในชีวิตก็คือกลางวันซื้ออะไรไปให้กิน นั่งคุยกัน กลับมาทำงาน ตอนเย็นก็ซื้ออะไรให้กิน แล้วกลับมาทำงาน วนเวียนในโรงพยาบาลเป็นเดือนๆ 

 

ช่วงไหนเขาออกมาได้ ก็จะกลับไปอยู่ที่บ้าน เรานั่งตัดต่อหนังที่โต๊ะทำงาน เขานอนอยู่ตรงโซฟา นั่งตัดไปก็ต้องคอยมองเรื่อยๆ ว่ายังหายใจอยู่หรือเปล่า (หัวเราะ) ยังมีอารมณ์ขันกันอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้นั่งเศร้ากันอย่างเดียว ตกเย็นก็สั่งข้าวมากิน หรือออกไปกินข้างนอก จนช่วงวิกฤตมากๆ ที่เขาต้องไปอยู่โรงพยาบาลจริงๆ แล้วใกล้ถึงเวลาส่งงาน เราถึงขนาดได้ห้องพิเศษ ซื้อโต๊ะทำงาน หอบคอม หอบทุกอย่างไปนั่งตัดต่อในห้องพัก

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ

 

ในช่วงเวลาแบบนั้น คุณแบ่งพาร์ต และให้น้ำหนักความสำคัญอย่างไร ระหว่างหน้าที่ของคนทำงานที่ต้องตัดต่อหนังให้เสร็จ ในขณะเดียวกันหน้าที่ของคนรักก็ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด

 

คนรักสำคัญกว่าสิ งานการเรายอมเทหมดเลยนะ ปีนี้ปฏิเสธไป 4-5 งานแล้วนะ เอาเท่านี้ จะเจ๊งก็ช่างมัน แล้วก็มีที่เจ๊ง และขาดทุนจริงๆ (หัวเราะ) รู้สึกว่าถ้าขาดทุน ยังไงเรายังมีมือ มีตีน มีสมองเราไปต่อได้ แต่ถ้าไม่ได้ทำหน้าที่ของคนรักให้ดีที่สุด ไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างนี้เอากลับคืนมาไม่ได้ ธุรกิจเจ๊งกอบกู้ได้ แต่ชีวิตมีครั้งเดียว ไปแล้วไปเลย 

 

พอทุกอย่างบีบคั้นมากๆ เคยมีความรู้สึกที่ว่า เกลียดการทำหนัง ไม่อยากทำหนังอีกต่อไปแล้วขึ้นมาบ้างหรือเปล่า

 

(คิดนาน) ไม่หรอก เพราะมันเป็นสิ่งที่เขารัก เรารู้สึกว่าเขาก็คงไม่อยากให้เราเลิก ที่พีกสุดคือต้องส่งงานวันที่ 25 แล้ววันที่ 24 ที่เราหอบคอมไปทำงานที่ห้องพัก แล้วมีคนมาเยี่ยมเต็มไปหมด เราก็อยู่ทำงานจนดึกดื่น แล้วก็บอกแฟนว่า ขอไปตัดหนังให้เสร็จนะ แล้วจะมาอยู่ด้วยทุกวันเลย ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ยังจับมือ ลูบหัวกันอยู่ แล้วเราก็กลับบ้านไปตัดหนังต่อ 

 

ประมาณตี 5 ของวันที่ 25 แม่เขาก็โทรมาฟูมฟายบอกว่าเขาไปแล้วนะ สรุปก็ไม่ได้ส่งงาน เทเลย เหลืออีกนิดเดียวจะเสร็จแล้วด้วยนะ จะโดนไล่ออกก็ได้เลยตอนนั้น แต่ขอเรื่องงานไว้ก่อน พวกมึงช่วยไปคิดกันหน่อยแล้วกัน กูคิดไม่ออกจริงๆ 

 

หลังจากรู้ว่าแฟนป่วย มีความพยายยามใส่ความรู้สึก ความทรงจำระหว่างกัน ลงไปในหนังบ้างไหม 

 

ตอนนั้นไม่คิด ไม่คิดด้วยซ้ำว่าเขาจะตาย เราไปซื้อโดรน ซื้อนั่นนี่มา บอกเขาว่าพอจบหนังเรื่องนี้ไม่ต้องไปออกกองแล้วก็ได้ เดี๋ยวเราปล่อยให้คนมาเช่าของก็ได้ ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะเป็นอะไร ไม่อยากคิด เราฝืน 

 

สุดท้ายเมื่อฝืนไม่ได้ ก็ต้องค่อยๆ ผ่านมันไป ตอนนี้ยังผ่านไม่ได้ 100% หรอก บ้านที่อยู่ด้วยกันก็ยังอยู่ ยังมีของ มีความทรงจำต่างๆ เต็มไปหมด อาจเป็นเพราะตัวเขายังอยู่ในหนังเรื่องนี้ เราเห็นช็อตที่เขาเป็นคนถ่าย เห็นตอนที่ด่ากัน ไม่ได้ดั่งใจเราก็อารมณ์เสียง่าย ด่าๆๆ 

 

เคยถามเขานะว่าเคยโกรธเราบ้างหรือเปล่า เขาก็บอกว่าไม่โกรธ เราก็คิดว่าตอบตามมารยาท แต่พอมาดูวิดีโอเบื้องหลัง เขาจะยิ้มตลอดเวลาอยู่ในกองถ่าย ทำอะไรดูสนุก แฮปปี้กับสิ่งที่ได้ทำ มีแต่เรานี่แหละ เป็นบ้าอยู่คนเดียว  

 

ทุกวันนี้เวลาเห็นวัยรุ่นหนุ่มสาวทำงานแบบไม่กลัวตายแล้วรู้สึกอย่างไร มีอะไรที่อยากบอกพวกเขาบ้างหรือเปล่า

 

คงทำได้แค่เตือน เพราะเขาจะมีคำตอบเหมือนแฟนเราเลย คือ ถ้าไม่ทำจะเอาอะไรกิน เราก็พูดอะไรไม่ออก จะให้ตอบว่ายังไงล่ะ มาอยู่กับเจ๊สิคะแบบนี้เหรอ (หัวเราะ) ตอนนี้เจ๊ยังเอาตัวไม่รอดเลย 

 

เราเข้าใจนะเพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันเป็นเรื่องความฝันของคนหนุ่มสาวที่วันนี้ผมเป็นรันเนอร์ พรุ่งนี้ผมอาจได้เป็นโฟกัส เป็นตากล้อง ผมจะเป็นเหมือนพี่สอง (สยมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพหนังฮอลลีวูดเรื่อง Call Me By Your Name) ผมจะเป็นเหมือนพี่คนนั้นคนนี้ 

 

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณและคนรักของคุณ ช่วยยืนยันแก่นของหนังเรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ ที่ว่าความรักยิ่งใหญ่ ความรักแท้มีจริง ได้มากขึ้นหรือเปล่า

 

เราอินกับเรื่องนี้นะ เราไม่ใช่คนโรแมนติก รู้ว่าความจริงของโลกคืออะไร เราเคยเห็นคนเลิกกัน เห็นคู่รักที่อยู่ด้วยกันจนตาย เราเห็นทุกอย่าง แต่ถ้าถามว่าแล้วอะไรที่ทำให้เราเทงานไปอยู่กับแฟนเราจนวินาทีสุดท้าย ซึ่งนี่คือครั้งแรกที่เทงานเลยนะ ปกติเราซีเรียสกับการทำงานมาก มันก็คือความรักใช่หรือเปล่า 

 

แน่นอนว่ามันเปลี่ยนแปลงชีวิตเราทั้งในด้านที่ดีขึ้น และแย่ลง แต่มันก็เป็นไดรฟ์ที่แข็งแรงมากๆ ในชีวิตเรา เป็นแรงบันดาลใจให้เราได้เขียนเพลง ทำหนัง ได้เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา และอาจจะไปโดนใจใครหลายๆ คน ที่เป็นเครื่องช่วยยึดเหนี่ยวให้เขาได้  

 

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จริงๆ จะอยากกลับไปแก้ไขอะไรในช่วงเวลานี้บ้างไหม

 

คงไม่แก้ เพราะไม่มีทางรู้ว่าจะดีขึ้นหรือเลวลง มันอาจทำให้เราไม่มีทางมาถึงจุดนี้ก็ได้ แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ เราอยากไปนะ ไม่ต้องแก้ไข แต่อยากไปเจอ ไปคุย ไปเห็นไปสัมผัสโมเมนต์ที่ดีๆ ร่วมกันอีกสักแป๊บหนึ่ง สุดท้ายเรายังเชื่อว่า เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปทำอะไรได้หรอก แต่เรามองเห็นว่าสิ่งที่ทำได้ ณ เวลานี้คืออะไร อยู่กับปัจจุบันให้รู้สึกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว อนาคตจะได้ไม่ต้องคิดว่าจะกลับมาแก้ไขมันอีก 

 

แล้วรักแท้มันจะเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันเท่านั้น เพราะเราไม่มีทางรู้ได้จริงๆ ว่าถ้าในอนาคตเรายังคบกันอยู่ มันอาจเดินไปถึงจุดที่ทะเลาะกัน เกลียดกัน เลิกกัน หรือทนทู่ซี้กันอยู่ก็ได้ แต่การจากไปในปัจจุบันครั้งนี้มันดีงาม ถึงจะทะเลาะกัน ด่ากัน งอนกัน หนีกัน แต่ช่วงสุดท้ายมันทำให้เห็นเนื้อแท้กันแบบจริงจัง การจากกันด้วยความตายแบบนี้ก็มีความสวยงาม

 

ตัวอย่างภาพยนตร์ ดิว ไปด้วยกันนะ

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

 

FYI
  • ดิว ไปด้วยกันนะ เล่าเรื่องชีวิตของเด็กผู้ชายสองคนที่มีความรู้สึกดีๆ ต่อกันในวันที่สังคมยังไม่เปิดกว้างเรื่อง LGBT ทำให้ทั้งสองคนต้องแยกย้ายไปใช้ชีวิตตามเส้นทางของแต่ละคน ก่อนที่จะกลับมาพบกันอีกครั้ง พร้อมความทรงจำมากมายที่พาพวกเขาย้อนกลับไปในอดีต ถึงช่วงเวลาทั้งดีและร้าย เพื่อกลับไปแก้ไขบางสิ่งบางอย่าง ที่ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร
  • แสดงนำโดยนักแสดงคุณภาพอย่าง เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ, ญารินดา บุนนาค, อุ๋ม-อาภาศิริ นิติพน, แจง-วราพรรณ หงุ่ยตระกูล และนักแสดงรุ่นใหม่น่าจับตาอย่าง โอม-ภวัต จิตต์สว่างดี, นนท์-ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์, ปั๋น-ดริสา การพจน์ ฯลฯ
  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

RELATED STORIES

MOST POPULAR