วันนี้ (7 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและทบทวนบทเรียนตลอดระยะเวลาใกล้ครบ 4 ปีในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยได้เปิดเผยถึงประเด็นที่เป็นความท้าทายและสร้างความกดดันมากที่สุดตลอดวาระการทำงาน
เมื่อถามถึงวาระงานที่สร้างความเครียดจนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการพักผ่อน ชัชชาติยอมรับว่า ประเด็นที่หนักหน่วงที่สุดคือการแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เนื่องจากเป็นภาระผูกพันทางการเงินมหาศาลที่ตกทอดมาจากการบริหารชุดก่อน
ประกอบกับมีข้อจำกัดทางกฎหมายและคำสั่งศาลที่ กทม. ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทำให้การบริหารจัดการต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพราะงบประมาณทุกบาทคือภาษีของประชาชน นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสและการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ก็เป็นอีกหนึ่งความกังวลสำคัญ โดยยกตัวอย่างกรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายที่สร้างความไม่สบายใจให้กับการทำงานของทีมผู้บริหารอย่างมาก
ผู้ว่าฯชัชชาติ ได้อธิบายถึงโครงสร้างปัญหาของรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า โครงการนี้แบ่งออกเป็นส่วนสัมปทานหลัก (ส่วนไข่แดง) ซึ่งเอกชนเป็นผู้ลงทุนและกำหนดค่าโดยสาร โดยสัมปทานส่วนนี้จะสิ้นสุดลงในปี 2572 ซึ่งจะส่งผลให้ กทม. สามารถรับรู้รายได้ทั้งหมด แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ ส่วนต่อขยาย ที่ขยายออกไปทางกรุงเทพฯ เหนือ (คูคต-ลำลูกกา) และทางกรุงเทพฯ ใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) เนื่องจากชุดบริหารก่อนหน้าได้ทำสัญญาจ้างเอกชนเดินรถ (O&M) ล่วงหน้ายาวไปจนถึงปี 2585
ศาลปกครองได้มีคำพิพากษายืนยันให้ กทม. ต้องชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถตามสัญญา ส่งผลให้ปัจจุบัน กทม. ต้องแบกรับภาระขาดทุนเนื่องจากรายได้จากค่าโดยสารในส่วนต่อขยายไม่เพียงพอต่อรายจ่ายค่าจ้างเดินรถที่ระบุไว้ในสัญญาในอัตราที่ค่อนข้างสูง
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต ชัชชาติมองว่า เมื่อสัมปทานหลักสิ้นสุดลงในปี 2572 กทม. จะมีอำนาจในการบริหารจัดการรายได้ทั้งหมด ซึ่งหากมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม จะสามารถบรรเทาภาระค่าจ้างเดินรถและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมระดับมหภาค ทางออกที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน คือการที่รัฐบาลรับโอนโครงการรถไฟฟ้ากลับคืนไปบริหารจัดการ
ชัชชาติ อธิบายเหตุผลสนับสนุนว่า รถไฟฟ้าควรเป็นโครงข่ายระดับประเทศ การรวมศูนย์การบริหารไว้ที่รัฐบาลจะทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาดและสามารถผลักดันนโยบายตั๋วร่วม หรือการจัดเก็บค่าโดยสารในอัตราที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ในมิติของการบริหารงบประมาณ ปัจจุบัน กทม. มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีราว 90,000 ล้านบาท แต่ต้องกันเงินถึง 10,000 ล้านบาท (คิดเป็นกว่า 10%) เพื่อนำไปจ่ายค่าเดินรถ ซึ่งถือเป็นภาระที่ใหญ่เกินกว่าศักยภาพของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นจะแบกรับไว้ได้เพียงลำพัง
เมื่อถามถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนบางส่วนที่มองว่า กทม. ในยุคนี้ไม่มีการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ให้มุมมองว่า “การที่ กทม. ต้องบริหารจัดการและชำระหนี้สะสมของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวกว่า 60,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการลงทุนและเมกะโปรเจกต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแล้วในยุคนี้ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดที่ต้องแบกรับภาระการจัดการทางการเงินที่มหาศาลเท่ากับกรณีนี้อีกแล้ว”


