×

‘ทำลายล้างอิหร่าน-ปรับปรุงทำเนียบขาว’ เปิดบทสัมภาษณ์ล่าสุดทรัมป์ ในนิตยสาร TIME

02.10.2026
  • LOADING...
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในภาพประกอบบทสัมภาษณ์นิตยสาร TIME

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์นิตยสาร TIME เจาะลึกความคิดและมุมมองของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในประเด็นต่างๆ ทั้งเรื่องการทำสงครามกับอิหร่าน การปรับปรุงทำเนียบขาว ความผิดหวังต่อผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่เขาเป็นผู้เสนอชื่อ และความเป็นไปได้ในการใช้อำนาจอภัยโทษล่วงหน้าแก่เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของเขา

 

 
 

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นภายในห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว ไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม อันเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันที่มีต่อความเป็นผู้นำของทรัมป์และรัฐบาลรีพับลิกัน

 

สำหรับประเด็นสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 7 เดือนนั้น ทรัมป์เผยระหว่างสัมภาษณ์ว่า “เขาไม่คิดว่าจะเกิดสันติภาพกับอิหร่าน”

 

โดยในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ที่กินเวลากว่า 75 นาที ทรัมป์ยังแสดงท่าทีหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดต่อคำถามของผู้สื่อข่าว TIME โดยพูดตรงๆ ใส่ผู้สื่อข่าวว่า

 

“พวกคุณไม่ได้ถามคำถามในแง่ดีเลยสักคำถามเดียว มีแต่เรื่องพวกนี้ แล้วเรื่องนี้ล่ะ เรื่องนั้นล่ะ เรื่องโน้นล่ะ เรื่องนี้ล่ะ มีแต่เรื่องลบๆ ทั้งนั้น”

 

และนี่คือประเด็นสำคัญบางส่วนจากการสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้น

 

‘การทำลายล้างอิหร่าน’ ได้ ‘สร้างสันติภาพให้แก่โลก’

 

ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงยืดเยื้อ และตัวกลางไกล่เกลี่ยยังพยายามดึงทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ทรัมป์กลับมองว่า “ไม่มีทางที่จะเกิดสันติภาพกับประเทศอิหร่านได้เลย”

 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า “การทำลายล้างอิหร่านจะทำให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก”

 

“สำหรับอิหร่านแล้ว ผมไม่คิดว่าคุณจะสามารถสร้างสันติภาพกับพวกเขาได้เลย” ทรัมป์กล่าว และเมื่อถูกถามถึงคำขู่เรื่องการทำลายล้างอิหร่าน ทรัมป์ก็ยืนยันว่ามีความเป็นไปได้

 

“ใช่ ผมจะทำอย่างนั้น มันเป็นไปได้” เขากล่าว

 

ขณะที่เพียงหนึ่งวันก่อนการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับ Axios ว่า “เขาคาดหวังว่าจะมีการเจรจาเพิ่มเติมกับอิหร่าน”

 

ชื่นชมผลงานปรับปรุงทำเนียบขาว จาก ‘แหล่งเสื่อมโทรมอันน่าอับอาย’

 

ทรัมป์กล่าวถึงความพยายามในการปรับปรุงทำเนียบขาวผ่านโครงการก่อสร้างหลายโครงการ โดยเปรียบเปรยสถานที่ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของประชาชนอเมริกันแห่งนี้ว่าเป็น ‘แหล่งเสื่อมโทรมอันน่าอับอาย’ และ ‘สภาพที่เละเทะน่ารังเกียจ’ ซึ่งเขาได้เข้ามาแก้ไขให้ดีขึ้น

 

โครงการเหล่านี้รวมถึงการปิดทองตกแต่งห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ซึ่งเป็นรูปแบบการตกแต่งที่ขยายไปยังห้องอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีการปูพื้นหินและปรับปรุงสวน Rose Garden ใหม่ให้มีลักษณะคล้ายกับลานระเบียงที่รีสอร์ต Mar-a-Lago ของเขา

 

มีการติดตั้งทางเดินที่เรียกว่า ‘Presidential Walk of Fame (ทางเดินเกียรติยศประธานาธิบดี)’ ซึ่งมีการเขียนประวัติของประธานาธิบดีคนก่อนๆ ด้วยสำนวนภาษาในแบบฉบับของทรัมป์เองตลอดแนวระเบียง West Colonnade พร้อมทั้งปูพื้นใหม่ด้วยหินแกรนิต และมีการติดตั้งเสาธงขนาดใหญ่รวมถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์เพิ่มเติมบนสนามหญ้า

 

นอกจากนี้ยังมีการปูพื้นห้อง Palm Room และห้องน้ำในห้องนอน Lincoln Bedroom (ห้องนอนลินคอลน์อันเลื่องชื่อ) ใหม่ด้วยหินอ่อน อีกทั้งเขายังกำกับดูแลการก่อสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่พื้นที่ 90,000 ตารางฟุต ซึ่งเขาอ้างว่าจะสามารถใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการทางทหารได้ด้วย

 

นิตยสาร TIME ซักถามทรัมป์ว่า “เหตุใดโครงการเหล่านี้จึงมีความสำคัญต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินและต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ”

 

โดยทรัมป์กล่าวตอบว่า ทำเนียบขาวนั้น “เป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษมาก”

 

“มันเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกา เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของเรา ผมคิดว่ามันอาจเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดที่เรามีอยู่เลยทีเดียว”

 

ทั้งนี้ เขาเคยกล่าวว่าเมื่อตอนที่เขารับตำแหน่งว่า “ทำเนียบขาวมีสภาพเหมือนแหล่งเสื่อมโทรม คิ้วบัวตกแต่งภายนอกอาคารหลุดร่วงลงมา มันไม่ได้มีการทาสีใหม่มานาน มันเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่น่าอับอายจริงๆ ประตูหลุดออกมา กลอนประตูพัง ผมเลยบอกว่าผมต้องซ่อมมัน และผมก็ทำเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่าใครๆ”

 

เขายังอ้างว่า หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยแนะนำให้รื้อถอนและสร้างห้องทำงานรูปไข่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ แต่เขาได้สั่งระงับแผนการดังกล่าวไว้

 

เสียดายที่เลือกผู้พิพากษาศาลสูงสุด

 

ระหว่างสัมภาษณ์ ทรัมป์ได้แสดงความผิดหวังอีกครั้งต่อผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่เขาเป็นผู้คัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต โดยอ้างว่า พวกเขาลงมติขัดกับความต้องการของเขา ‘บ่อยเกินไป’

 

“ผมมอบตำแหน่งที่มั่นคงตลอดชีพให้พวกเขา แต่พวกเขากลับลงมติขัดกับผมบ่อยครั้ง” ทรัมป์กล่าวกับนิตยสาร TIME โดยหมายถึงผู้พิพากษา นีล กอร์ซัค (Neil Gorsuch), เบรตต์ คาวานาห์ (Brett Kavanaugh) และ เอมี่ โคนีย์ บาร์เร็ตต์ (Amy Coney Barrett)

 

ทรัมป์อ้างถึงคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องสิทธิความเป็นพลเมืองโดยกำเนิด (Birthright Citizenship) และเรื่องภาษีศุลกากรตอบโต้ ซึ่งศาลสูงสุดได้มีคำตัดสินเมื่อต้นปีนี้ โดยกอร์ซัค Coney Barrett และโคนีย์ บาร์เร็ตต์สนับสนุนคำตัดสินดังกล่าว โดยมองว่า ทรัมป์ละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลางในการกำหนดมาตรการภาษีศุลกากรในวงกว้างต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก

 

“ฝั่งเดโมแครตนั้นเหนียวแน่นราวกับกาวติดกัน ผู้พิพากษาทั้งสามคนนั้นแทบจะไม่เคยมีความเห็นแตกแถวเลย ต่อให้เป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในโลก พวกเขาก็จะลงมติไปในทิศทางเดียวกัน” ทรัมป์กล่าว และชี้ว่า “ถึงแม้ผมจะไม่ชอบใจนัก แต่ก็มีบางสิ่งที่ผมชื่นชมในจุดนี้ นั่นคือความจงรักภักดี”

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่า เขาต้องการความจงรักภักดีจากผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่เขาเลือกมาหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ไม่ ผมไม่ได้ต้องการความจงรักภักดี ผมต้องการคำตัดสินที่ดี คำตัดสินเรื่องภาษีศุลกากรนั้นส่งผลร้ายแรงต่อประเทศ ผมต้องการคำตัดสินที่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ”

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising