วันนี้ (25 กันยายน) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำชับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมยกระดับการเฝ้าระวังและรับมือสถานการณ์อุทกภัยตลอด 24 ชั่วโมง หลังหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วม โดยให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดูแลความปลอดภัยและความต่อเนื่องของการเดินทางทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ พร้อมเตรียมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร ยานพาหนะ และอุปกรณ์ให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนทันที
พิพัฒน์กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการทั้ง ‘เฝ้าระวัง ป้องกัน แก้ไข และช่วยเหลือ’ ควบคู่กัน โดยรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และประสานจังหวัด หน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อประเมินแนวโน้มและพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า พร้อมวางกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยไม่รอให้เส้นทางถูกตัดขาดหรือประชาชนได้รับความเดือดร้อนก่อนเข้าดำเนินการ
สำหรับกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบอุทกภัยและพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ตรวจสอบระดับน้ำบนผิวจราจร จุดต่ำ ทางลอด คอสะพาน สะพาน เส้นทางเชิงเขา และจุดเสี่ยงดินสไลด์ พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุก เครื่องจักร ป้ายเตือน ไฟส่องสว่าง และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยให้พร้อมใช้งาน
หากพบระดับน้ำหรือสภาพเส้นทางที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ทาง ให้จำกัดหรือปิดการจราจรทันที พร้อมกำหนดเส้นทางเลี่ยงและแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบโดยเร็ว รวมทั้งระดมกำลังและเครื่องจักรเข้าดำเนินการในพื้นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรักษาเส้นทางสำคัญและการเชื่อมต่อของชุมชนให้สามารถใช้งานได้มากที่สุด
ล่าสุด กรมทางหลวงรายงานสถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบต่อทางหลวงใน 14 จังหวัด 26 สายทาง รวม 54 แห่ง โดยสามารถสัญจรได้ 53 แห่ง และไม่สามารถสัญจรได้ 1 แห่ง
ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรมทางหลวงกำหนด 29 จุดเฝ้าระวังน้ำท่วมทางหลวง โดยการตรวจสอบช่วงเช้าพบว่าบางจุดมีน้ำท่วมขังประมาณ 5-20 เซนติเมตร แต่ยังสามารถสัญจรได้ ทั้งนี้ สถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนและระดับน้ำในแต่ละพื้นที่
ด้านการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้เฝ้าระวังเส้นทางรถไฟตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะคันทาง สะพาน ทางระบายน้ำ พื้นที่ลาดเชิงเขา และจุดเสี่ยงน้ำกัดเซาะ พร้อมเพิ่มความถี่ในการตรวจทางในพื้นที่ที่มีฝนตกหนัก หากพบระดับน้ำหรือสภาพทางที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินรถ ให้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยทันที และแจ้งการเปลี่ยนแปลงการให้บริการแก่ผู้โดยสารอย่างรวดเร็ว
ขณะที่กรมเจ้าท่าให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคติดตามระดับน้ำ ความเร็วกระแสน้ำ สภาพร่องน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนความปลอดภัยของท่าเรือและโป๊ะเทียบเรืออย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อติดตามแนวโน้มระดับน้ำและการระบายน้ำ หากพบสภาวะที่อาจเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ ให้เร่งแจ้งเตือนผู้ประกอบการ ผู้ควบคุมเรือ และประชาชน พร้อมดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยตามความเหมาะสม
พิพัฒน์กำชับให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ทำงานเชื่อมโยงกัน หากพบประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ให้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ ยานพาหนะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่มีอยู่สนับสนุนการช่วยเหลือตามความเหมาะสม พร้อมประสานจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนโดยเร็ว โดยเฉพาะการรักษาเส้นทางเข้า-ออกชุมชน โรงพยาบาล และพื้นที่สำคัญ
พร้อมกันนี้ ให้ทุกหน่วยงานเร่งสื่อสารข้อมูลการเดินทางแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ ระดับน้ำ จุดที่ต้องใช้ความระมัดระวัง จุดที่รถไม่สามารถผ่านได้ การปิดเส้นทาง เส้นทางเลี่ยง และการเปลี่ยนแปลงการให้บริการระบบขนส่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างปลอดภัย
พิพัฒน์ขอให้ประชาชนตรวจสอบสถานการณ์ก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วม พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด และไม่ฝืนขับรถผ่านพื้นที่น้ำท่วมที่ไม่ทราบระดับความลึกหรือความแรงของกระแสน้ำ หากมีการประกาศปิดเส้นทาง ขอให้ใช้เส้นทางเลี่ยงที่เจ้าหน้าที่กำหนด


