×

ผลสำรวจเผย ชาวอเมริกัน 66% ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน ผู้เชี่ยวชาญเตือนการตั้งคำสั่ง ‘พรอมต์’ ที่ดี คือกุญแจของคำตอบที่ใช้ได้จริง

29.04.2026
ภาพประกอบ AI ช่วยวางแผนการเงินส่วนบุคคล พร้อมข้อความเตือนให้ตั้ง ‘พรอมต์’ ที่ดี

ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังหันไปใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อขอคำแนะนำด้านการเงินส่วนบุคคล แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าคำตอบที่ได้จะมีคุณภาพแค่ไหน ขึ้นอยู่กับวิธีการตั้งคำสั่งหรือ ‘พรอมต์’ ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไปเป็นสำคัญ

 

 
 

ผลสำรวจของ Intuit Credit Karma ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายนซึ่งสำรวจชาวอเมริกัน 1,019 คน พบว่าในกลุ่มผู้ที่เคยใช้ Generative AI มีถึง 66% ที่ใช้เพื่อขอคำแนะนำด้านการเงิน ขณะที่กลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z มีสัดส่วนสูงเกิน 80% และที่น่าสนใจคือผู้ตอบแบบสอบถามราว 85% ระบุว่าได้นำคำแนะนำที่ได้จาก AI ไปปฏิบัติจริง

 

แอนดรูว์ โล ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการ Financial Engineering ของ MIT และนักวิจัยหลักของห้องแล็บด้าน AI กล่าวว่า “ผมคิดว่าการเขียนพรอมต์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่แท้จริง” พร้อมเสริมว่าผู้ใช้ควรนำ AI มาใช้ในการวางแผนการเงิน แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้วิธีใช้ที่ถูกต้อง

 

ข้อจำกัดของ AI กับการวางแผนการเงิน

 

ในเบื้องต้น ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า AI ยังมีข้อจำกัดหลายประการเมื่อนำมาใช้กับเรื่องการเงิน โดยทั่วไป AI ทำได้ดีในการให้ภาพรวมระดับสูงของหัวข้อทางการเงิน เช่น เหตุผลที่ควรกระจายการลงทุน หรือเหตุผลที่กองทุน ETF อาจเหมาะกับบางสถานการณ์มากกว่ากองทุนรวม แต่ AI กลับทำได้ไม่ดีในเรื่องที่ต้องการความแม่นยำ เช่น การวางแผนภาษี

 

ที่อาจสวนทางกับความเข้าใจของหลายคนคือ AI ไม่ได้เก่งในการคำนวณตัวเลขทางการเงินที่ต้องการความแม่นยำสูง โลอธิบายว่า แม้ AI จะให้คำแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับประเภทของการลดหย่อนภาษีหรือกฎเกณฑ์ทางภาษีได้ แต่การให้ AI วิเคราะห์ตัวเลขภาษีของตัวเองโดยตรงถือเป็นเรื่องเสี่ยง

 

“เมื่อพูดถึงการคำนวณที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ในสถานการณ์ส่วนตัวของคุณ คุณต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง” โลกล่าว

 

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือปรากฏการณ์ ‘Hallucination’ หรือการที่ AI สร้างคำตอบที่ผิดพลาดขึ้นมาเอง โดยโลระบุว่า “สิ่งที่ผมกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่คือ ไม่ว่าคุณจะถามอะไร มันจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูน่าเชื่อถือเสมอ แม้ว่าคำตอบนั้นอาจไม่ถูกต้องก็ตาม”

 

วิธีเขียนพรอมต์ที่ดีสำหรับเรื่องการเงิน

 

จุดนี้เองที่การเขียนพรอมต์ที่ดีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เบรนตัน แฮร์ริสัน นักวางแผนการเงินที่ได้รับการรับรอง (CFP) และผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการเงินออนไลน์ New Money New Problems ระบุว่า “แม้จะเป็นโมเดลที่ดีที่สุดในโลก ถ้าได้พรอมต์ที่แย่ ก็ทำได้แค่นั้น”

 

โลอธิบายว่าพรอมต์ที่ดีต้องไม่กว้างจนเกินไป แต่ต้องมีรายละเอียดมากพอที่จะทำให้ AI ตอบได้ตรงประเด็น ตัวอย่างเช่น พรอมต์ที่ไม่ดีในการวางแผนเกษียณคือ ‘ฉันควรเกษียณอย่างไร’ ซึ่งเป็นคำถามที่กว้างเกินไปจน “ถ้าคำถามไม่ดี คำตอบก็จะไม่ดีตามไปด้วย”

 

ในทางกลับกัน พรอมต์ที่ดีกว่าคือการสั่งให้ AI สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษาการเงินอิสระที่คิดค่าธรรมเนียมแบบ Fee-only Fiduciary จากนั้นระบุเป้าหมาย, ข้อจำกัด, ฐานภาษี, รัฐที่อาศัยอยู่, สินทรัพย์, ระดับความเสี่ยงที่รับได้ และกรอบเวลา พร้อมขอให้ AI ตอบใน 5 ประเด็น ได้แก่ กลยุทธ์หลัก, สมมติฐานสำคัญ, ความเสี่ยง, ปัจจัยที่อาจทำให้แผนนี้ใช้ไม่ได้ และข้อมูลที่ AI ยังขาดและไม่แน่ใจ

 

การกำหนดกรอบแบบนี้กับ AI เช่น ChatGPT ของ OpenAI, Claude ของ Anthropic หรือ Gemini ของ Google จะทำให้ระบบให้คำแนะนำในแนวทางที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ใช้เป็นหลัก

 

ทั้งนี้กระบวนการเขียนพรอมต์ที่ดีต้องอาศัยการลองผิดลองถูก คล้ายกับการสนทนาที่อาจต้องใช้พรอมต์มากกว่า 20 ครั้งจนกว่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจ และที่สำคัญคือต้องตรวจสอบคำตอบซ้ำหลายๆ รอบโดยเฉพาะเรื่องการเงิน

 

‘Reverse Engineer Prompt’ และตรวจสอบความน่าเชื่อถือ

 

โลแนะนำเทคนิคที่เรียกว่า ‘Reverse Engineer Prompt’ หลังจากผ่านกระบวนการถามตอบจนได้คำตอบที่ต้องการแล้ว ผู้ใช้สามารถถาม AI เพิ่มว่า “พรอมต์แบบไหนที่ฉันควรถามคุณตั้งแต่แรก เพื่อให้ได้คำตอบแบบที่ฉันต้องการ” จากนั้นเก็บคำตอบนั้นไว้ใช้กับคำถามที่คล้ายกันในอนาคต

 

นอกจากนี้โลยังแนะนำให้ผู้ใช้ถามคำถามต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบข้อจำกัดของคำตอบ เช่น “AI ขาดข้อมูลอะไรบ้างในการให้คำแนะนำนี้” หรือ “AI มั่นใจในคำตอบนี้แค่ไหน และมีความไม่แน่นอนใดที่ผู้ใช้ควรรู้” วิธีนี้จะช่วยให้เห็นกรอบความไม่แน่นอนของคำตอบจาก AI ได้ชัดเจนขึ้น

 

ในขณะเดียวกันแฮร์ริสันแนะนำให้กำหนดให้ AI แสดงแหล่งที่มาของข้อมูล และผู้ใช้สามารถระบุเงื่อนไขให้ AI ใช้เฉพาะแหล่งที่มาตรงตามเกณฑ์ที่ต้องการได้ “ถ้าคุณไม่บังคับให้ AI ตรวจสอบแหล่งที่มา มันก็จะให้แค่ความเห็น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ” แฮร์ริสันกล่าว

 

อย่างไรก็ตามแฮร์ริสันย้ำว่าสถานการณ์การเงินของแต่ละคนมีความซับซ้อนเฉพาะตัวที่นักวางแผนการเงินซึ่งเป็นมนุษย์สามารถซักถามได้ลึกซึ้งกว่า ขณะที่ผู้ใช้ AI อาจไม่รู้ตัวว่ายังให้ข้อมูลผ่านพรอมต์ไม่ครบถ้วน

 

“การหันไปขอคำแนะนำจาก AI หมายความว่าคุณกำลังให้ข้อมูลแก่มันมากพอที่จะสร้างความเห็นและคำแนะนำได้ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ถือว่าเป็นการพึ่งพา AI มากเกินไปสำหรับเรื่องการเงิน” แฮร์ริสันสรุป

 

อ้างอิง:

 

READ MORE





Latest Stories