ในการการประชุมวุฒิสภาวันนี้ (6 กรกฎาคม) วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ…. ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแถลงหลักการของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ พ.ศ…. เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้
หลักการให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่าย งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1.03 หมื่นล้านบาท
โดยมีเหตุผลคือในปีงบประมาณพ.ศ.2569 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคม จากปัจจัยทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและระบอบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ฉะนั้น รัฐบาลจึงมีภารกิจเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว
อนุทินกล่าวต่อไปว่า ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ฉบับดังกล่าว เป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2569 ซึ่งได้พิจารณาดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยงบประมาณและรายจ่ายที่นำมาจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ฉบับนี้ประกอบด้วย
- รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน หรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์และการเดินทางไปราชการต่างประเทศ
- รายจ่ายลงทุนในทุกงบลงทุน อาทิ รายการปีเดียวและการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่ยังไม่สามารถประกาศ ประกวดราคา หรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 หรือรายการที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถชะลอการดำเนินการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการหรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569
อนุทินกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ รัฐบาลได้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่ายในไตรมาสสามหรือไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐที่จำเป็นในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิ์และสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม รวมถึงการสร้างงานและรายได้ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่างๆ ที่ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้บนพื้นฐานที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงการคำนวณรายจ่ายในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2569 ตามแนวนโยบายในการบริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายบริการ การสร้างงาน สร้างรายได้ ระดับพื้นที่ ตลอดจนข้อผูกพันต่างๆ ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามพื้นฐานที่สอดคล้องในสถานะปัจจุบัน และขอให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบประมาณ เพื่อให้กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพ.ร.บ.โอนงบประมาณเพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ภาพ: 2 รูปประกบกัน


