การนำเข้าน้ำมันที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญของจีน กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ช่วยให้โลกไม่ต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานที่รุนแรงไปมากกว่านี้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาเกือบครบ 100 วัน
ประเด็นสำคัญ
ราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา อุปทานน้ำมันทั่วโลกจะหายไปกว่า 1 ใน 5 และมีการคาดการณ์ว่าตลาดอาจเผชิญวิกฤตในเร็ววันเนื่องจากคลังน้ำมันสำรองกำลังร่อยหรอลง
Tom Baker ผู้บริหารระดับสูงจาก Vitol บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ซึ่งดำเนินกิจการค้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ กล่าวว่า จีนชะลอการซื้อน้ำมันดิบลงอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีอุปสงค์ลดลงวันละ 4-5 ล้านบาร์เรล ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากการสูญเสียอุปทานน้ำมันจากประเทศอ่าวอาหรับที่ 12 ล้านบาร์เรลต่อวันได้
Martijn Rats หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์จาก Morgan Stanley ประจำกรุงลอนดอน กล่าวว่า การนำเข้าน้ำมันในระดับต่ำของจีน เปรียบเสมือนเกราะคุ้มกันตลาดน้ำมันในประเทศอื่นๆ
มอร์แกน สแตนลีย์ เปิดเผยประมาณการว่า ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งมายังประเทศจีนทางเรือในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ลดลงไปเหลือ 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับ 13 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ข้อมูลจาก S&P Global Energy แสดงให้เห็นว่า การนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของจีนในเดือนเมษายน ลดลงกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากค่าเฉลี่ยในปี 2025 เหลือ 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดย S&P Global Energy ยังประเมินอีกด้วยว่าปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจะต่ำลงอีกเหลือเพียง 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม และลดลงกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025
ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านน้ำมันของจีนส่วนใหญ่มองตรงกันว่า การนำเข้าจะลดลงอย่างมาก แต่ปริมาณการคาดการณ์ยังคงประเมินต่างกัน โดย Kpler มองว่า การนำเข้าทางทะเลจะลดลงเหลือเพียง 6.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนพฤษภาคม จากระดับ 8.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนเมษายน และ 10.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนมีนาคม
Hu Min Min หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ด้านอุตสาหกรรมน้ำมันดิบ เชื้อเพลิง และการกลั่นน้ำมันของจีนจาก S&P Global Energy ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันที่ลดลงของจีนถือเป็น “ตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนแปลงพลวัตในตลาดน้ำมันโลก”
อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญที่ทำให้จีนลดการนำเข้าน้ำมันลงอย่างฉับพลันก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็ยังไม่กล่าวถึงยุทธศาสตร์การค้าน้ำมันอย่างเปิดเผยมากนัก ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า รัฐบาลจีนตัดสินใจที่จะใช้น้ำมันคงคลังที่มีอยู่ ซึ่งสะสมไว้จากปีก่อนเมื่อครั้งที่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าปริมาณคลังน้ำมันสำรองของจีนเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด
Baker กล่าวในงานประชุม S&P Middle East Petroleum and Gas ณ กรุงลอนดอนเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จีนเป็นดั่งหลุมดำที่ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ เราไม่ได้ทราบปริมาณคลังน้ำมันสำรองของจีนดีนัก
Hu ซึ่งประจำการที่กรุงปักกิ่ง กล่าวว่า จีนตอบสนองต่อวิกฤตในอิหร่านผ่านการบังคับให้บรรดาโรงกลั่นลดกำลังการผลิตลง โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการหยุดซ่อมบำรุง พร้อมสั่งให้โรงกลั่นเปลี่ยนจากการสะสมน้ำมันสำรอง ไปเป็นลดการสะสมน้ำมันสำรองแทน
S&P ประมาณการว่า จีนจะลดปริมาณสต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ลงที่อัตรา 700,000 ถึง 800,000 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงไตรมาส 3 เนื่องจากจีนระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) และน้ำมันดีเซลลงด้วย จึงช่วยบรรเทาอุปสงค์การนำเข้าที่ชะลอลง
โดยข้อมูลจาก S&P แสดงให้เห็นว่า การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป (Refined Oil) ของจีนลดลงจนเกือบต่ำสุดในรอบทศวรรษ เหลือเพียง 300,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน หรือลดลง 65% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YOY)
Ye Lin นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันประจำภูมิภาคเอเชียจาก Rystad Energy ระบุว่า ท่าทีการตอบสนองของจีน ต่อวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน สามารถสรุปในหนึ่งคำได้ว่าเป็นเรื่องของ ‘ความมั่นคง’ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ ‘ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน’
มาตรการจำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปนี้ ได้เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูจากกลุ่มคู่ค้าที่เคยพึ่งพาอุปทานจากจีน แม้ว่าโรงกลั่นของรัฐจะพยายามผลักดันขออนุมัติส่งออกเพื่อกอบโกยกำไรในช่วงที่ราคาในตลาดโลกพุ่งสูง แต่รัฐบาลจีนกลับปฏิเสธคำขอนั้น และเลือกที่จะส่งมอบน้ำมันบางส่วนในฐานะ ‘ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ’ แทน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของกลยุทธ์ ‘การทูตน้ำมัน’ (Petro-diplomacy)
การเปลี่ยนผ่านพลังงานช่วยจีนเจ็บตัว ‘น้อยกว่า’ ที่ควร
นักวิเคราะห์ยังสังเกตเห็นความแตกต่างอย่างมากระหว่างตัวเลขการนำเข้าน้ำมันดิบที่ลดลงฮวบฮาบ กับความต้องการใช้จริงภายในประเทศ โดยคาดว่าอุปสงค์น้ำมันของจีนในไตรมาสที่สองจะลดลงเพียงประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน
อุปสงค์ที่ลดลงเพียงเล็กน้อยนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวอยู่แล้ว ซึ่งถูกฉุดรั้งโดยวิกฤตการณ์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม Ye Lin จาก Rystad ชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างจากการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงไปสู่พลังงานไฟฟ้า ทั้งการลงทุนอย่างหนักในยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบรางไฟฟ้า และการผลิตพลังงานหมุนเวียน ได้กลายมาเป็น ‘กันชนเชิงยุทธศาสตร์’ ช่วยให้จีนสามารถฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดย ‘เจ็บตัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น’
จีนไม่อาจคุมนำเข้าได้ถาวร ราคาน้ำมันอาจพุ่งหนักหากจีนกลับมาซื้อใหม่
ถึงกระนั้น Baker จาก Vitol ก็ได้ออกโรงเตือนว่า ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบในระดับต่ำของจีนเช่นนี้ไม่อาจคงอยู่ได้ถาวร
“เมื่อถึงจุดหนึ่ง พวกเขาจำเป็นต้องกลับมาซื้อน้ำมัน ราคาก็จะถูกบีบให้พุ่งสูงขึ้น และหนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือการบีบให้อุปสงค์ลดลง (Kill demand)” Tom Baker กล่าว
Even Pay ผู้อำนวยการกลุ่มที่ปรึกษาเชิงยุทธศาสตร์ Trivium China มองว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลจีนได้คำนึงถึงผลกระทบต่อตลาดโลกมากน้อยเพียงใดในการดำเนินนโยบายน้ำมันครั้งนี้
“ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่และนักการทูตจีนมักจะอธิบายว่า การกักตุนธัญพืชคลังสำรองขนาดใหญ่ของประเทศ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้จีนไม่ต้องไปแย่งตลาดซื้อยามที่ราคาอาหารโลกพุ่งสูง ซึ่งเป็นการช่วยรักษาความมั่นคงทางอาหารของโลกทางอ้อม ด้วยการจัดการกับอุปสงค์อันมหาศาลของตนเองอย่างเบ็ดเสร็จ” เพย์กล่าว
พร้อมกล่าวต่อว่า “แต่เท่าที่ทราบ เจ้าหน้าที่จีนยังไม่ได้นำตรรกะนี้มาใช้อธิบายกับสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อย่างชัดเจน พวกเขายังคงอ้างเหตุผลในการสำรองน้ำมันดิบก้อนโตว่าเป็นไปเพื่อ ความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจภายในประเทศ เป็นหลักเท่านั้น”
อ้างอิง:

