วันนี้ (25 กันยายน) กฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย เลอบุญ อุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) ในฐานะรองโฆษกกรมชลประทาน แถลงข่าวสถานการณ์น้ำ
โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการเร่งด่วนให้ติดตามและรับมือสถานการณ์น้ำด้วยทรัพยากร เครื่องมือ และกำลังคนทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ โดยในวันที่ 26 กันยายน สุริยะ มีกำหนดการรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำ ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน ในเวลา 10.00 น. และจะลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำบริเวณคลองลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ในเวลา 11.00 น. เพื่อเร่งการพร่องน้ำและระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย รองรับน้ำใหม่ที่จะไหลเข้ามา
สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน เกิดจากภาวะร่องมรสุมพัดผ่าน ทำให้เกิดฝนตกหนักกระจุกตัวเป็นเวลานาน หรือลักษณะ Rain Bomb ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนและน้ำเหนือสะสมสูงขึ้น กรมชลประทานจึงต้องรักษาความมั่นคงของเขื่อนและอาคารบังคับน้ำ โดยหน่วงน้ำไว้เหนือเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมควบคุมการระบายน้ำให้อยู่ในระดับ 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรืออาจปรับเพิ่มขึ้นตามปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบ
ทั้งนี้ สถานการณ์ฝนตกลักษณะนี้ยังไม่รุนแรงเท่ากับกรณีที่เคยเกิดในพื้นที่หาดใหญ่ เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศมีลำน้ำและพื้นที่รับน้ำที่สามารถกระจายน้ำออกไปได้ โดยคาดว่าในวันที่ 27 กันยายน ฝนจะเริ่มเบาบางลง และมวลน้ำจะค่อยๆ ระบายออกไปตามปกติ
ส่วนพื้นที่เกษตรกรรม กระทรวงเกษตรฯ ได้แจ้งเตือนให้เกษตรกรเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งขณะนี้พื้นที่ทุ่งตอนบน เช่น ทุ่งบางระกำ ได้เก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว 100% ส่วนทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างเหลือผลผลิตอีกประมาณ 15% ที่กำลังเร่งเก็บเกี่ยว เพื่อเตรียมพื้นที่ทุ่งรับน้ำไว้รองรับน้ำเหนือก่อนจะไหลเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน พร้อมทั้งสั่งการระดมเครื่องสูบน้ำ รถยนต์ และกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเร่งระบายน้ำในจุดต่างๆ รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่เข้าช่วยเสริมในพื้นที่ลุ่มต่ำ
สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังต่อไป
ด้าน เลอบุญกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมชลประทานได้ดำเนินงานอย่างละเอียดรอบคอบ โดยประสานการลดการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ตอนบน ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ที่ใช้เวลา 3-5 วันในการเดินทาง เพื่อลดปริมาณน้ำสมทบลงสู่แม่น้ำสายหลัก ขณะเดียวกัน ได้เปิดบานระบายและเคลียร์จุดสกัดในทุกอาคารชลประทาน เพื่อให้น้ำไหลจากเหนือลงใต้ได้เร็วที่สุด และใช้สถานีสูบน้ำรอบปริมณฑลและกรุงเทพมหานครระบายน้ำได้เกือบ 120 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำนอกคันกั้นน้ำใต้เขื่อนเจ้าพระยา ในอำเภอเสนา บางบาล และผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่จังหวัดสิงห์บุรีและอ่างทองยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อย่างไรก็ตาม พื้นที่ 4 จังหวัดใต้เขื่อนเจ้าพระยายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าอาจมีฝนตกใหญ่อีกระรอกในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู
ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รองโฆษกกรมชลประทาน ชี้แจงว่า มี 3 ปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม คือ ฝนตกในพื้นที่, น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน ซึ่งปัจจุบันปริมาณน้ำเหนือที่ไหลผ่านจุดวัดน้ำอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ที่ประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังต่ำกว่าเกณฑ์เฝ้าระวังที่ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงยังรองรับน้ำได้อีกมาก และทำให้พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯ ยังคงปลอดภัย ณ ขณะนี้ เพราะน้ำในคลองขณะนี้พร่องรอไว้แล้ว และเตรียมเครื่องมือสูบน้ำสำหรับน้ำทะเลหนุนไว้ตลอดเวลา จึงต้องติดตามการพยากรณ์อากาศ โดยกรมชลประทานได้ทำงานร่วมกับสำนักการระบายน้ำ กทม. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพร่องน้ำเหนือตามแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำท่าจีน คลองต่างๆ และสูบระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เลอบุญยังได้เน้นย้ำเรื่องการสื่อสารสองทาง ร่วมกับชุมชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ข้อมูลการคาดการณ์ระดับน้ำและเตือนภัยได้อย่างแม่นยำ หากเกินศักยภาพจะมีการแจ้งเตือน


