Menu
113852

เจาะลึกปรากฏการณ์ ‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ บ้านเดี่ยว Super Luxury มูลค่ากว่าร้อยล้าน ที่มียอดจองเกือบครึ่งภายในหนึ่งเดือน [Advertorial]

โดย THE STANDARD TEAM
23.08.2018
  • LOADING...
  • Loading...

HIGHLIGHTS

7 Mins. Read
  • บ้านแสนสิริ พัฒนาการ คือโครงการแฟลกชิปบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ล่าสุดของแสนสิริ ที่เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้น 65-240 ล้านบาท แต่มียอดจองเกือบครึ่งของทั้งโครงการ โดยใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน
  • สิ่งที่แสนสิริให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับแฟลกชิปทุกโครงการที่ผ่านมาคือ Prime Location หรือผืนที่ดินขนาดใหญ่ที่ต้องเป็นทำเลที่ ‘ดีที่สุด’ เท่านั้น เช่นเดียวกับ ‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ ที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านพัฒนาการ บนพื้นที่โครงการกว่า 37 ไร่ ที่แทบจะหาไม่ได้อีกแล้วในกรุงเทพฯ
  • Regency Style คือแรงบันดาลใจจากประเทศอังกฤษในช่วงปี 1811-1837 ที่ ‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ เลือกนำมาใช้ในการดีไซน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ในการอยู่อาศัยที่พิเศษสุดสำหรับลูกบ้าน

นับเป็นปรากฏการณ์ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ที่น่าจับตามองอย่างมาก สำหรับการเปิดตัว ‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ โครงการแฟลกชิปบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 65-240 ล้านบาท แต่กลับมียอดจองเกือบครึ่งของทั้งโครงการ โดยใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน

 

อะไรคือปัจจัยความสำเร็จของ ‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ แล้วทำไมบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury บนที่ดินผืนนี้จึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาด THE STANDARD ขอพาคุณไปสำรวจปรากฏการณ์นี้ร่วมกัน

 

โครงการแฟลกชิปบนทำเลล้ำค่าที่แทบหาไม่ได้อีกแล้วในกรุงเทพฯ

‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ ไม่ใช่โครงการแฟลกชิปแรกของแสนสิริ เพราะก่อนหน้านี้แสนสิริ ในฐานะผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์เคยสร้างปรากฏการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว จากโครงการ ‘บ้านไข่มุก’ คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ติดทะเลหัวหิน ที่เปิดตัวในปี 2531 ก่อนจะเปิดตัว ‘บ้านแสนสิริ สุขุมวิท 67’ ในปี 2547 และ ‘98 Wireless’ คอนโดมิเนียม Super Luxury ที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับแวดวงอสังหาริมทรัพย์เมื่อปีที่แล้ว จนมาถึงโครงการแฟลกชิปล่าสุดบนถนนพัฒนาการที่เปิดตัวในปีนี้

 

แม้ผลตอบรับของทุกโครงการแฟลกชิปที่ผ่านมาของแสนสิริจะอยู่ในขั้น ‘ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม’ แต่จะเห็นได้ว่า แต่ละโครงการใช้ระยะเวลาหลายปีในการวิเคราะห์ ค้นหาข้อมูล เพื่อรังสรรค์โครงการระดับแฟลกชิป ซึ่งสะท้อนความใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด

 

สิ่งที่แสนสิริให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับแฟลกชิปทุกโครงการที่ผ่านมาคือ Prime Location หรือผืนที่ดินขนาดใหญ่ที่ต้องเป็นทำเลที่ ‘ดีที่สุด’ เท่านั้น

 

 

เช่นเดียวกับ ‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ ที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านพัฒนาการ บนพื้นที่โครงการกว่า 37 ไร่ อีกทั้งยังรายล้อมด้วยแหล่งธุรกิจและไลฟ์สไตล์ ทั้งห้างดัง ร้านอาหาร โรงพยาบาล หรือแม้แต่สนามบิน ซึ่งนับว่าเป็นทำเลโซนเมืองขนาดใหญ่ที่หาแทบไม่ได้อีกแล้วในปัจจุบัน

 

นอกจากทำเลที่หายากแล้ว ภายในพื้นที่ 37 ไร่ของโครงการ ยังมีบ้านจำนวนจำกัดเพียง 36 หลังเท่านั้น ถือเป็นความเอ็กซ์คลูซีฟที่แสนสิริตั้งใจมอบให้กับลูกบ้านในโครงการอย่างแท้จริง

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก หลังเปิดตัวโครงการไปได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น เพราะเป็นการคัดสรร ‘ทำเลที่ดีที่สุด’ แถมยังมีให้ครอบครองใน ‘จำนวนจำกัด’ สมกับที่เป็นโครงการแฟลกชิปที่สร้างปรากฏการณ์ให้แวดวงอสังหาฯ ได้ตื่นตัว

 

Regency Style แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอังกฤษสู่เอกลักษณ์เหนือกาลเวลา

เมื่อได้ที่ดินบนทำเลสุดล้ำค่ามาแล้ว ความท้าทายต่อมาคืองานดีไซน์ ที่จะต้องโดดเด่นไม่แพ้ทำเลที่ตั้ง

 

Regency Style คือแรงบันดาลใจจากประเทศอังกฤษในช่วง ค.ศ. 1811-1837 ที่ ‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ เลือกนำมาใช้ในการดีไซน์สถาปัตยกรรม บรรยากาศ และประสบการณ์ต่างๆ ภายในโครงการ

 

โดย อู้ พหลโยธิน ประธานผู้บริหารฝ่ายสร้างสรรค์ หรือ Chief Creative Officer (CCO) ของแสนสิริ เล่าถึงเสน่ห์ของ Regency Style ว่า อังกฤษในยุคนั้นถือเป็นยุคที่มีความเฟื่องฟูทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม และความบันเทิง เพราะเป็นช่วงรอยต่อระหว่างยุคคลาสสิกสู่ยุคโมเดิร์น ทำให้งานออกแบบในยุคนั้นมีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากยุคอื่นๆ

 

 

ภาพจำของ Regency Style ที่โดดเด่นที่สุดคือ งานสถาปัตยกรรมในย่าน Regent Street ของกรุงลอนดอน ที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัยในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ก็ยังคงความคลาสสิกที่เหนือกาลเวลา เอกลักษณ์อยู่ที่ตัวอาคารสีขาว ตัดกับองค์ประกอบสีดำของประตู หน้าต่าง และโครงเหล็ก Wrought Iron ที่นำมาทำเป็นระเบียง ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดนี้ถูกหลอมรวมอยู่ในการออกแบบบ้านทุกหลังของโครงการ ‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ ได้อย่างลงตัว

 

ที่สำคัญคือ ทีมออกแบบของแสนสิริไม่ได้ ‘ตัดแปะ’ ผลงานอันโดดเด่นของยุคนั้นมาไว้ในโครงการแบบลอยๆ แต่ทุกองค์ประกอบที่เกิดขึ้นเกิดจากการเลือกเฟ้น คัดสรร และตัดทอนรายละเอียด เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและสภาพแวดล้อมของกรุงเทพฯ

 

“แน่นอนว่าเรายกมาแปะเฉยๆ คงไม่ได้ เพราะยุครีเจนซีผ่านพ้นมาแล้วร้อยกว่าปี เพราะฉะนั้นเราจึงต้องดึงเฉพาะองค์ประกอบที่คิดว่าเหมาะสมกับยุคสมัยและสภาพแวดล้อมของโครงการ ซึ่งในแง่สถาปัตยกรรมเราต้อง Simplify ให้เข้ากับรสนิยมของคนไทยด้วย ที่สำคัญคือ ต้องสามารถอยู่อาศัยได้จริง โดยตัดทอนรายละเอียดที่มากจนเกินไป เพื่อให้เกิดความลงตัวในการอยู่อาศัยมากที่สุด”

 

 

นอกจากการดีไซน์สถาปัตยกรรมแล้ว กลิ่นอายของยุครีเจนซีอันรุ่งเรืองของอังกฤษ ยังถูกนำมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ในการอยู่อาศัยที่พิเศษสุดสำหรับลูกบ้าน ‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ อีกด้วย

 

 

ตัวอย่างเช่น คลับเฮาส์ขนาดใหญ่ที่ภายในตกแต่งโดยใช้แรงบันดาลใจจากยุครีเจนซี โดยเฉพาะการเลือกนำสี Wedgwood Blue จากงานกระเบื้องเคลือบ Wedgwood Jasperware ซึ่งเป็นที่นิยมในยุคนั้นมาใช้เป็นโทนสีหลัก

 

ขณะที่โดยรอบโครงการจะมีดนตรีซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของศิลปินดังแห่งยุครีเจนซีอย่าง โมซาร์ต, บีโธเฟน หรือโยเซฟ ไฮเดิน เปิดคลอสร้างบรรยากาศอันรื่นรมย์ระหว่างเยี่ยมชมโครงการ นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มเป็นชาสุดพิเศษจากแบรนด์ Fortnum and Mason ร้านชาเก่าแก่ที่เกิดขึ้นในสมัยรีเจนซี คอยเสิร์ฟให้กับลูกค้าที่เข้าชมโครงการด้วย

 

 

เรียกได้ว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่รั้วของโครงการ กลิ่นอายแห่งอดีตอันหอมหวานของยุครีเจนซีจะทำให้คุณลืมบรรยากาศความวุ่นวายภายนอกได้ทันที นี่คืออีกความพิเศษที่ ‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ มอบให้กับเจ้าของบ้านทุกหลังในโครงการ

 

ทุกรายละเอียดคือความใส่ใจ

ไม่เพียงแค่งานดีไซน์ที่โดดเด่นเท่านั้น เพราะหากมองให้ลึกลงไปภายใต้ชั้นสีและการตกแต่งภายนอกแล้ว บ้านทุกหลังยังมาพร้อมกับฟังก์ชันที่ผ่านการคิด โดยมีผู้อยู่อาศัยเป็นศูนย์กลางของไอเดีย เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดในการใช้ชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย

 

“ที่สุดแล้วสำหรับคนที่มาอยู่อาศัยและใช้ชีวิตในบ้านแต่ละหลัง ฟังก์ชันต้องมาก่อน บอกได้เลยว่าทุกโครงการของแสนสิริ เราไม่ได้เริ่มต้นจากดีไซน์เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากอินไซต์ในการใช้ชีวิตจริง และความต้องการของผู้อยู่อาศัยเป็นที่ตั้ง โจทย์ของเราคือ ทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่าเราใส่ใจกับทุกรายละเอียด เพราะคนกลุ่มนี้มีครบทุกอย่างแล้ว และมีทางเลือกเยอะมาก ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำให้ได้คือ ให้เขารู้สึก Fall in love with a product” อู้ พหลโยธิน เล่าถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์โครงการ ก่อนจะเปิดเผยต่อไปว่า

 

 

การจะตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับ Super Luxury ถือเป็นงานที่ท้าทาย เพราะแต่ละครอบครัวมีความต้องการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นบ้านทุกหลังจึงต้องมีความยืดหยุ่น และพร้อมรองรับฟังก์ชันการใช้งานจริงจากอินไซต์ความต้องการที่แตกต่างกัน

 

จึงเป็นที่มาของการออกแบบพื้นที่ภายในบ้าน โดยใช้แนวคิด Universal Design ที่คำนึงถึงการใช้งานที่ครอบคลุมสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

 

ส่วนภายในบ้านก็วางแปลนห้องให้สมาชิกทุกเจเนอเรชันสามารถใช้ชีวิตตามสไตล์ที่ชอบได้อย่างเต็มที่ โดยไม่รบกวนซึ่งกันและกัน แต่ขณะเดียวกันก็มีหัวใจของบ้านที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไว้ด้วยกัน

 

 

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อีกมากมายที่สะท้อนถึงความใส่ใจ โดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัยเป็นศูนย์กลาง เช่น พื้นที่ภายในห้อง Master Bedroom ที่ออกแบบมาอย่างมั่นคง สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 500 กิโลกรัม สำหรับเป็นจุดติดตั้งตู้นิรภัยประจำบ้าน หรือห้องแม่บ้านที่แยกสัดส่วนออกจากส่วนกลางของบ้านอย่างชัดเจน เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการพักอาศัย ยังไม่นับรวมถึงพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่รายล้อมอยู่รอบๆ ตัว ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพชีวิตของคนในยุคสมัยนี้ได้เป็นอย่างดี

 

 

“ความ Luxury ของคนยุคก่อนอาจหมายถึงวัสดุราคาแพง แต่สำหรับคนยุคนี้ เราเชื่อว่า Luxury ที่เขาต้องการจริงๆ คือการพักผ่อนสายตาด้วยพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งใจมอบให้กับลูกบ้านในโครงการทุกหลัง โดยจะมีสวนส่วนตัว รวมถึงสวนส่วนกลางบนพื้นที่ขนาดใหญ่ให้สมาชิกทุกคนภายในบ้านสามารถผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ วันของการใช้ชีวิต”

 

รู้จัก ‘อู้ พหลโยธิน’ CCO คนแรกของแสนสิริ

หากย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถ้ามีใครทำนายว่าวันหนึ่ง อู้ พหลโยธิน จะกลายมาเป็นผู้บริหารในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่างแสนสิริ เจ้าตัวเองคงหัวเราะด้วยความไม่เชื่อ เพราะเขายอมรับว่า “ไม่เคยคาดคิดมาก่อน”

 

มองการร่วมงานกับแสนสิริอย่างไร

ถ้า 2-3 ปีก่อน มีคนมาบอกว่าจะมานั่งทำงานอยู่แสนสิริ คงคาดไม่ถึง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการมาทำงานในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะตรงกับประสบการณ์ที่เคยผ่านมาพอสมควร ตั้งแต่เริ่มเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ ทำงานอินทีเรีย ทำเฟอร์นิเจอร์ หรือร่วมงานกับ Jim Thompson ในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์

 

จะเห็นว่างานที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะป้วนเปี้ยนอยู่กับเรื่อง Lifestyle Living และตลาด Luxury มาโดยตลอด ดังนั้นถึงแม้จะต้องปรับตัวค่อนข้างมาก แต่ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานก็เหมือนได้ใส่รองเท้าคู่นี้มาตลอดอยู่แล้ว การทำงานจึงรู้สึกสบายใจและลงตัวอย่างมาก

 

1 ปี หลังรับตำแหน่งนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

มองว่าการแข่งขันในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ของเมืองไทยค่อนข้างรุนแรงมาก ไม่น่าจะมีที่ไหนอีกแล้วในโลกที่แข่งกันดุเดือดขนาดนี้ เพราะมีการดีดตัวสูงขึ้น และปรับตัวกันอย่างรวดเร็ว

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่น่ากังวล เพราะจุดแข็งของแสนสิริคือ เรามีทีมดีไซน์ที่แข็งแรงมากโดยเฉพาะสถาปนิก ดีไซเนอร์ หรือวิศวกรระดับโลกที่มาร่วมงานกับเรา รวมไปถึงนวัตกรรมต่างๆ ที่เราไม่เคยหยุดค้นคว้า ทำให้แสนสิริยังคงอยู่แถวหน้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตลอดมา

 

 

ตำแหน่ง CCO ในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องมีอะไรบ้าง

ต้องเป็นคนที่ Allrounder มาก เพราะตั้งแต่รับตำแหน่งนี้มา ไม่ใช่แค่ต้องดูแลแต่ตัวโปรดักต์เฉยๆ แต่ยังต้องดูทิศทางการตลาด ดูเรื่องนวัตกรรมต่างๆ ด้วย เพราะในที่สุดแล้วทุกองค์ประกอบจะต้องถูกหลอมรวมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการเล็ก หรือโครงการแฟลกชิป อะไรที่ผ่านหน้าไปตั้งแต่ลงเสาเข็ม การตกแต่ง ก็ต้องคอยจับตามองให้ครบวงจร เพื่อให้องค์กรเดินไปด้วยกัน ในน้ำเสียงเดียวกัน

 

บ้านแสนสิริสะท้อนความเป็นแสนสิริอย่างไร

ในภาพรวมมันคือความสุขุม เป็นไลฟ์สไตล์ที่ดี เหมือนมาฝากชีวิตไว้กับที่นี่แล้วรู้สึกว่าทุกอย่างจะดีเอง ถ้าลองเข้ามาเดินรอบๆ จะรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ไม่อยากกลับออกไปข้างนอกเลย ถ้าทุกอย่างมันครบวงจรอยู่ในนี้ มีครอบครัวที่รัก มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีความเป็นส่วนตัว และสงบ แค่นี้ก็คงไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

 

ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดที่เกิดจากความใส่ใจ เพื่อให้ทุกชีวิตภายใน ‘บ้านแสนสิริ พัฒนาการ’ แวดล้อมไปด้วยความสุข และความรักในทุกๆ วันของการใช้ชีวิต

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US

RELATED STORIES