วันนี้ (22 มิถุนายน) กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกแนวทางคำสั่งทางปกครองภายใต้ประกาศกระทรวง เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ยกระดับมาตรการลงโทษผู้ประกอบการกัญชาที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยกำหนดโทษพักใช้ใบอนุญาตตั้งแต่ 30 ถึง 90 วัน และหากพบการกระทำความผิดซ้ำสองในข้อหาเดิม จะมีมาตรการลงโทษขั้นสูงสุดคือการเพิกถอนใบอนุญาตทันที
นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดทำแนวทางการออกคำสั่งทางปกครองในการเพิ่มโทษพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต สำหรับผู้รับอนุญาตศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและผู้ประกอบการทุกภาคส่วนใช้เป็นมาตรฐานในการยึดถือปฏิบัติร่วมกัน โดยได้จำแนกเกณฑ์การสั่งลงโทษทางปกครองออกเป็น 3 ระดับ
- เกณฑ์การสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 30 วัน จะใช้บังคับในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่จัดทำรายงาน ภ.ท.27 และ ภ.ท.28 เก็บไว้ ณ สถานประกอบการเพื่อการตรวจสอบ หรือจัดทำรายงานแต่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงกรณีไม่จัดส่งรายงานดังกล่าวต่อนายทะเบียน, มีการจำหน่ายและส่งออกสมุนไพรควบคุมที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวที่ดี (GACP) หรือมาตรฐานอื่นที่สูงกว่าหรือเทียบเท่า, ไม่แสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานประกอบการ หรือไม่สามารถแสดงใบอนุญาตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ และกรณีที่มีการโฆษณาสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า
- เกณฑ์การสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 90 วัน จะใช้บังคับในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่แจ้งรายละเอียดการส่งออกต่อผู้อนุญาต และกรณีจำหน่ายกัญชาโดยไม่มีใบสั่งจ่าย (แบบ ภ.ท.33) จากผู้ประกอบวิชาชีพ ทั้งนี้ การสั่งพักใช้ใบอนุญาตในแต่ละครั้งจะนับระยะเวลารวมทุกกรณีที่ผิดเงื่อนไข แต่จะไม่เกิน 90 วัน ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการกระทำผิดเงื่อนไขซ้ำเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตไปแล้ว และเป็นการผิดซ้ำในกรณีเดิม จะถูกดำเนินมาตรการเพิกถอนใบอนุญาตทันที
- เกณฑ์การเพิกถอนใบอนุญาตทันที จะใช้บังคับหากตรวจพบพฤติการณ์ความผิดร้ายแรง ได้แก่ การจัดทำรายงาน ภ.ท.27 หรือ ภ.ท.28 อันเป็นเท็จ, การจำหน่ายกัญชาให้กับกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี, นักเรียน, นิสิต, นักศึกษา, สตรีมีครรภ์ หรือสตรีให้นมบุตร โดยไม่มีใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม (แบบ ภ.ท.33), การเปิดให้มีการสูบกัญชาภายในสถานประกอบการ, การจำหน่ายสมุนไพรควบคุมหรือสินค้าแปรรูปผ่านตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) หรือจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ตลอดจนการจำหน่ายในสถานที่ต้องห้าม 3 แห่ง คือ วัด หอพัก และสวนสาธารณะ
ด้าน นายแพทย์พีรชา คูเกษมกิจ ผู้อำนวยการกองกัญชาทางการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางคำสั่งทางปกครองฉบับนี้จะช่วยขับเคลื่อนการทำงานของเจ้าหน้าที่และการประกอบการของภาคเอกชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยหลังจากนี้จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจตราและดูแลร้านค้าทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้าใจและกวดขันให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์อย่างปลอดภัย ยั่งยืน พร้อมทั้งปกป้องเยาวชนและกลุ่มเปราะบางไม่ให้ได้รับผลกระทบทางสังคม


