โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจากแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ทำให้หลายประเทศต้องเร่งค้นหาเครื่องยนต์การเติบโตใหม่เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ท่ามกลางกระแสดังกล่าว จีนได้กลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่โดดเด่นที่สุดของโลกด้านการปฏิรูปอุตสาหกรรม ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ ความหลากหลายของภูมิภาค และระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ทำให้การเปลี่ยนผ่านของจีนมีความหมายต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก
รายงานล่าสุดของ World Economic Forum และ China Southern Grid Energy Research and Development Institute ระบุว่า ความสำเร็จของจีนไม่ได้เกิดจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างนโยบายระยะยาว การทดลองเชิงปฏิบัติ และการขยายผลอย่างเป็นระบบ
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอยู่ที่กรอบนโยบายหลายระดับของจีน โดยรัฐบาลใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีเป็นเข็มทิศหลักในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม สำหรับแผนฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) จีนให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ภายใต้ 3 แนวทางหลัก ได้แก่
- การพัฒนาอัจฉริยะ (Intelligent Development)
- การพัฒนาสีเขียว (Green Development)
- การบูรณาการอุตสาหกรรม (Industrial Integration)
นโยบายเหล่านี้ช่วยสร้างความชัดเจนให้ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ลดความไม่แน่นอนในการลงทุนระยะยาว และส่งสัญญาณว่าประเทศจะมุ่งไปในทิศทางใดในอนาคต
อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยนโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้รัฐบาลท้องถิ่นและภาคธุรกิจทดลองแนวคิดใหม่ๆ ผ่านโครงการนำร่อง ก่อนขยายผลในวงกว้าง แนวทาง ‘ทดลองก่อน ขยายผลทีหลัง’ กลายเป็นสูตรสำเร็จที่ถูกนำมาใช้ในหลายภาคส่วน
ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ ‘ท่าเรือเทียนจิน’ ซึ่งเริ่มทดลองระบบไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่ผสานพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และการบริหารจัดการโหลดไฟฟ้าอัจฉริยะในบางพื้นที่ก่อน เมื่อพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จึงขยายสู่ทั้งท่าเรือ ปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้ใช้พลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานทั้งหมด และยังสามารถส่งออกโมเดลการพัฒนาท่าเรือสีเขียวไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย
อีกบทเรียนสำคัญคือ การสร้างนวัตกรรมที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เทคโนโลยี แต่รวมถึงรูปแบบธุรกิจและความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ตัวอย่างเช่น เขตอุตสาหกรรม Dalian Jinpu ซึ่งเดิมเป็นฐานอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ได้พัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียวครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดสำหรับภาคการเดินเรือ ทำให้สามารถเชื่อมโยงทรัพยากรภายในประเทศเข้ากับความต้องการเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำของตลาดโลกได้สำเร็จ
ขณะเดียวกัน จีนยังให้ความสำคัญกับการทำให้ธุรกิจทุกขนาดได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรม ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น ตัวอย่างเช่น สวนอุตสาหกรรมซูโจวได้จัดทำแพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน รวมถึงให้บริการประเมินความพร้อมด้านการผลิตอัจฉริยะแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กว่าพันแห่ง ช่วยลดต้นทุนและอุปสรรคในการเข้าถึงเทคโนโลยี
นอกจากนี้ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งยังทำหน้าที่เป็นผู้นำระบบนิเวศทางธุรกิจ โดยแบ่งปันข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลให้กับคู่ค้าและซัพพลายเออร์ ทำให้ประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านกระจายไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ของจีนมีคุณค่าสำหรับโลก ไม่ใช่เพียงขนาดของความสำเร็จ แต่คือแนวทางในการสร้างสมดุลระหว่างการยกระดับเทคโนโลยีกับการรักษาการจ้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจกับการลดการปล่อยคาร์บอน และบทบาทของภาครัฐกับกลไกตลาด
ในยุคที่อุตสาหกรรมโลกมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น จีนกำลังแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ระยะยาว การประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการเปิดกว้างต่อการทดลองและนวัตกรรม
บทเรียนจากจีนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของประเทศหนึ่งประเทศใด แต่เป็นตัวอย่างสำคัญสำหรับทุกประเทศที่กำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน นั่นคือการสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เติบโต แข่งขันได้ และยั่งยืนไปพร้อมกัน
ภาพ: THINK A / Shutterstock
อ้างอิง:

