ผมยังจำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมอยากโตขึ้นไปเป็นคนที่ทำงานอยู่กับเกมคอมพิวเตอร์ อยากเป็นนักออกแบบเกม อยากเป็นเจ้าของร้านเกม อยากทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการเล่นเกม เพราะตอนเด็กๆ ผมชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์มาก (และปัจจุบันนี้ผมก็ยังเล่นเกมอยู่เป็นประจำ) ผมโตมาในยุค 80 กับเกมอาตาริ ซูเปอร์แฟมิคอม และนินเทนโด และยังจำความสุขตอนเล่นเกมได้เสมอ
แต่แล้วความฝันในวัยเด็กของผมก็ต้องมาพังทลายลง หลังจากที่ผมบอกกับพ่อและแม่ว่าอนาคตผมอยากเป็นเจ้าของร้านเกม หรือทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับเกม เพราะจะได้เล่นเกมใหม่ๆ ทุกวัน
ผมจำไม่ได้ว่าพ่อและแม่ผมพูดกับผมอย่างไรในวันนั้น แต่ “จะบ้าเหรอ” น่าจะเป็นคำพูดที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นมากที่สุด
เวลา 30 ปีผ่านไปจนมาถึงปัจจุบัน อีสปอร์ตกลับกลายเป็นกีฬาที่ฮิตเอามากๆ มีการแข่งขันและมีเงินรางวัลมูลค่าหลายร้อยล้านบาท เช่นเดียวกับในระดับโลกที่อุตสาหกรรมเกมมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ และทำให้เกมเมอร์หลายคนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ในชีวิตจริง
ผมเคยคิดตลกๆ คนเดียวว่าถ้าวันนั้นพ่อแม่ไม่ห้ามผมเอาไว้ล่ะก็ วันนี้ผมอาจจะกลายเป็นเศรษฐีพันล้านจากการเล่นเกมแล้วก็ได้ (แม้ในความเป็นจริงถ้าพ่อแม่ยอมให้ผมเล่นเกมทุกวัน ‘เพื่ออนาคต’ หลายคนอาจจะมองว่าบ้าไปแล้ว)
แต่จะอย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในวัยเด็กของผมในครั้งนั้นก็สอนให้ผมรู้ว่าโลกในอนาคตเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ถ้าเราแทบจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอนาคตจะออกมาหน้าตาอย่างไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทางเลือกของชีวิตทางไหนจะช่วยทำให้เรามีความสุขกับโลกในอนาคตมากที่สุด
ถ้าถามผม คำตอบที่ผมให้ได้ก็คือแทนที่จะพยายามทำนายอนาคตที่ไม่แน่นอน เราอาจจะต้องเริ่มต้นจากหันกลับมามองว่านิยามความสุขในปัจจุบันมีอะไรบ้าง แต่ละนิยามมีตัวแปรสำคัญอะไรบ้าง และมีตัวแปรไหนที่เราสามารถควบคุมได้ในโลกอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่านิยามของความสุขสามารถแยกเป็น 3 มิติใหญ่ๆ ได้ดังนี้
1. ความสุขแบบระยะสั้น หรือที่เรียกกันว่าอารมณ์และความรู้สึกที่เราประสบพบเจอในแต่ละวัน (Affective Well-being) ซึ่งความสุขในมิตินี้มักจะขึ้นอยู่กับว่าในวันหนึ่งเราหัวเราะมากน้อยแค่ไหน ยิ้มมากน้อยแค่ไหน กังวลมากน้อยแค่ไหน และใช้เวลาไปกับความเครียดมากน้อยแค่ไหน
ซึ่งตัวแปรที่สำคัญของอารมณ์และความรู้สึกที่เราประสบในแต่ละวันก็คือ ‘เวลา’ นั่นหมายถึงว่าเราใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการทำกิจกรรมอะไรบ้าง
ถ้าดูจากผลการวิจัยจะพบว่ากิจกรรมที่มักมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสุขระยะสั้น ได้แก่ การได้สังสรรค์กับเพื่อน การรับประทานอาหารที่อร่อย และการได้ทำกิจกรรมคลายเครียดต่างๆ นานา
ส่วนกิจกรรมที่มักมีความสัมพันธ์เชิงลบกับความสุขระยะสั้น ได้แก่ การใช้เวลาเดินทางไปทำงานตอนเช้า การใช้เวลาที่ทำงาน และการใช้เวลาเลี้ยงเด็ก
2. ความสุขแบบระยะยาว หรือที่เรียกกันว่าความพึงพอใจในชีวิต (Life Satisfaction) ซึ่งความสุขในมิตินี้มักจะขึ้นตรงกับการประเมินของตัวเองว่าเรามีสิ่งที่ต้องการหรือสิ่งที่คาดหวังในชีวิตมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างของตัวแปรความสุขระยะยาว เช่น เงินเดือน หน้าที่การงาน อายุ การแต่งงาน จำนวนและคุณภาพของคนสนิทรอบข้าง และสุขภาพ
3. ความสุขแบบระยะยาวมาก หรือที่เรียกกันว่าความหมายและวัตถุประสงค์ของชีวิต (Meanings and Purposes) ซึ่งเป็นมิติของความสุขที่มีระยะเวลาที่ยาวมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าก่อนที่ชีวิตจะสิ้นสุด คนเกือบทุกคนมักจะมองย้อนกลับไปในอดีตเพื่อจะสามารถบอกกับตัวเองได้ว่าชีวิตของเรามีความหมาย และเราไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่า ตัวอย่างของตัวแปรของความสุขระยะยาวมากรวมไปถึงการที่ได้ทำงานช่วยเหลือคนอื่นให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การทำงานการกุศล และการได้ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม
จุดประสงค์ในชีวิตของคนเราส่วนใหญ่คือการหาบาลานซ์ระหว่างมิติของความสุขทั้งสามนั่นเอง แต่ปัญหาก็คือสิ่งที่อาจจะทำให้เรามีความสุขในระยะยาว เช่น การได้ทำงานที่มีเงินเดือนสูงๆ อาจจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขระยะสั้น (Affective Well-being) และระยะยาวมาก (Meanings and Purposes)
โดยเฉพาะถ้างานที่ให้เงินเดือนสูงๆ นั้นไม่ได้ทำให้เรารู้สึก ‘สนุก’ เมื่อต้องทำในทุกวัน และไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเรากำลังทำประโยชน์กับสังคม
เพราะฉะนั้นก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทำงานสักอย่าง ควรคิดก่อนว่างานที่เรากำลังจะเลือกนี้สามารถเติมเต็มความสุขทั้ง 3 มิติให้กับเราได้มากน้อยแค่ไหน เคล็ดลับที่ผมพบก็คือเราไม่ควรโฟกัสอยู่กับความสุขมิติใดมิติหนึ่งจนเกินไปนั่นเอง
ในการตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวกับความสุขของเราในอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ต้องใช้ระบบคิดที่คล้ายๆ กัน นั่นคือ
อย่างแรก เราควรจะเริ่มต้นด้วยการคิดทบทวนกับตัวเองดูก่อนว่าความสุขทั้ง 3 มิติของเรานั้นมีตัวแปรอะไรที่สำคัญบ้าง และตัวแปรตัวใดบ้างที่อยู่ในการควบคุมของเราในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น พบว่าตัวแปรของความสุขทั้ง 3 มิติของเราคือจำนวนเวลาที่ได้ใช้อยู่กับคนที่เรารัก และการที่เราได้ทำประโยชน์ให้กับเขาเหล่านี้
หลังจากที่ได้คิดทบทวนกับตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถเริ่มต้นวางแผนอนาคตให้กับตัวเองได้ โดยแผนการในอนาคตควรเป็นแผนที่ค่อนข้างจะยืดหยุ่น เพื่อที่ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ยังจะสามารถใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารักได้มากที่สุดอยู่ดี
สรุปก็คือ
- อนาคตเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สิ่งที่เรารู้ดีกว่า ‘อนาคต’ ก็คือ ‘ปัจจุบัน’ พูดง่ายๆ ก็คือคนเราส่วนใหญ่มักจะรู้ว่าอะไรบ้างที่ทำให้ตัวเองมีความสุข
- เราสามารถแยกความสุขออกเป็น 3 มิติใหญ่ๆ และตัวแปรของความสุขในแต่ละมิตินั้นอาจจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
- เราสามารถนำข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันมาวิเคราะห์ได้ว่าตัวแปรความสุขในแต่ละมิติของเราคืออะไร และเราจะควบคุมตัวแปรนั้นได้มากน้อยขนาดไหน
- และสุดท้ายต้องเลือกเส้นทางชีวิตที่มีความยืดหยุ่นพอ เพื่อที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ยังจะทำให้เราสามารถบาลานซ์ของความสุขในแต่ละมิติได้
ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์