×

AOT แจงช่วย ‘คิง เพาเวอร์’ ตามนโยบาย ย้ำยึดผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นและประเทศเป็นหลัก

โดย efinanceThai
06.08.2020
  • LOADING...

AOT ยันช่วย คิง เพาเวอร์ เป็นไปตามสัญญาเดียวกับผู้ประกอบการเจ้าอื่น ย้ำยึดประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ พร้อมแจงข้อมูลให้ บล.กสิกรฯ เข้าใจ หลังถูกหั่นราคาเป้าหมายลงเหลือ 40.50 บาท

   

ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) เปิดเผยผ่านเอกสารเผยแพร่ว่า จากกรณีมีกระแสข่าวมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการของ AOT ที่บิดเบือนไปในลักษณะที่ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่ามาตรการดังกล่าวเป็นภาระต่อภาษีประชาชน และเป็นการเอื้อประโยชน์กับผู้ประกอบการใดเป็นการเฉพาะ โดยมิได้คำนึงถึงองค์รวม หรือผลประโยชน์แก่ประเทศ AOT ขอชี้แจงหลักการและสาระสำคัญของมาตรการเยียวยาของ ทอท. ดังนี้

 

  1. หลักการดำเนินนโยบายของ AOT คือ AOT และผู้ประกอบการทุกรายต้องผ่านวิกฤตโควิด-19 นี้ไปด้วยกัน โดยคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะอันอาจเกิดจากการเลิกจ้างงานควบคู่ด้วยเป็นสำคัญ สำหรับสัญญาเชิงพาณิชย์ของ AOT ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการบอกเลิกสัญญาได้ตามเหตุผลที่สมควร โดยต้องมีการแจ้งล่วงหน้า 45-90 วัน แต่มิได้ต้องการให้ปิดกิจการ เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจ  

 

  1. การช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินและผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ได้ดำเนินการเป็นการทั่วไป โดยได้เลื่อนการชำระค่าเช่าพื้นที่ ค่าบริการการใช้บริการในอาคาร ค่าบริการสนามบิน ฯลฯ ส่วนผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ ได้ยกเว้นการเรียกเก็บผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ เลื่อนการชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทน ค่าเช่าพื้นที่ ฯลฯ  

   

ซึ่งมติบอร์ด AOT ที่ออกไปก่อนหน้า (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 และวันที่ 22 เมษายน 2563) เป็นการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทั้งผู้ประกอบการสายการบินและผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์เป็นการทั่วไป เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินกิจการอยู่ต่อไปได้ และไม่เกิดการเลิกจ้างงาน อันจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการบินและประเทศชาติโดยรวม และจะกลับมากระทบต่อมูลค่าหลักทรัพย์ของ AOT มากกว่าการปรับตัวลดลงของราคาหลักทรัพย์ในระยะสั้นเป็นอย่างมาก

   

  1. กรณีสัมปทานของบริษัท คิง เพาเวอร์ (บริษัท) นั้น ได้รับมาตรการช่วยเหลือดังเช่นผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์รายย่อยทั่วไปกว่า 1,000 สัญญา โดยมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างตามสถานะของสัญญา 2 ประการ ด้วยเหตุผลดังนี้   

 

3.1 ขยายระยะเวลาเตรียมการเพิ่มอีก 1 ปี ให้สอดคล้องกับการเปิดใช้งานอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1): เดิมสัญญาได้กำหนดไว้ให้บริษัทมีระยะเวลาเตรียมการตกแต่งพื้นที่ 6 เดือน โดยในช่วงเตรียมการนี้ AOT จะเรียกเก็บอัตราค่าตอบแทนตามสัญญาโดยแปรผันตามจำนวนพื้นที่ที่เปิดให้บริการ และหลังจากนั้นจะเรียกเก็บค่าตอบแทนตามพื้นที่เต็มจำนวนตามสัญญาเป็นระยะเวลา 10 ปี

   

แต่หากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ไม่สามารถเปิดดำเนินการในอาคาร SAT-1 ได้ตามเป้าหมายที่ปรากฏในสัญญา โดยคาดว่าจะเลื่อนการเปิดให้บริการจากเดิม 1 เมษายน 2564 เป็นวันที่ 1 เมษายน 2565 บอร์ด AOT จึงจำเป็นต้องมีมติให้มีการขยายระยะเวลาเตรียมการจากเดิม 6 เดือนออกไปอีก 1 ปี เป็น 1 ปี 6 เดือน อันเป็นผลให้มีการปรับอายุสัญญา เพื่อให้สอดคล้องกับการเปิดใช้งานอาคาร SAT-1 

     

3.2 ปรับจำนวนผู้โดยสารในการคำนวณค่าตอบแทนขั้นต่ำให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้รัฐบาลต้องมีมาตรการจำกัดการเปิดน่านฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้การเดินทางทางอากาศมีปริมาณน้อยลง AOT จึงเห็นชอบที่จะใช้จำนวนผู้โดยสารจริงในการคำนวณอัตราค่าตอบแทนขั้นต่ำ โดยยังคงอัตราค่าตอบแทนขั้นต่ำ และอัตราส่วนแบ่งรายได้เดิมตามสัญญาไว้ทุกประการ โดยค่าตอบแทนขั้นต่ำนี้จะถูกปรับขึ้นทันทีในปีถัดไปตามอัตราการขยายตัวของผู้โดยสารและเงินเฟ้อ โดยไม่ต้องรอให้ผู้โดยสารกลับมาในระดับก่อนวิกฤตดังเช่นผู้ประกอบการรายอื่นแต่อย่างใด

    

อนึ่ง มาตรการนี้ได้ถูกออกแบบโดยยึดถือผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ กล่าวคือในส่วนของผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น

   

  1. เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการงดเว้นการเรียกค่าตอบแทนขั้นต่ำในวันที่ 31 มีนาคม 2565 แล้ว หากบริษัทจะต้องจ่ายค่าตอบแทนขั้นต่ำตามสัญญาเดิมในปี 2562 ดังเช่นมาตรการที่ผู้ประกอบการรายอื่นได้รับ ก็จะทำให้ ทอท. ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนน้อยกว่าทางเลือกที่ให้ปรับจำนวนผู้โดยสารให้เป็นไปตามจริงนี้อยู่ราว 50% อนึ่ง หากจำนวนผู้โดยสารฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้ ทอท. ได้รับค่าตอบแทนกลับสู่ภาวะเดิมหรือมากกว่าโดยอัตโนมัติ

   

  1. มาตรการปิดน่านฟ้าเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ของรัฐบาล อันส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารต่างประเทศลดลงกว่า 99% นั้น เป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้บริษัทสามารถใช้สิทธิ์ขอยกเลิกสัญญาได้โดยไม่มีค่าปรับ ซึ่ง AOT คาดว่าหากมีการเปิดประมูลใหม่ในภาวะการณ์เช่นนี้ นอกจาก AOT จะต้องยอมรับแล้วว่าผู้โดยสารลดลงอย่างมีนัยตามตัวเลขที่ปรากฏอยู่จริง AOT ยังมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะไม่มีผู้ประกอบการรายใดเสนอผลตอบแทนต่อหัวอยู่ในอัตราที่สูงดังผลการประมูลครั้งก่อน อันจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผลตอบแทนที่ AOT คาดว่าจะได้รับอย่างมหาศาล 

 

ในส่วนของผลประโยชน์ของประเทศ 

   

  1. หากไม่มีการปิดน่านฟ้าเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด อันเป็นผลให้จำนวนผู้โดยสารลดลงแล้ว จะเกิดความเสียหายกับประเทศโดยรวมอย่างตีมูลค่ามิได้

   

  1. หาก AOT ปล่อยให้มีการยกเลิกสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาของผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ จะกระทบต่อการจ้างงานจำนวนมาก 

   

ทั้งนี้ AOT ขอยืนยันว่า บทความ วิเคราะห์-วิจารณ์ ที่มีเผยแพร่อยู่ในปัจจุบันหลายบทความ ได้ทำการวิเคราะห์-วิจารณ์อยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะด้านการสูญเสียรายได้ของ AOT ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่แต่เพียงด้านเดียว โดยไม่ได้ครอบคลุมถึงมาตรการที่ทาง AOT ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยด้วยกันอย่างเท่าเทียม 

   

และยังไม่ได้คำนึงถึงโอกาส ทางเลือกที่ผู้ประกอบการสามารถบอกเลิกสัญญา หรือผลกระทบต่อรายได้ AOT จากการถูกบอกเลิกสัญญา และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ โดยเฉพาะสภาวการณ์จ้างงานดังที่ได้กล่าวข้างต้น

   

ซึ่งในการนี้ บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ออกบทวิเคราะห์ดังกล่าวได้เข้าพบกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 เพื่อรับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนและเข้าใจเหตุผลในทุกๆ ด้าน โดยทางผู้ออกบทวิเคราะห์ได้ตกลงจะออกบทวิเคราะห์ที่เป็นกลางและครอบคลุมถึงข้อมูลมิติต่างๆ ที่ได้รับเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้สาธารณชนเกิดความสับสนและเข้าใจผิดต่อไป

   

อนึ่งก่อนหน้านี้ บล.กสิรกรไทย ได้ประเมินกรณีที่บอร์ดบริหาร AOT ช่วยคิง เพาเวอร์นั้นโดยไม่ผ่านมติผู้ถือหุ้น มองว่าประเด็นดังกล่าวอาจขัดต่อธรรมาภิบาล และปรับลดประมาณการราคาหุ้นลงจาก 70.50 บาท เป็น 40.50 บาท และเปลี่ยนคำแนะนำจากซื้อเป็นขาย

 

เรียบเรียง: สุรเมธี มณีสุโข  

ติดตามข่าวสารการลงทุนเพิ่มเติมได้ที่: www.efinancethai.com  

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories