อิ่มท้อง แล้วได้อะไร? บะหมี่ซอง ขนมถุง น้ำหวาน… อาหารกันตายที่หลายคนต้องหยิบในวันเร่งรีบ แต่ในวันที่เรามีเวลาหน้าชั้นวางแค่ไม่กี่วินาที คำถามคือ “รัฐช่วยเราเลือกง่ายพอหรือยัง?”
ประเด็นสำคัญ
THE STANDARD ชวนอ่านบทวิเคราะห์ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงไม่ใช่แค่วินัยส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตและนโยบายรัฐที่ต้องเข้าถึงได้จริง
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซอง อาหารพร้อมรับประทานหนึ่งกล่อง หรือเครื่องดื่มรสหวานที่หยิบก่อนเริ่มงาน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ด้วยความสะดวก ราคา รสชาติ และระยะเวลาเก็บรักษา โดยเฉพาะในวันที่เวลาและงบประมาณมีจำกัด
แต่เมื่ออาหารแปรรูปสูง หรือ Ultra-Processed Food (UPF) อยู่ในมื้อประจำมากขึ้น คำถามคือ อาหารที่ช่วยให้อิ่ม ให้สารอาหารเพียงพอและเหมาะสมด้วยหรือไม่ การหาคำตอบต้องพิจารณาทั้งสิ่งที่กินและเงื่อนไขที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ
พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐว่า ในวันที่ประชาชนมีเวลาอ่านฉลากเพียงไม่กี่วินาที ข้อมูลที่ได้รับเข้าใจง่ายพอหรือยัง และทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพเข้าถึงได้ในราคาที่จ่ายไหวหรือไม่
เมื่อความสะดวกคือ ‘ทางรอด’
สำหรับคนทำงานที่ต้องออกจากบ้านแต่เช้าหรือกลับถึงบ้านดึก อาหารพร้อมรับประทานอาจเป็นมื้อที่พึ่งพาได้ทันที ขณะที่อาหารเก็บได้นานช่วยลดความกังวลว่าจะซื้อวัตถุดิบมาแล้วใช้ไม่ทัน
ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจึงไม่ได้มีเพียงตัวเลขบนป้ายสินค้า แต่ยังรวมถึงเวลาเดินทางไปซื้อวัตถุดิบ เวลาเตรียมและล้างอุปกรณ์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ตลอดจนความเสี่ยงที่อาหารจะเน่าเสีย
การแนะนำให้ประชาชนทำอาหารจากวัตถุดิบสดกินเองจึงต้องพิจารณาเงื่อนไขเหล่านี้ด้วย เพราะคำแนะนำเดียวกันอาจทำได้ง่ายสำหรับครัวเรือนหนึ่ง แต่เพิ่มภาระให้กับผู้ที่ไม่มีครัว ไม่มีตู้เย็น หรือมีเวลาพักไม่แน่นอน
อาหารกลุ่มนี้จึงเป็นทั้งประเด็นโภชนาการและประเด็นคุณภาพชีวิต การเพิ่มทางเลือกต้องเริ่มจากความเข้าใจว่า ผู้บริโภคมีเวลา เงิน และอาหารให้เลือกมากน้อยเพียงใด
แปรรูปกับแปรรูปสูง ต่างกันตรงไหน?
การทำความเข้าใจว่าอาหารใดเป็น UPF ไม่ได้ดูแค่ว่าบรรจุอยู่ในถุงหรือผ่านการแช่แข็ง แต่ต้องดูส่วนประกอบและกระบวนการผลิตด้วย
ระบบจำแนก NOVA แบ่งอาหารตามระดับและวัตถุประสงค์ของการแปรรูปออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มที่ 1 อาหารไม่แปรรูปหรือแปรรูปน้อย: เช่น เนื้อหมูสด มันฝรั่งสด ผักแช่แข็ง และนมพาสเจอไรซ์ที่ไม่เติมส่วนประกอบอื่น การหั่น บด แช่แข็ง หรือพาสเจอไรซ์ไม่ได้ทำให้อาหารกลายเป็น UPF โดยอัตโนมัติ
- กลุ่มที่ 2 เครื่องปรุงที่ผ่านการแปรรูป: เช่น เกลือ น้ำตาล น้ำมันพืช และเนย ซึ่งใช้ประกอบหรือปรุงอาหาร
- กลุ่มที่ 3 อาหารแปรรูป: เช่น ผักดองในน้ำเกลือ ปลากระป๋องที่มีส่วนประกอบหลักเป็นปลา น้ำมัน และเกลือ หรือชีสบางชนิด โดยนำอาหารกลุ่มแรกมาเติมเครื่องปรุงเพื่อเก็บรักษาหรือปรับรสชาติ
- กลุ่มที่ 4 อาหารแปรรูปสูง: เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยวปรุงรส รวมถึงไส้กรอกและอาหารพร้อมรับประทานบางสูตร ซึ่งต้องพิจารณาส่วนประกอบและกระบวนการผลิตของแต่ละผลิตภัณฑ์
อาหารกลุ่มสุดท้ายมักนำส่วนประกอบจากอาหารมาผสมผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม และใช้ส่วนประกอบหรือสารเติมแต่งเพื่อปรับกลิ่น รส สี และเนื้อสัมผัส การจำแนกจึงต้องดูสูตรและวิธีผลิต มากกว่าดูสี รูปร่าง หรือบรรจุภัณฑ์ และการมีสารกันบูดเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ทำให้อาหารเป็น UPF โดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม ระดับการแปรรูปไม่ได้บอกคุณค่าทางโภชนาการทั้งหมด การประเมินอาหารยังต้องดูว่ามีสารอาหารอะไร กินมากน้อยเพียงใด และกินร่วมกับอะไรตลอดวัน
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่กินเพียงอย่างเดียวจึงให้สารอาหารต่างจากบะหมี่ที่เติมผัก ไข่ หรือเต้าหู้ แม้จะช่วยให้อิ่มเหมือนกัน แต่ส่วนประกอบของมื้ออาหารต่างกัน
งานวิจัยพบอะไรเกี่ยวกับการกินอาหารแปรรูปสูง
หนึ่งในงานวิจัยสำคัญเกี่ยวกับ UPF คือการทดลองของ Kevin Hall และคณะ จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Cell Metabolism เมื่อปี 2019
การศึกษานี้มีอาสาสมัครผู้ใหญ่ 20 คน พักอยู่ในสถานที่วิจัยเป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยได้รับอาหารแปรรูปสูงและอาหารไม่แปรรูปอย่างละ 2 สัปดาห์ และสามารถกินได้ตามต้องการ ผลพบว่า
- ได้รับพลังงานมากขึ้น: ช่วงที่ได้รับอาหารแปรรูปสูง ผู้เข้าร่วมรับพลังงานมากกว่าอีกช่วงเฉลี่ย 508 กิโลแคลอรีต่อวัน
- น้ำหนักเปลี่ยนแปลง: ช่วงกินอาหารแปรรูปสูง ผู้เข้าร่วมมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 0.9 กิโลกรัม ส่วนช่วงกินอาหารไม่แปรรูปมีน้ำหนักลดลงเฉลี่ยประมาณ 0.9 กิโลกรัม
- กินเร็วขึ้น: ผู้เข้าร่วมกินอาหารในช่วง UPF เร็วกว่า ซึ่งนักวิจัยเสนอว่าอาจเป็นหนึ่งในคำอธิบายของการได้รับพลังงานมากขึ้น แต่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติม
แม้ผลทดลองจะแสดงความแตกต่างระหว่างอาหารสองรูปแบบ แต่เป็นการศึกษาขนาดเล็กและระยะสั้น จึงไม่ใช่คำทำนายว่าผู้บริโภคทุกคนจะมีน้ำหนักเพิ่มเท่ากัน หรือว่า UPF ทุกผลิตภัณฑ์ให้ผลเหมือนกัน
หลักฐานนี้ช่วยให้เห็นว่า ลักษณะของอาหารอาจมีส่วนต่อปริมาณที่กิน การทำความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคจึงควรมองทั้งการตัดสินใจของผู้บริโภคและอาหารที่พวกเขาเข้าถึง
ข้อมูลบนฉลาก ช่วยเลือกได้แค่ไหน?
ประเทศไทยมีเครื่องมือสื่อสารข้อมูลโภชนาการอยู่แล้ว ทั้งตารางโภชนาการ ฉลากหวาน มัน เค็ม หรือ GDA และสัญลักษณ์ ‘ทางเลือกสุขภาพ’
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อธิบายว่า ฉลาก GDA แสดงพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมต่อหนึ่งบรรจุภัณฑ์ พร้อมร้อยละเทียบกับปริมาณอ้างอิงต่อวัน โดยแสดงไว้ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบและเลือกอาหาร
ส่วนสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพช่วยระบุผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์โภชนาการตามประเภทอาหาร เพื่อประกอบการเปรียบเทียบกับอาหารชนิดเดียวกัน เช่น เกณฑ์น้ำตาลหรือโซเดียม แต่ยังต้องคำนึงถึงปริมาณที่กินด้วย
การมีข้อมูลเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่คำถามต่อมาคือ ผู้บริโภคเข้าใจและใช้ข้อมูลได้จริงเพียงใดในเวลาที่จำกัด
เมื่อหยิบสินค้าขึ้นมา ผู้ซื้ออาจต้องแยกให้ออกว่า ตัวเลขในตารางโภชนาการระบุต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ขณะที่ GDA ระบุต่อหนึ่งบรรจุภัณฑ์ หากกินหมดห่อจะได้รับเท่าไร และจะเปรียบเทียบกับสินค้าอีกชิ้นอย่างไรเมื่อขนาดบรรจุต่างกัน
การสื่อสารเรื่องอาหารแปรรูปสูงจึงต้องระวังไม่ให้ความซับซ้อนทางวิชาการกลายเป็นภาระใหม่ จนผู้บริโภคต้องอ่านส่วนประกอบหลายบรรทัดและจำศัพท์เฉพาะทุกครั้งที่ซื้ออาหาร
โจทย์ของรัฐจึงอยู่ที่การประเมินว่า ข้อมูลบนฉลากเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ ณ จุดซื้อได้จริงมากน้อยเพียงใด เช่น เมื่อมีเวลาเพียงไม่กี่วินาที ผู้ซื้อสามารถบอกได้หรือไม่ว่าสินค้าชิ้นไหนมีน้ำตาลหรือโซเดียมน้อยกว่า และเข้าใจปริมาณที่จะได้รับเมื่อกินหมดบรรจุภัณฑ์หรือไม่
บทบาทรัฐต้องไปถึง ‘ทางเลือกที่ซื้อไหว’
ฉลากที่เข้าใจง่ายไม่อาจแก้ข้อจำกัดด้านราคาและการเข้าถึงได้ทั้งหมด หากอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมอยู่ไกลกว่า แพงกว่า หรือใช้เวลาเตรียมนานกว่าที่ผู้บริโภคมีอยู่
แนวทางที่รัฐควรพิจารณาจึงรวมถึง
- เพิ่มการเข้าถึงมื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ: ผ่านการจัดหาอาหารในโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ทำงาน
- สนับสนุนทางเลือกที่จ่ายไหว: พิจารณามาตรการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารสดและอาหารพร้อมรับประทานที่มีองค์ประกอบเหมาะสมในราคาที่เข้าถึงได้
- ส่งเสริมการปรับสูตรอาหาร: สร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตลดหวาน มัน เค็ม พร้อมสื่อสารข้อมูลให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบได้ง่าย
- ประเมินนโยบายด้วยข้อมูลไทย: ศึกษาว่าประชาชนกินอะไร มีงบสำหรับอาหารเท่าไร และติดข้อจำกัดใด หากจะใช้มาตรการภาษีหรือการอุดหนุนอาหาร ต้องประเมินผลต่อค่าครองชีพและการเข้าถึงทางเลือกทดแทนอย่างรอบคอบ
แนวทางเหล่านี้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย การประเมินว่ารัฐดำเนินการเพียงพอแล้วหรือยัง ต้องอาศัยข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งผลสำรวจความเข้าใจฉลาก พฤติกรรมการบริโภค และผลของมาตรการที่ใช้อยู่
ความรับผิดชอบของผู้บริโภคย่อมเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เลือกกิน แต่ความสามารถในการเลือกยังขึ้นอยู่กับข้อมูล ราคาที่จ่ายไหว และอาหารที่มีให้เลือกในชีวิตประจำวัน
ท้ายที่สุด คำถามเรื่องอาหารแปรรูปสูงจึงไปไกลกว่าอาหารหนึ่งซองหรือหนึ่งกล่องว่า ในวันที่ความสะดวกเป็นสิ่งจำเป็น รัฐให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย และทำให้ประชาชนเข้าถึงมื้ออาหารที่สะดวก จ่ายไหว และมีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมได้มากพอแล้วหรือยัง
อ้างอิง
- Monteiro, C. A. และคณะ (2019). Ultra-processed foods: what they are and how to identify them. Public Health Nutrition, 22(5), 936–941.
- Hall, K. D. และคณะ (2019). Ultra-Processed Diets Cause Excess Calorie Intake and Weight Gain: An Inpatient Randomized Controlled Trial of Ad Libitum Food Intake. Cell Metabolism, 30(1), 67–77.e3.
- National Institutes of Health (16 พฤษภาคม 2019). NIH study finds heavily processed foods cause overeating and weight gain.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ฉลาก หวาน มัน เค็ม ลดเสี่ยง ลดโรค.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ข้อมูลคำแนะนำการเลือกอาหารและสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ เนื่องในวันเบาหวานโลก.


