วันนี้ (21 เมษายน) ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตพระนคร ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมเชิงนโยบายเพื่อรับฟังความคิดเห็นและหาแนวทางปิดช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้ โดยร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และนักศึกษาภาคบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงของกรุงเทพมหานคร อาทิ ธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร สิทธิชัย อรัณยกานนท์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และวรชล ถาวรพงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาสังคมเมืองและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนอย่างยั่งยืน
การประชุมครั้งนี้ได้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงกฎหมายในประเด็นสำคัญต่างๆ เริ่มจากการยกระดับการดูแลคนไร้บ้านเข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านศูนย์บ้านอิ่มใจ เพื่อให้เข้าถึงอาหารและการฝึกอาชีพ โดยที่ประชุมเห็นพ้องให้ใช้การสร้างแรงจูงใจควบคู่กับมาตรการทางกฎหมาย เช่น การใช้พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ เป็นมาตรการขั้นสุดท้าย
พร้อมหารือแนวทางการแปลงโทษปรับเป็นการทำบริการสังคมเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงการจัดระเบียบการแจกอาหารในพื้นที่สาธารณะ โดยขอความร่วมมือกลุ่มจิตอาสาให้แจกจ่ายในจุดที่เหมาะสมเพื่อลดความแออัด ในส่วนของการแก้ไขปัญหาขยะและน้ำเสียในคูคลอง กรุงเทพมหานครได้เสนอแนวทางการบังคับใช้กฎหมายแบบขั้นบันได เริ่มจากการตักเตือนก่อนเพิ่มระดับค่าปรับ เพื่อมุ่งเปลี่ยนพฤติกรรมผู้กระทำผิด ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวัง และแผนการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียขนาดเล็กในชุมชน โดยจะต่อยอดจากความสำเร็จของพื้นที่ต้นแบบอย่างคลองบางหลวง
สำหรับการจัดระเบียบทางเท้า ที่ประชุมได้หารือถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกล้อง AI ตรวจจับรถจักรยานยนต์ แม้ปัจจุบันจะยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในการระบุตัวผู้กระทำผิด แต่กรุงเทพมหานครเตรียมพัฒนามาตรการควบคู่ด้วยการออกแบบทางกายภาพเพื่อป้องกันการเข้าถึงของรถจักรยานยนต์ พร้อมเอื้ออำนวยให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถใช้งานทางเท้าได้อย่างปลอดภัย
ขณะเดียวกัน ยังได้มีการนำเสนอปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ อาทิ ปัญหาการตีความกฎหมาย ความซับซ้อนจากพระราชบัญญัติปรับเป็นพินัย และข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมตัว ซึ่งทุกขั้นตอนจะต้องดำเนินการอย่างรัดกุมและโปร่งใส
ท้ายนี้ กรุงเทพมหานครได้ยืนยันแนวทางการทำงานโดยยึดหลักมาตรการทางสังคมนำหน้ากฎหมาย ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกทางกฎหมายให้ทันสมัยเพื่อปิดช่องว่างที่มีอยู่ โดยกรุงเทพมหานครจะนำข้อเสนอทั้งหมดที่ได้จากการหารือร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปประสานงานและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านกฎหมาย เพื่อนำไปสู่นโยบายและแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป


