สนามแข่งรถซูซูกะ นอกจากชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์และการเป็นสนามรูปเลข 8 (Figure-Eight Design) ซึ่งเป็นสนามแห่งเดียวในฟอร์มูลาวันที่มีทางข้าม
สนามแห่งนี้ยังเป็นที่จดจำในฐานะหนึ่งในสนามแข่งระดับตำนานที่เป็นสนามแข่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยความเป็นสนามที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดีและมีทางโค้งที่ทำความเร็วได้สูง รวมถึงโค้งรูปตัว ’S’ ที่ต้องใช้ทักษะการขับขี่ในระดับสุดยอด
แต่ในบรรดาโค้งทั้ง 18 โค้งในสนามแห่งนี้ ไม่มีโค้งไหนที่จะโด่งดังมากไปกว่าโค้ง ‘130R’
โค้งซ้ายในตำนานที่ทำให้แฟนเอฟวันทั่วโลกเคยเอามือปิดปากพร้อมกันทั้งโลกมาแล้ว กับการดวลกันสุดระห่ำระหว่าง มิชาเอล ชูมัคเกอร์ และเฟร์นานโด อลอนโซ ที่เป็นจุดตัดสินแชมป์โลกในปี 2005
ที่ได้รับการจดจำว่าเป็นหนึ่งในการแซงที่สุดยอดและสำคัญที่สุดตลอดกาล

พูดถึงสนามแข่งรถในญี่ปุ่นแล้ว อดคิดถึงเรื่องราวของ เจมส์ ฮันต์ และนิกิ เลาดา ที่เคยเล่าให้อ่านกันไปเมื่อหลายเดือนก่อน
การขับเคี่ยวระหว่างสองนักขับที่ดีที่สุดของยุค 70 ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์รถซิ่งที่ไม่ว่าจะหยิบมาดูเมื่อไรหัวใจก็ร้อนเป็นไฟเสมออย่าง ‘Rush’ (2013)
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของภาพยนตร์คือการวัดกันตัวต่อตัวระหว่างฮันต์และเลาดา ในสนามฟูจิ สปีดเวย์ ในฤดูกาลแข่ง 1976 ซึ่งกลายเป็นจุดตัดสินแชมป์โลกในฤดูกาลนั้น ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมา
ครั้งนั้นเลาดา ซึ่งเพิ่งผ่านประสบการณ์เฉียดตายและกลับมาขับรถได้อีกครั้งเหนือยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ ตัดสินใจที่จะถอนตัวในช่วงสุดท้ายของการแข่ง ทำให้ฮันต์ได้กลายเป็นแชมป์โลกในปีนั้น
หลังจากนั้นญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเจ้าภาพการแข่งรถเอฟวันอีกหลายปีทีเดียวครับ กว่าที่จะได้กลับมาจัดการแข่งขันอีกครั้งในปี 1987 เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้จัดกันที่ฟูจิ สปีดเวย์แล้ว แต่เป็นสนามซูซูกะ (Suzuka Circuit) แทน
สนามแห่งนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างดีโดย ยอห์น ‘ฮันส์’ ฮูเกินโฮลซ์ นักออกแบบสนามรถแข่งระดับตำนาน ซึ่งได้รังสรรค์ให้สนามแห่งนี้ของญี่ปุ่นมีคุณสมบัติของการเป็นสนามแข่งรถที่ยอดเยี่ยม สามารถแข่งขันกันได้อย่างสนุก รวมถึงการใส่ความเหนือชั้นเอาไว้เล็กๆ ด้วยการออกแบบให้เป็นสนามระดับ Grade 1 แห่งเดียวในปัจจุบันที่มีทางข้าม ทำให้สนามวนกันเป็นเลข 8 (อีกแห่งคือฟิโอราโน ในประเทศอิตาลี ปัจจุบันอยู่ในระดับเกรด B)
แต่สิ่งที่เป็นที่จดจำสำหรับแฟนๆ มากกว่าคือโค้งที่มีชื่อว่า ‘130R’ ซึ่งตั้งตามรัศมีเดิมของโค้งที่ 130 องศา โดยเป็นโค้งที่ 15 ซึ่งอยู่ในช่วงท้ายของรอบก่อนที่จะเข้าเส้น
โค้งนี้เป็นโค้งที่มีลักษณะพิเศษในความธรรมดา กล่าวคือเป็นโค้งซ้ายที่รถแข่งสามารถอัดความเร็วสูงได้ถึง 310 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือแรง G มหาศาลที่จะกระทำต่อนักแข่งและรถตั้งแต่ 3.5-5 G เลยทีเดียว
เมื่อรวมถึงกับการที่เป็นโค้งที่แม้จะเหมือนวิ่งได้หลายไลน์แต่ถ้าพลาดเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นก็มีโอกาสที่รถจะเสียการควบคุมและไถลออกไป การเข้าโค้งนี้ด้วยความเร็วสูงจึงเป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักหัวใจอยู่ไม่น้อย ว่านักขับคนนั้นกล้าพอไหม?
และนั่นทำให้โค้งนี้ที่ซูซูกะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในโค้งระดับตำนานเทียบเคียงกับโค้งบลองชิมงต์ (Blanchimont) ที่สนามสปา

อย่างไรก็ดีในการแข่งเจแปนีส กรังด์ปรีซ์ ในปี 2005 ได้เกิดตำนานบทหนึ่งขึ้นที่โค้ง 130R นี้
ในฤดูกาลนั้นเป็นฤดูกาลแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของนักขับที่กำลังพุ่งแรงชาวสเปนอย่าง เฟร์นานโด อลอนโซ แห่งทีม Renault ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงบัลลังก์ราชาเอฟวันคนใหม่จากจักรพรรดิแดงอย่าง มิชาเอล ชูมัคเกอร์ แห่งทีม Ferrari
ตลอดฤดูกาลนั้นอลอนโซ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ ก่อนเดินทางมาถึงซูซูกะในฐานะ ‘แชมป์โลกคนใหม่’ ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์อายุน้อยที่สุดที่บราซิลในสนามก่อนหน้า ขณะที่ ‘ชูมี’ และเฟอร์รารี ตกอยู่ในสภาวะฟอร์มดิ่งลงอย่างมีนัยสำคัญ จนหมดสิทธิ์ป้องกันแชมป์โลกสมัยที่ 6 ติดต่อกันไปเรียบร้อยแล้ว
ถึงอย่างนั้นบารมีของชูมัคเกอร์ยังคงปกคลุมเหนือวงการอยู่เสมอ และมันเป็นความท้าทายของนักขับรุ่นต่อไปที่หากคิดจะก้าวขึ้นมาแทนที่ก็ต้องสำแดงอะไรให้เห็นสักอย่างว่าไม่ว่าชูมัคเกอร์จะยิ่งใหญ่ เก๋าเกมมากขนาดไหน
ไม่มีใครที่จะอยู่ค้ำฟ้า และมันถึงเวลาที่เขาควรคิดวางมือได้แล้ว
แต่ใครล่ะที่จะกล้าทำแบบนั้น?
แน่นอนมันก็ต้องเป็นคนห้าวอย่าง ‘อลอนโซ’ อยู่แล้ว!
โดยในการแข่งที่สนามซูซูกะในวันนั้น นักขับชาวสเปนออกสตาร์ตจากกริดท้ายไกลถึงอันดับที่ 16 ขณะที่ชูมัคเกอร์อยู่ในอันดับที่ 14 ก็ขับไล่แซงรถคันอื่นขึ้นมากันเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มเห็นแววว่าทั้งสองน่าจะต้องวัดฝีมือกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
จนกระทั่งถึงรอบที่ 19 ก็มาถึงจุดสำคัญ
ในเวลานั้นอลอนโซ ควบตะบึง Renault R25 ของเขาอย่างเมามันและเริ่มไล่จี้ชูมัคเกอร์จนเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แต่ด้วยศักดิ์ศรีของแชมป์โลกและเบอร์หนึ่งตลอดกาล ชูมีไม่ยอมให้นักขับรุ่นน้องผ่านเขาไปได้ง่ายๆ
การบังไลน์ของชูมีปิดทางเข้าโค้ง 130R เอาไว้ได้อย่างสวยงามแล้ว การจะแซงผ่านเขาไปเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
แต่อลอนโซกลับทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ขึ้นมา
โดยแทนที่จะผ่อนคันเร่งเพื่อตามไปก่อนในโค้งนี้ สิ่งที่นักขับกระทิงดุทำกลับเป็นการกระทืบคันเร่งต่อเพื่อแซงจากด้านนอกแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่นักพากย์ผู้มีประสบการณ์ก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตา
เพราะอย่างที่บอกว่าโค้ง 130R เป็นโค้งปราบเซียน มันไม่ใช่ว่าคิดอยากจะเข้าโค้งด้วยความเร็วก็ทำได้เลย แต่ต้องใช้ทั้งการคำนวณที่แม่นยำ การตัดสินใจในเสี้ยววินาที และที่สำคัญที่สุดคือมันวัดหัวใจของนักขับคนนั้นด้วยว่าใหญ่แค่ไหน
สำหรับชูมัคเกอร์ เขาทำในสิ่งที่เขาต้องทำและทำได้อย่างไร้ที่ติแล้ว
แต่โชคร้ายที่อลอนโซ ทำในสิ่งที่ใกล้เคียงกับความมหัศจรรย์ ด้วยการเข้าโค้งที่ความเร็ว 208 ไมล์/ชั่วโมง (335 กม./ชั่วโมง) โดยสามารถแซงจากด้านนอกก่อนจะผ่านชูมีไปได้อย่างชนิดที่ไม่มีใครอยากจะเชื่อสายตา
มันเป็นการแซงทางโค้ง 130R ที่บ้าระห่ำที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมาเลยทีเดียว

ทั้งนี้แม้ว่าการแซงโค้งนี้จะเป็นแค่เหตุการณ์หนึ่งในการแข่งวันนั้น ซึ่งสำหรับอีกหลายคนอาจจะจดจำการขับสุดมหัศจรรย์ของ คิมี ไรโคเนน จากทีม McLaren ที่ออกสตาร์ทด้วยกริด 17 ก่อนจะผ่านธงตราหมากรุกเข้าเส้นชัยได้เป็นคนแรก
แต่โค้งนี้ของอลอนโซ สำหรับผู้เจนวงการ พวกเขามองว่ามันคือช่วงเวลาของการ ‘ผลัดใบ’
ยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงในโค้งนั้นเอง
จักพรรดิ์แดงผู้ยิ่งใหญ่ได้ถูกโค่นด้วยไอ้หนุ่มเลือดร้อนชาวสเปน ผู้ซึ่งก้าวสู่การเป็นแชมป์โลกในเวลาต่อมาได้สำเร็จ
สิ่งที่น่าสนใจที่หลายคนอยากรู้คืออลอนโซ คิดอะไรอยู่ในเวลานั้น? ทำไมเขาถึงกล้าที่จะทำอะไรที่มันบ้าระห่ำขนาดนี้?
คำตอบของเขาที่บอกกับ ไนเจล โรบัค นักข่าวอาวุโสสายเอฟวันคือ “ในเวลาเช่นนั้น ผมจำได้เสมอว่ามิชาเอลมีลูก 2 คน”
ลูก 2 คนนั้นคือ ‘เบรกที่มองไม่เห็น’ สำหรับชูมัคเกอร์ ที่ทำให้เขาไม่กล้าที่จะวัดกับอลอนโซในจังหวะแบบนั้น ทั้งๆ ที่ตลอดมาเขาเป็นคนที่พร้อมจะบดขยี้คู่แข่งเสมอ
และมันทำให้คนที่ยังไม่มีลูกอย่างอลอนโซไม่ลังเลที่จะไปข้างหน้าเพราะไม่มีใครที่ต้องห่วง
เพียงแต่มาถึงตอนนี้อลอนโซ ซึ่งคิดแล้วก็น่าเหลือเชื่อที่ยังลงแข่งขันอยู่เลย และวันนี้เขาได้กลายเป็น ‘Papi’ บ้างแล้ว
ลูกของเขาเพิ่งคลอดและการลงสนามที่ซูซูกะวันนี้อาจจะทำให้เขาได้หวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อ 21 ปีที่แล้วและอาจจะเข้าใจความรู้สึกของชูมัคเกอร์มากขึ้น
เป็นการเดินทางที่ครบรอบวงโคจรได้อย่างน่ามหัศจรรย์
เหมือนเลข 8 ที่หากมองอีกมุมคือ ‘Infinity’ หรือนิรันดร์ ของสนามในตำนานแห่งนี้


