×

Goldman Sachs AM เตือนจบยุคดอกเบี้ยใกล้ 0% เปลี่ยนเกมลงทุนโลก

21.09.2026
  • LOADING...
กราฟแท่งเทียนสีแดงเขียวแสดงแนวโน้มตลาดหุ้น พร้อมข้อความ Goldman Sachs เตือนจบยุคดอกเบี้ยใกล้ 0% ชี้ 4 เทรนด์เปลี่ยนโลก

HIGHLIGHTS

  • Padideh Raphael, Global Co-Head of Third Party Wealth Management ของ Goldman Sachs Asset Management บอกว่า “เราอยู่ในยุคใหม่แล้ว ดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ โลกาภิวัตน์ที่เดินไปในทิศทางเดียวกัน และธนาคารกลางที่คอยรับทุกครั้งที่ตลาดย่อตัว ได้จบลงแล้ว เรากำลังอยู่ในโลกที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น หนี้ภาครัฐอยู่ในระดับสูง ภูมิรัฐศาสตร์แตกเป็นเสี่ยงมากขึ้น และเงินเฟ้อที่แท้จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่หายไปในไตรมาสหน้า”
  • นักลงทุนอาจจะกำลังคิดว่า ‘ตลาดอยู่ที่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ฉันจะรอให้ย่อตัวก่อน’ แต่ข้อมูลกลับสวนทางกับความคิดที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ข้อนี้ เพราะเงิน 10,000 ดอลลาร์ที่ลงทุนในดัชนี S&P 500 ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา จะเติบโตขึ้นเป็นราว 7 เท่าของมูลค่าเดิม แต่หากพลาดเพียงแค่ 10 วันที่ตลาดทำผลงานดีที่สุดในช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นสิบวันจากกว่า 5,000 วัน ผลลัพธ์จะลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง
  • ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ Padideh บอกว่ามี 4 เทรนด์ใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางการลงทุนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
  • Padideh ชี้ว่าพอร์ต 60/40 ทำหน้าที่ได้ดีมานานหลายทศวรรษ แต่ในยุคหลังโควิดที่เงินเฟ้อสูง พอร์ต 60/40 แบบเดิมไม่สามารถให้การปกป้องความเสี่ยงได้ดีพอ
  • AI จะเป็นเหมือนอินเทอร์เน็ตในปี 1998 บริษัทโครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญ แต่มูลค่าระยะยาวจะมาจากองค์กรที่นำ AI ไปใช้เปลี่ยนแปลงการดำเนินงานหลักของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทสาธารณสุขในการค้นคว้ายา บริษัทการเงินในการบริหารความเสี่ยง และผู้ผลิตในการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์

 

Goldman Sachs Asset Management ระบุว่าสิ่งที่ตลาดกำลังเผชิญคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วัฏจักร พร้อมชี้ 4 แนวโน้มใหญ่ ที่จะกำหนดทิศทางการลงทุนใน 3-5 ปีข้างหน้า พร้อมเหตุผลที่ว่าทำไมการบริหารพอร์ตแบบ Active จะมีคุณค่ามากขึ้น

 

 
 

ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เอื้อแทบทุกอย่าง ทั้งดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ โลกาภิวัตน์ที่เดินหน้าเต็มสูบ สภาพคล่องล้นระบบ และธนาคารกลางที่พร้อมเข้ามารับความเสี่ยงทุกครั้งที่ตลาดสะดุด ผลลัพธ์คือราคาสินทรัพย์แทบทุกประเภทปรับขึ้นพร้อมกัน และกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดมักเป็นกลยุทธ์ที่ง่ายที่สุด คือซื้อกองทุนดัชนีในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ แล้วถือไว้เฉยๆ

 

คำถามที่ตามมาคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามปีมานี้เป็นเพียงการปรับตัวระยะสั้น หรือเป็นการเปลี่ยนกติกาถาวร

 

Padideh Raphael, Global Co-Head of Third Party Wealth Management ของ Goldman Sachs Asset Management ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ให้คำตอบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วัฏจักร

 

“เราอยู่ในยุคใหม่แล้ว ดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ โลกาภิวัตน์ที่เดินไปในทิศทางเดียวกัน และธนาคารกลางที่คอยรับทุกครั้งที่ตลาดย่อตัว ได้จบลงแล้ว เรากำลังอยู่ในโลกที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น หนี้ภาครัฐอยู่ในระดับสูง ภูมิรัฐศาสตร์แตกเป็นเสี่ยงมากขึ้น และเงินเฟ้อที่แท้จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่หายไปในไตรมาสหน้า” Padideh กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม พลวัตของตลาดที่เปลี่ยนไปไม่ได้หมายความว่าสภาพแวดล้อมการลงทุนจะแย่ลง แต่มันกลับเอื้อต่อนักลงทุนระยะยาวที่มีวินัยมากกว่า และในขณะที่ทศวรรษที่ผ่านมาเปิดทางให้การลงทุนแบบ Passive การกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาด (Market Dispersion) ที่สูงขึ้นทำให้การบริหารแบบ Active กลายเป็นแนวทางที่มีคุณค่ามากขึ้น

 

Padideh กล่าวต่อว่า นักลงทุนอาจจะกำลังคิดว่า ‘ตลาดอยู่ที่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ฉันจะรอให้ย่อตัวก่อน’ ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่เข้าใจได้ แต่ข้อมูลกลับสวนทางกับความคิดที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ข้อนี้ เพราะเงิน 10,000 ดอลลาร์ที่ลงทุนในดัชนี S&P 500 ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา จะเติบโตขึ้นเป็นราว 7 เท่าของมูลค่าเดิม แต่หากพลาดเพียงแค่ 10 วันที่ตลาดทำผลงานดีที่สุดในช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นสิบวันจากกว่า 5,000 วัน ผลลัพธ์จะลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง

 

เพราะฉะนั้น แม้ว่าบริบทของตลาดได้เปลี่ยนไปแล้ว แต่หลักการพื้นฐานยังคงอยู่ นั่นคือ จงอยู่ในตลาดต่อไป และปล่อยให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงานหนักแทนเรา หลักการแก่นกลางของการดูแลความมั่งคั่งระยะยาวยังคงเดิม นั่นคือ จงอยู่ในตลาด กระจายความเสี่ยง และรอบคอบ

 

4 เทรนด์ใหญ่ของโลก เปลี่ยนภาพการลงทุน

 

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ Padideh บอกว่ามี 4 เทรนด์ใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางการลงทุนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

 

  1. การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่ (Global Supply Chain Realignment) การย้ายฐานการผลิตมาใกล้กับประเทศตัวเอง (Nearshoring) ย้ายไปยังประเทศพันธมิตร (Friend-shoring) รวมทั้งการย้ายกลับประเทศ (Onshoring) และความมั่นคงทางทรัพยากร ล้วนเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างโอกาสที่น่าสนใจทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรม การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และตลาดเกิดใหม่ที่สอดรับกับกระแสนี้
  2. การนำ AI ไปใช้ในระดับที่สอง (Second-Order AI Deployment) ทุกคนกำลังโฟกัสที่ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และไฮเปอร์สเกลเลอร์ แต่การเติบโตระยะยาวที่มีนัยสำคัญอยู่ที่การนำ AI ไปใช้ในองค์กรธุรกิจ ทั้งในภาคสาธารณสุข บริการทางการเงิน โลจิสติกส์ และเกษตรกรรม ซึ่งผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นเพิ่งจะเริ่มปรากฏให้เห็นเท่านั้น
  3. การส่งต่อความมั่งคั่งครั้งใหญ่ (The Great Wealth Transfer) เราอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการส่งต่อความมั่งคั่งที่ประเมินไว้กว่า 80 ล้านล้านดอลลาร์ ไปสู่คนรุ่นใหม่และทายาทหญิงในทศวรรษข้างหน้า โดยผู้หญิงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นทั้งในฐานะผู้รับมรดกและผู้ตัดสินใจหลัก ทำให้การออกแบบโซลูชันให้เหมาะกับโปรไฟล์ความเสี่ยง กรอบเวลา และคุณค่าของแต่ละบุคคล กลายเป็นหัวใจสำคัญในการให้บริการนักลงทุนที่หลากหลายขึ้น
  4. การกระจายการลงทุนเชิงภูมิศาสตร์ (Geographic Diversification) โอกาสการลงทุนกำลังขยายวงกว้างขึ้น นักลงทุนเริ่มปรับสมดุลพอร์ตที่เดิมกระจุกตัวในสหรัฐฯ โดยหันมาให้ความสำคัญกับทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้ในยุโรป เอเชีย และตลาดเกิดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย ธนาคารเอกชนกำลังเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในภูมิภาคบ้านเกิดในหุ้นคุณภาพ

 

พอร์ต 60/40 แบบเดิม อาจปกป้องความเสี่ยงไม่ได้

 

เมื่อแรงขับทั้งสี่ทำงานพร้อมกัน คำถามที่ตามมาคือพอร์ตแบบเดิมยังพอหรือไม่

 

Padideh ชี้ว่าพอร์ต 60/40 ทำหน้าที่ได้ดีมานานหลายทศวรรษ แต่ในยุคหลังโควิดที่เงินเฟ้อสูง พอร์ต 60/40 แบบเดิมไม่สามารถให้การปกป้องที่จำเป็นอย่างยิ่งแก่ครอบครัวที่มีธุรกิจกระจุกตัว มีอสังหาริมทรัพย์ มีภาระภาษีข้ามพรมแดน หรือมีมูลนิธิได้อีกต่อไป

 

แพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งที่ก้าวหน้าที่สุดกำลังใช้แนวทางที่เรียกว่า Total Balance Sheet ในการวางแผนทางการเงิน โดยออกแบบพอร์ตให้เสริมกับสินทรัพย์ที่ไม่ใช่การลงทุน และวางแผนผลลัพธ์ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย พอร์ตการลงทุนควรสะท้อนชีวิตทางการเงินทั้งหมด รวมถึงสินทรัพย์ที่ไม่สัมพันธ์กัน (Non-correlated Assets) เพื่อทำให้เส้นทางการลงทุนราบรื่นขึ้น และทำให้ครอบครัวยังคงลงทุนต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวน

 

ความเสี่ยงจากการถือหุ้นตัวเดียวแบบกระจุกตัวแสดงให้เห็นความท้าทายนี้อย่างชัดเจน โดยประเมินว่ามีเงินราว 18 ล้านล้านดอลลาร์อยู่ในหุ้นรายตัวในบัญชีที่ไม่มีการบริหารจัดการทั่วโลก

 

และตัวเลขของแนวทางการลงทุนแบบนี้ก็น่าตกใจ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภาพรวมที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในราว 90% ของทุกช่วงห้าปีแบบต่อเนื่อง (Rolling Five-Year Periods) แต่หุ้นรายตัวกลับให้ผลตอบแทนติดลบตลอดอายุการถือครองราว 50% ของกรณีทั้งหมด และราว 40% ของหุ้นทั้งหมดเคยเผชิญการปรับตัวลดลงอย่างถาวร 70% หรือมากกว่าจากจุดสูงสุด

 

เนื่องจากการถือหุ้นตัวเดียวที่สั่งสมมาตลอดชีวิตหรือข้ามรุ่นนั้นเป็นเรื่องที่ผูกพันทางใจอย่างลึกซึ้ง ที่ปรึกษาที่มีประสิทธิภาพจึงต้องเข้าถึงความผูกพันทางอารมณ์ของนักลงทุนก่อน แล้วเมื่อประตูเปิดออก จึงค่อยนำเสนอแผนการกระจายความเสี่ยงที่รอบคอบ เพื่อลดความเสี่ยงโดยยังเคารพประวัติศาสตร์และมรดกของลูกค้า

 

รายย่อยควรเพิ่มลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก

 

Padideh กล่าวต่อว่าสิ่งสำคัญในการจัดพอร์ตสำหรับนักลงทุนรายบุคคลคือการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Asset) ทั้ง Private Equity, Private Credit, Real Assets และกลยุทธ์ Hedge Fund

 

เมื่อบริษัทต่างๆ เลือกที่จะอยู่นอกตลาดหลักทรัพย์นานขึ้น การเติบโตและการสร้างมูลค่าส่วนใหญ่จึงอาจเกิดขึ้นก่อนการเสนอขายหุ้น IPO ทำให้ตลาดสินทรัพย์นอกตลาดมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในภูมิทัศน์การลงทุนโดยรวม

 

ในอดีต โอกาสเหล่านี้เปิดให้เฉพาะนักลงทุนสถาบันและกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (UHNW) กลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งกลุ่มหลังได้จัดสรรพอร์ตส่วนใหญ่ บางครั้งสูงถึงครึ่งหนึ่ง ไปยังสินทรัพย์ทางเลือกมาหลายทศวรรษแล้ว แต่ปัจจุบัน ด้วยวิวัฒนาการของเครื่องมือใหม่ๆ อย่างกองทุน Evergreen ทำให้กลุ่ม HNW ในวงกว้างขึ้นสามารถเข้าถึงโอกาสเดียวกันได้ และแม้เพียงสัดส่วน 10% ถึง 20% ในพอร์ตก็สามารถยกระดับผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

กุญแจสำคัญคือการเข้าใจว่า สภาพคล่องต่ำเป็นคุณลักษณะเชิงโครงสร้างของการลงทุนในตลาดสินทรัพย์นอกตลาด ซึ่งนักลงทุนระยะยาวจะได้รับผลตอบแทนชดเชย และการเก็บเกี่ยวส่วนชดเชยสภาพคล่อง (Illiquidity Premium) นี้สามารถทบต้นจนกลายเป็นความได้เปรียบด้านผลตอบแทนที่พลิกโฉมพอร์ตได้ในระยะยาว

 

ขณะที่ AI จะเป็นเหมือนอินเทอร์เน็ตในปี 1998 บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน หรือที่เรียกว่ากลุ่ม “จอบและพลั่ว” (Picks and Shovels) มีความสำคัญ แต่มูลค่าระยะยาวจะมาจากองค์กรที่นำ AI ไปใช้เปลี่ยนแปลงการดำเนินงานหลักของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทสาธารณสุขในการค้นคว้ายา บริษัทการเงินในการบริหารความเสี่ยง และผู้ผลิตในการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ เส้นโค้งการยอมรับเทคโนโลยียังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ดังนั้นแนวทางการกระจายพอร์ตจึงยังสมเหตุสมผล

 

ในเชิงปฏิบัติการ AI ช่วยยกระดับความสามารถของที่ปรึกษาได้จริงโดยไม่ได้เข้ามาแทนที่การบริหารความสัมพันธ์ของมนุษย์ ที่ปรึกษาที่เก่งที่สุดจะยิ่งมีผลิตภาพสูงขึ้นด้วยเครื่องมือใหม่ที่ช่วยวิเคราะห์พอร์ตและปรับปรุงการรายงานผลให้ลูกค้า การลดความยุ่งยากด้านงานธุรการช่วยปลดล็อกเวลาให้ที่ปรึกษาไปทำงานที่มีคุณค่า นั่นคือการหาลูกค้าใหม่และการดูแลลูกค้าเดิม

 

ภาพ: Alive Color Stock / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories