วันนี้ (22 เมษายน) เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม โดยระบุว่า กรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าโครงการปรับปรุงและพลิกโฉมป้ายหยุดรถโดยสารประจำทาง หรือ ป้ายรถเมล์ ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครเพื่อยกระดับให้มีความทันสมัย ใช้งานง่าย และตอบสนองต่อวิถีชีวิตของคนเมืองอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การพัฒนาในครั้งนี้ครอบคลุมการให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ณ จุดเดียว ตั้งแต่สายรถ เส้นทาง ไปจนถึงเวลาที่รถจะเดินทางมาถึง โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็นป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่ที่ปรับปรุงจากป้ายเดิม และป้ายรถเมล์ระบบดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในการเข้าถึงข้อมูลการเดินทางได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีป้ายรถเมล์ที่เปิดใช้งานทั้งสิ้นประมาณ 5,199 ป้าย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการยกระดับจำนวนกว่า 1,100 ป้าย แบ่งเป็นป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่จำนวน 600 ป้าย และป้ายรถเมล์ดิจิทัลจำนวน 500 ป้าย
สำหรับป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่นั้น ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดที่เน้นความชัดเจนและเข้าใจง่าย โดยมีการระบุสายรถและเส้นทางอย่างละเอียดเพื่อลดความสับสน พร้อมเสริมฟังก์ชันแผนที่แสดงจุดบริเวณโดยรอบ (Walking Map) ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบตำแหน่งปัจจุบันและเส้นทางเดินเท้าต่อไปได้อย่างสะดวก
รวมถึงมีการรวบรวมข้อมูลสถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงกว่า 30 จุด โดยดีไซน์ของป้ายจะถูกปรับให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นจุดที่มีปริมาณรถหนาแน่นหรือเบาบาง ซึ่งการปรับปรุงนี้มุ่งเป้าไปที่ทำเลสำคัญ ย่านธุรกิจ ใจกลางเมือง และถนนสายหลัก
ขณะเดียวกัน ในส่วนของป้ายรถเมล์ดิจิทัล จะเข้ามาเพิ่มศักยภาพการรอรถให้มีความแน่นอนมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบแสดงผลเวลารถถึงป้ายแบบเรียลไทม์ที่เชื่อมโยงข้อมูล GPS จากระบบขนส่งสาธารณะ พร้อมทั้งเตรียมต่อยอดบูรณาการร่วมกับแอปพลิเคชันนำทางในอนาคต โดยคาดว่าประชาชนจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ และมีกำหนดการติดตั้งแล้วเสร็จครบถ้วนตามแผนงานภายในปี 2569
ทั้งนี้ โครงการพัฒนาดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือบูรณาการระหว่างกรุงเทพมหานคร กลุ่ม Mayday บริษัท Grab และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ร่วมกันสนับสนุนทั้งในมิติของงบประมาณ เทคโนโลยี และฐานข้อมูลการเดินทาง
โดยเอกวรัญญูได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การยกระดับป้ายรถเมล์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงลักษณะทางกายภาพ แต่ถือเป็นการเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางของคนกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนการเดินทางทำได้ง่ายขึ้น ลดความสับสนเรื่องเส้นทาง และเชื่อมต่อการสัญจรได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้การรอรถเมล์ในกรุงเทพมหานครนับจากนี้ไม่ใช่เรื่องของการคาดเดาอีกต่อไป


