×

เมื่อซีอีโอเชื่อว่า AI ทำงานแทนคนได้ แต่งานวิจัยบอกว่ายังไม่ใช่ ผู้ก่อตั้ง Box ชี้ ‘AI Psychosis’ ทำผู้บริหารตัดสินใจปลดคนจากสิ่งที่ไม่เคยลงมือ

18.07.2026
  • LOADING...
ภาพหุ่นยนต์ AI ที่ดูเสียหายหรือบิดเบี้ยว สื่อถึงภาวะ 'AI Psychosis' ที่ทำให้ซีอีโอปลดพนักงาน

วงการเทคโนโลยีกำลังเผชิญภาพที่ย้อนแย้ง เมื่อบริษัทจำนวนมากทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ไปพร้อมกับการปลดพนักงานครั้งใหญ่

 

 

โดย แอรอน เลวี่ ผู้ก่อตั้ง Box เสนอคำอธิบายว่า ต้นตอส่วนหนึ่งมาจากอาการที่เขาเรียกว่า ‘AI Psychosis’ หรือภาวะที่ผู้บริหารหลงเชื่อในศักยภาพของ AI เกินจริง จนตัดสินใจปลดพนักงานบนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

 

เลวี่โพสต์ผ่าน X ว่า ซีอีโอมีแนวโน้มเป็นอาการนี้มากเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้ลงมือทำงานในขั้นตอนสุดท้ายที่ยังต้องใช้คน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้งานจาก AI ใช้ได้จริง โดยเขาอธิบายว่าผู้บริหารระดับสูงมักได้ลองเล่น AI สร้างต้นแบบ หรือให้ AI ร่างสัญญาขึ้นมาสักฉบับ แล้วก็สรุปทันทีว่า AI Agent ทำงานแทนคนได้ทั้งหมด

 

ช่องว่างระหว่างคนสั่งกับคนทำ

 

จุดที่เลวี่ชี้คือ ผู้บริหารเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ต้องมานั่งตรวจโค้ด ไล่หาบั๊ก หรือคอยจับผิดตอนที่ AI อ้างอิงชุดคำสั่งสำเร็จรูปที่ไม่มีอยู่จริง ก่อนปล่อยซอฟต์แวร์ออกไปใช้งาน เช่นเดียวกับที่พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบการฝึกโมเดล AI ให้เข้าใจเงื่อนไขสัญญาเฉพาะตัวของบริษัท และไม่ต้องใช้เวลาหลายวันไล่อ่านสัญญาเพื่อหาเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่

 

ตามทฤษฎีของเลวี่ ซีอีโอจึงไม่เข้าใจกระบวนการทำงานมากพอที่จะรู้ว่าอะไรทำอัตโนมัติได้จริงและอะไรทำไม่ได้ แต่ความไม่รู้นั้นก็ไม่ได้หยุดพวกเขาจากการลงมือทำตามความเชื่อของตัวเอง

 

ทั้งนี้ เลวี่ไม่ใช่คนที่ต่อต้าน AI แต่กลับตรงกันข้าม เพราะเขาโพสต์สนับสนุน AI ให้ผู้ติดตาม 2.7 ล้านคนบน X อยู่เป็นประจำ รวมถึงเขียนบล็อกเรื่องซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อ AI Agent ว่าคืออนาคต และยังลงทุนในสตาร์ตอัปด้าน AI ในฐานะนักลงทุนอิสระด้วย

 

สิ่งที่เลวี่แนะนำคือให้ซีอีโอลงมือใช้ AI ด้วยตัวเองให้มากกว่านี้ เพื่อจะได้เห็นกับตาว่ามันทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ แล้วจะเข้าใจทั้งโอกาสที่มีอยู่และงานจริงที่ยังต้องทำ

 

ตัวเลขปลดคนที่สวนทางกับงานวิจัย

 

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนผ่านตัวเลข โดยข้อมูลจาก Layoffs.fyi ระบุว่าเพียง 5 เดือนแรกของปี 2026 วงการเทคโนโลยีปลดพนักงานไปแล้ว 115,430 คน จาก 152 บริษัท ซึ่งเกือบเท่ากับทั้งปี 2025 ที่มีการปลด 124,636 คน จาก 275 บริษัท

 

บริษัทส่วนใหญ่ระบุว่า AI คือเหตุผลของการลดคน ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังทำ ‘AI Washing’ หรือการอ้างว่า AI ช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งที่จริงแล้วการตัดสินใจทางธุรกิจด้านอื่นต่างหากที่เป็นตัวผลักดันการปลดคน

 

กรณีที่น่าสนใจคือ เซบ อีแวนส์ ซีอีโอของ ClickUp สตาร์ตอัปซอฟต์แวร์บริหารโครงการ ที่ประกาศบน X ว่าได้ปลดพนักงานไป 22% หรือเกือบหนึ่งในสี่ หลังนำ AI Agent ราว 3,000 ตัวมาทำงานภายในองค์กร

 

อีแวนส์ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อลดต้นทุน แต่ต้องการองค์กรที่ประกอบด้วยคนที่คอยสั่งงาน AI Agent และใช้เวลาไปกับการตรวจงานของ AI Agent อย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาเชื่อว่าจะสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 100 เท่า

 

แต่ข้อมูลด้าน AI กับ Productivity กลับไม่สนับสนุนสมมติฐานเช่นนั้นเลย โดยการวิเคราะห์งานวิจัยหลายชิ้นที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคมใน California Management Review ของ UC Berkeley พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ที่หนักแน่นระหว่างการนำ AI มาใช้กับ Productivity โดยรวมที่เพิ่มขึ้น

 

ขณะที่งานวิจัยจาก National Bureau of Economic Research เมื่อเดือนมีนาคม สรุปว่าการนำ AI มาใช้ช่วยเพิ่ม Productivity ได้จริง แต่ก็ตั้งข้อสังเกตถึงภาวะที่เรียกว่า Productivity Paradox ซึ่ง Productivity ที่คนรู้สึกว่าเพิ่มขึ้นนั้นสูงกว่าตัวเลขที่วัดได้จริง

 

ด้านนักวิจัยจาก MIT ที่ทดลองสร้าง AI Agent หลายพันตัวมาทำงาน ก็สรุปว่าในหลายกรณี AI Agent ยังทำงานได้ไม่เทียบเท่ามนุษย์ พร้อมคาดการณ์ว่าด้วยอัตราการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในปัจจุบัน โมเดลจะทำงานด้านการเขียนและประมวลผลข้อความส่วนใหญ่สำเร็จได้เฉลี่ย 80-95% ในระดับคุณภาพที่พอใช้ได้ ภายในปี 2029

 

พูดง่ายๆ คือ AI กำลังอยู่บนเส้นทางที่จะทำงานส่วนใหญ่ได้ในระดับพื้นฐานภายในราว 3 ปีข้างหน้า และนักวิจัยกลุ่มนี้เชื่อว่า AI Agent ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะทำงานได้ดีกว่ามนุษย์

 

คอขวดใหม่ที่ย้ายไปอยู่ที่ผู้บริหาร

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ งานวิจัยที่เผยแพร่ใน Harvard Business Review ชี้ว่า เมื่อทุกคนใช้ AI ผลิตงานออกมาได้มากขึ้น คอขวดกลับย้ายไปอยู่ที่ผู้บริหารแทน เพราะงานทั้งหมดต้องรอคนที่มีอำนาจอนุมัติ

 

หัวหน้างานรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Harvard Business Review ว่า ทุกๆ 30 นาที จะมีคนสร้างอะไรบางอย่างที่เขาต้องเข้าไปตรวจ ขณะที่อีกรายระบุว่าหากคุยเรื่องโปรเจกต์กับลูกน้องในการประชุมตัวต่อตัว วันรุ่งขึ้นงานนั้นก็ถูกปล่อยออกไปใช้งานจริงแล้ว

 

งานวิจัยจาก Atlassian พบว่าผู้นำองค์กร 89% เห็นตรงกันว่า AI เร่งความเร็วของการทำงานจนเกิดสภาวะที่ต้องคอยตรวจงานตลอดเวลา โดยหัวหน้างานรายหนึ่งบอกว่ารู้สึกตามงานไม่ทันอยู่ตลอด ส่วนอีกรายเมื่อถูกถามว่ารับมือกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นอย่างไร ก็ได้แต่หัวเราะ พร้อมตอบว่านอนน้อยลงมาก

 

นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก BetterUp ยังพบว่าหัวหน้างาน 54% ระบุว่าได้รับงานที่ดูดีมีระดับแต่ไร้เนื้อหาสาระที่แท้จริง ซึ่งเป็นผลพวงจากการใช้ AI สร้างงานโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง

 

ทั้งหมดนี้จึงย้อนกลับมาที่ตัวซีอีโอว่าพร้อมรับมือกับสภาพเช่นนี้แล้วหรือยัง เพราะหากยังไม่พร้อม ผลลัพธ์ที่แน่นอนที่สุดของอาการ AI Psychosis ที่กำลังระบาดในหมู่ผู้บริหาร ก็คือความโกลาหลในองค์กรนั่นเอง

 

ภาพปก: elenabsl / Shutterstock

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories