วันนี้ (9 กรกฎาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เริ่มวาระงานแรกภายหลังการเข้ารับตำแหน่งในสมัยที่สอง ด้วยการเรียกประชุมคณะผู้บริหารและข้าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อติดตามความคืบหน้าและเร่งแก้ไขปัญหากลุ่มคนต่างชาติลักลอบค้าขายริมทาง รวมถึงการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจสีเทาในพื้นที่เมืองหลวง ซึ่งถือเป็นปัญหายืดเยื้อที่ค้างคามาจากการดำรงตำแหน่งในวาระที่แล้ว
โดยการประชุมในครั้งนี้มีการระดมความคิดเห็นร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร (กอ.รมน.กทม.) และหัวหน้าสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต เพื่อวางมาตรการกวาดล้างอย่างเป็นระบบ
ชัชชาติ เปิดเผยว่า ได้ออกข้อสั่งการเร่งด่วน 3 ข้อหลัก โดยเน้นย้ำให้ทุกส่วนราชการเพิ่มความเข้มงวดในมิติที่กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ข้อแรกคือการจัดการกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เข้ามาประกอบอาชีพผิดกฎหมายในลักษณะหาบเร่แผงลอยแย่งอาชีพคนไทย โดยกำชับให้ทุกสำนักงานเขตลงพื้นที่กวดขันอย่างเคร่งครัด
ซึ่งแม้ว่าเจ้าหน้าที่เทศกิจของ กทม. จะไม่มีอำนาจในการจับกุมแรงงานต่างชาติโดยตรงตามกฎหมายคนเข้าเมือง แต่ได้สั่งการให้ประสานส่งต่อข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจับกุมตามขั้นตอนทันที และให้ทุกเขตรายงานผลการปฏิบัติกลับมายังส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง
สำหรับมาตรการข้อที่สอง เป็นการแก้ไขปัญหาธุรกิจสีเทาของกลุ่มทุนต่างชาติ ซึ่งมีความซับซ้อนในการดำเนินคดี ชัชชาติได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตเร่งเอ็กซเรย์ หรือตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับ กทม. ทั้งหมด โดยเฉพาะใบอนุญาตด้านสาธารณสุขและสุขาภิบาลอาหาร แม้ กทม. จะไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อดูการถือหุ้นไขว้หรือการใช้นอมินี
แต่ กทม. จะทำหน้าที่เป้าหมายเสมือนเป็นแม่บ้าน ในการคัดกรองและรวบรวมฐานข้อมูลธุรกิจของชาวต่างชาติที่น่าสงสัยในพื้นที่ เช่นเดียวกับกรณีของสำนักงานเขตบางรักที่สามารถรายงานข้อมูลเชิงลึกได้อย่างละเอียด โดยได้ขีดเส้นให้ทุกสำนักงานเขตสรุปข้อมูลธุรกิจต่างชาติที่ต้องสงสัยให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน เพื่อเตรียมส่งต่อข้อมูลพื้นฐานชุดนี้ไปยังกระทรวงพาณิชย์ กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเปิดประชุมร่วมเพื่อทลายเครือข่ายทุนสีเทาต่อไป
ในส่วนของมาตรการข้อสุดท้าย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดยสั่งการให้สำนักงานโยธากรุงเทพมหานคร เข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารที่มีพฤติการณ์ลักลอบดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะอาคารที่ถูกนำไปใช้เปิดเป็นสถานบันเทิงหรือสถานประกอบการของกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย เพื่อใช้มาตรการทางกฎหมายโยธาเข้าดำเนินการสั่งระงับการใช้อาคาร ซึ่งถือเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมและสกัดกั้นการเติบโตของธุรกิจสีเทาไม่ให้สร้างความเดือดร้อนแก่สังคมในระยะยาว


