วันนี้(27 ตุลาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอตอ.ตร.ACSC) ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช สนธิกำลังร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. และ ปปง. แถลงผลปฏิบัติการทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศ ก่อนแปรสภาพเป็นเงินลงทุนกว้านซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยสามารถยึดและอายัดทรัพย์สินได้มูลค่าสูงถึง 35,808 ล้านบาท
ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลทลายเครือข่ายของ เบน สมิธ (เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์) และ ยิม เลียก สัญชาติกัมพูชา ซึ่งใช้เส้นทางการเงินที่ซับซ้อน นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดส่งผ่านธนาคารและกองทุนในต่างประเทศหลายชั้น ก่อนฟอกเงินให้กลายเป็น “เงินลงทุนจากต่างประเทศ” ย้อนกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า เบน สมิธ มีประวัติอาชญากรรมทางการเงินระดับสากล เคยถูกทางการนิวซีแลนด์สั่งห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ 7 ปี และมีหมายจับศาลอาญาพร้อมหมายแดงจากองค์การตำรวจสากล (Interpol) ในคดีหลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในไทยเมื่อปี 2559 นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับ ยิม เลียก จัดตั้งธนาคาร B.I.C. ในกัมพูชา เพื่อใช้เป็นท่อส่งเงินสำคัญของเครือข่าย
เครือข่ายดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ โดยผู้ต้องหา 7 รายประกอบด้วย เบน สมิธ ทำหน้าที่สั่งการ, ยิม เลียก ควบคุมธนาคารและกองทุน, แคทรียา และ สุภารัตน์ ทำหน้าที่ถือผลประโยชน์แทน, ยูจีน บริหารกองทุนในสิงคโปร์ พร้อมด้วย ไคปิง และ ณัฐกร ทำหน้าที่ประสานงานกองทุนและเอกสาร ปัจจุบันผู้ต้องหา 6 รายแรกอยู่ระหว่างการหลบหนีในต่างประเทศ ส่วน ณัฐกร ถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วเรียบร้อย
รูปแบบการฟอกเงินถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก เริ่มตั้งแต่ปี 2556-2564 ที่ใช้บัญชีส่วนตัวและบัญชีนิติบุคคลของภรรยา เบน สมิธ เป็นทางผ่านเงินฉ้อโกง ก่อนยกระดับในปี 2565-2566 ด้วยการโอนเงินจากกัมพูชาเข้าเครือข่ายในไทยแล้วส่งต่อไปยังกองทุนในสิงคโปร์ และในขั้นสุดยอดช่วงปี 2567-2568 ได้ใช้ธนาคาร B.I.C. โอนเงินหลายหมื่นล้านบาทเข้ากองทุน CAI ในสิงคโปร์ โดยอำพรางให้ดูเหมือนธุรกรรมปกติ ซึ่งจากการประสานงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์ (MAS) ยืนยันชัดเจนว่าผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงคือเครือข่ายของ เบน สมิธ และ ยิม เลียก
ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด ตรวจยึดของกลางสำคัญที่เชื่อมโยงเส้นทางการเงินได้หลายรายการ ทั้งสัญญากู้ยืม สัญญาซื้อขายหุ้น เอกสารกองทุน และอุปกรณ์เก็บคริปโตเคอร์เรนซี (Ledger) พร้อมกันนี้ คณะกรรมการธุรกรรมได้มีคำสั่งอายัดหุ้นไทยของเครือข่ายมูลค่า 14,808 ล้านบาท รวมถึงเรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน มูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดทั้งสิ้นกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อนำเงินคืนสู่กลุ่มผู้เสียหายต่อไป


