×

เกิดอะไรขึ้นที่สภากทม. ปมรถขยะ EV 6,038 ล้านบาท เปิดเหตุผล เมื่อทุกฝ่ายบอกว่า ‘เห็นด้วย’ แต่สุดท้ายโหวตตัดงบ

โดย THE STANDARD TEAM
16.09.2026
  • LOADING...
ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยืนอยู่ด้านหน้า โดยมีรถขยะ EV เป็นฉากหลัง

ฝ่ายบริหาร กทม. ยืนยันโครงการเช่ารถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน ช่วยประหยัดค่าพลังงานตลอดสัญญา 4,745 ล้านบาท พร้อมเปิดให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน

 

 
 

ขณะที่ ส.ก. ตั้งคำถามถึงผลทดลองใช้จริง เงื่อนไข TOR และการแบ่งความรับผิดชอบด้านสถานีชาร์จ ขณะที่วิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก. เขตบางรัก วิจารณ์ แม้ประกาศสนับสนุน EV แต่กลับลงมติตัดงบ ผลกระทบสุดท้ายตกอยู่กับประชาชน

 

ล่าสุดวันนี้ (16 กันยายน) มีความเห็นต่างเกี่ยวกับโครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า หรือรถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน วงเงินรวม 6,038,582,000 บาท ยังคงดำเนินต่อไป หลังสภากรุงเทพมหานครมีมติตัดรายการงบประมาณดังกล่าวออกจากร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570

 

วิพุธ ศรีวะอุไร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางรัก กล่าวถึงมติดังกล่าวว่า “กทม. จะไม่ไปไหน ก็เพราะพวกท่านเล่นแต่การเมือง พูดว่าสนับสนุน วิธีแก้ปัญหามีหลายวิธีในการติดตาม แต่สุดท้ายโหวตคว่ำ ผลก็ตกอยู่กับประชาชน”

 

ข้อถกเถียงสำคัญของโครงการนี้ เพราะทั้งฝ่ายบริหาร กทม. และฝ่ายที่ลงมติตัดงบประมาณต่างยืนยันว่า สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากรถขยะเครื่องยนต์ดีเซลไปสู่รถขยะพลังงานไฟฟ้า แต่มีความเห็นแตกต่างกันถึงความพร้อม รูปแบบการจัดหา และมาตรการป้องกันความเสี่ยงของโครงการมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท

 

3 โครงการ รถขยะ EV 1,347 คัน

 

โครงการที่ฝ่ายบริหาร กทม. เสนอ แบ่งเป็น 3 รายการ ได้แก่

 

  • โครงการเช่ารถไฟฟ้าเก็บขนมูลฝอยแบบอัด ขนาด 2 ตัน จำนวน 399 คัน วงเงิน 1,595,577,060 บาท
  • โครงการเช่ารถไฟฟ้าเก็บขนมูลฝอยแบบอัด ขนาด 5 ตัน จำนวน 874 คัน วงเงิน 4,125,463,540 บาท
  • โครงการเช่ารถไฟฟ้าเก็บขนมูลฝอยแบบยกภาชนะ ขนาด 8 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 74 คัน วงเงิน 317,541,400 บาท

 

รวมรถทั้งหมด 1,347 คัน วงเงิน 6,038,582,000 บาท เป็นโครงการผูกพันระยะเวลา 7-8 ปี โดยมีระยะเวลาเช่ารถ 5 ปี เพื่อทดแทนรถเก็บขยะเครื่องยนต์สันดาปซึ่งทยอยสิ้นสุดสัญญาระหว่างปี 2568-2570

 

ในการประชุมสภา กทม. เมื่อวันที่ 15 กันยายน มีสมาชิกยืนยันตัวตนและลงคะแนน 50 คน ผลปรากฏว่า 27 คนเห็นชอบให้ตัดงบประมาณ 19 คนไม่เห็นชอบให้ตัดงบประมาณ และ 4 คนงดออกเสียง

 

เสียงข้างมากเห็นว่า กทม. ควรใช้รถเก็บขยะรูปแบบเดิมไปก่อน จนกว่าจะมีผลการทดลองใช้รถขยะ EV ที่สามารถยืนยันประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจริงได้

 

ชัชชาติยืนยัน EV จำเป็นต่อเมือง ช่วยประหยัดพลังงาน 4,745 ล้านบาท

 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า การเปลี่ยนผ่านจากรถขยะดีเซลไปสู่รถขยะไฟฟ้าเป็นเรื่องจำเป็นต่อกรุงเทพฯ ทั้งในมิติของประสิทธิภาพการให้บริการ สิ่งแวดล้อม และต้นทุนระยะยาว

 

ฝ่ายบริหารระบุว่า อัตราค่าเช่ารถขยะ EV ต่ำกว่าสัญญาเช่ารถดีเซลเดิมเมื่อปี 2563 ประมาณร้อยละ 7-10 และหากคำนวณจากระยะทางวิ่งเฉลี่ยวันละ 200 กิโลเมตร รถขยะ EV ทั้ง 1,347 คันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอดสัญญา 5 ปีได้ประมาณ 4,745 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 949 ล้านบาท

 

ตัวเลขของ กทม. ระบุว่า รถดีเซลจะมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอด 5 ปีประมาณ 8,756.63 ล้านบาท โดยคำนวณจากราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 39 บาท ขณะที่รถ EV จะมีค่าไฟฟ้าประมาณ 4,011.90 ล้านบาท โดยคำนวณจากค่าไฟหน่วยละ 6 บาท ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณร้อยละ 54

 

จำนวนเงินที่ประหยัดได้คิดเป็นประมาณร้อยละ 79 ของวงเงินค่าเช่ารถ EV ทั้งโครงการ

 

ในด้านสิ่งแวดล้อม กทม. ระบุว่า รถขยะ EV จะช่วยลดการปล่อยฝุ่น PM2.5 ได้มากกว่า 188,231 กิโลกรัม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 441,355 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดระยะเวลาสัญญา 5 ปี นอกจากนี้รถไฟฟ้ายังมีเสียงรบกวนน้อยกว่า เหมาะกับการเก็บขยะในเวลากลางคืนตามพื้นที่ชุมชน

 

ฝ่ายบริหารยังยืนยันว่า ปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 13 จังหวัดนำรถขยะ EV ไปใช้แล้ว และ กทม. ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงเพื่อวางระบบสถานีชาร์จ โดยจะมีการทดสอบสมรรถนะรถอย่างเข้มงวดก่อนรับมอบและนำมาใช้งานจริง

 

หากรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ ผู้ให้เช่าจะต้องจัดส่งรถสำรองมาทดแทนภายใน 3 ชั่วโมง ส่วนข้อกังวลด้านความโปร่งใส โครงการได้รับคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการข้อตกลงคุณธรรม โดยมีผู้เชี่ยวชาญอิสระร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อเสนอแนะตั้งแต่ขั้นตอนจัดทำร่าง TOR

 

นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการกำกับติดตามที่ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงบประมาณ

 

กทม. เตือนด้วยว่า หากงบประมาณปี 2570 ไม่ได้รับอนุมัติ อาจต้องต่อสัญญาเช่ารถดีเซลเดิมออกไปอีกประมาณ 2 ปี ทั้งที่รถบางส่วนมีอายุการใช้งาน 5-7 ปี ส่งผลให้ยังต้องแบกรับค่าเชื้อเพลิง มลพิษ และเสียงรบกวนต่อไป

 

ส.ก. พรรคประชาชนย้ำ สนับสนุน EV แต่ยังไม่พร้อมอนุมัติโครงการ

 

ด้าน ส.ก. พรรคประชาชน และกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณ กทม. ปี 2570 ในสัดส่วนพรรคประชาชน ยืนยันว่า ไม่ได้คัดค้านการนำรถพลังงานสะอาดมาใช้ในกรุงเทพฯ แต่ไม่เห็นชอบกับรายละเอียดการจัดหาในโครงการนี้

 

ข้อกังวลสำคัญมี 4 ประเด็น ได้แก่ คุณภาพและความแข็งแรงของตัวรถ ประสิทธิภาพของระบบเก็บและบดอัดขยะ ระยะทางที่รถสามารถวิ่งได้จริงขณะบรรทุกขยะ และการบริหารจัดการสถานีชาร์จ

 

ฝ่ายที่คัดค้านตั้งข้อสังเกตว่า รถเก็บขยะมีลักษณะการทำงานต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป เพราะต้องหยุดและออกตัวตลอดเส้นทาง ใช้พลังงานกับระบบยกและบดอัด และต้องรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างการเก็บขยะ

 

การพิจารณาจึงไม่ควรอาศัยเพียงข้อมูลระยะทางวิ่งจากผู้ผลิต แต่ควรมีผลทดสอบจากการใช้งานจริงว่า เมื่อบรรทุกขยะเต็มคันแล้ว รถจะยังวิ่งได้ตามระยะทางที่กำหนดหรือไม่ ระบบบดอัดมีแรงเพียงพอหรือไม่ และการชาร์จไฟจะกระทบต่อจำนวนรอบการเก็บขยะหรือไม่

 

ส.ก. พรรคประชาชนเสนอให้ กทม. ทดลองใช้รถจริงในพื้นที่นำร่องเป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน ก่อนนำข้อมูลไปจัดทำ TOR และลงนามในสัญญาขนาดใหญ่ แทนการกำหนดให้เอกชนผู้ชนะการประกวดราคานำรถมาทดสอบก่อนรับมอบภายหลังลงนามในสัญญาแล้ว

 

ฝ่ายคัดค้านยังระบุว่า ตั้งแต่ปี 2566 สภา กทม. เคยอนุมัติงบประมาณเกี่ยวกับการเช่ารถขยะ EV ให้ฝ่ายบริหารแล้วรวม 10 โครงการ แต่ยังไม่สามารถนำไปสู่การใช้งานได้สำเร็จ เนื่องจากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติ การจัดทำราคากลาง การแข่งขัน และการเขียน TOR

 

จึงเห็นว่า การทดลองใช้จริงก่อนจะช่วยให้ กทม. มีข้อมูลเพียงพอในการกำหนดสเปกและเงื่อนไขสัญญา ลดข้อครหาเรื่องการล็อกสเปก และป้องกันไม่ให้ กทม. เสียเปรียบภายหลังลงนามในสัญญา

 

เช่ารถหรือจ้างเก็บขยะทั้งระบบ

 

อีกประเด็นที่เป็นหัวใจของความเห็นต่างคือ รูปแบบการจัดหา

 

โครงการของฝ่ายบริหารเป็นการเช่าเฉพาะตัวรถขยะ EV ขณะที่ กทม. ยังคงรับผิดชอบด้านบุคลากร การกำหนดเส้นทางเก็บขยะ และการบริหารจัดการสถานีชาร์จ

 

ฝ่ายคัดค้านเสนอว่า กทม. ควรเปรียบเทียบต้นทุนและความเสี่ยงกับอีกแนวทางหนึ่ง คือการจ้างเอกชนให้บริการเก็บขยะด้วยรถ EV แบบครบวงจร โดยให้เอกชนรับผิดชอบทั้งรถ บุคลากร ค่าไฟ แบตเตอรี่ ระบบชาร์จ การซ่อมบำรุง และรถสำรอง

 

ภายใต้แนวทางดังกล่าว กทม. จะทำหน้าที่กำหนดเป้าหมายและควบคุมคุณภาพ เช่น ต้องเก็บขยะครบทุกเส้นทาง มีรถพร้อมใช้งานตามจำนวน และหากรถเสียต้องมีรถเข้ามาทดแทน โดยซื้อผลลัพธ์ของการให้บริการแทนการเช่าเฉพาะตัวรถ

 

ส.ก. พรรคประชาชนยังแย้งคำชี้แจงที่ว่า มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 13 จังหวัดใช้รถขยะ EV แล้ว โดยระบุว่า หลายพื้นที่ใช้รูปแบบจ้างเหมาเอกชนเก็บขยะด้วยรถ EV ไม่ใช่การเช่ารถมาให้หน่วยงานท้องถิ่นบริหารจัดการเอง จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับโครงการของ กทม. ได้โดยตรง

 

อีกข้อกังวลคือ การที่ กทม. เป็นผู้รับผิดชอบสถานีชาร์จเอง อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องการแบ่งความรับผิดชอบในอนาคต หากแบตเตอรี่เสื่อม รถเกิดความเสียหาย หรือเกิดเหตุระหว่างการชาร์จ เพราะบริษัทผู้ให้เช่ารถอาจอ้างว่าปัญหาเกิดจากระบบชาร์จ ขณะที่ผู้ดูแลระบบชาร์จอาจเห็นว่าปัญหาเกิดจากตัวรถหรือแบตเตอรี่

 

ฝ่ายบริหารจึงถูกเรียกร้องให้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า หากเกิดความเสียหายจะพิสูจน์สาเหตุอย่างไร ใครต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อไม่ให้บริการเก็บขยะหยุดชะงัก

 

ความเห็นต่างที่ต้องหาทางออก

 

กรณีรถขยะ EV ทำให้เห็นว่า ความขัดแย้งไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า กรุงเทพฯ ควรเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดหรือไม่ เพราะทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายสภาต่างเห็นด้วยกับเป้าหมายดังกล่าว

 

ความเห็นต่างอยู่ที่ว่า กทม. มีข้อมูลจากการใช้งานจริงเพียงพอแล้วหรือไม่ รูปแบบเช่าเฉพาะตัวรถคุ้มค่ากว่าการจ้างบริการทั้งระบบหรือไม่ และเงื่อนไขใน TOR สามารถถ่ายโอนความเสี่ยงไปยังเอกชนได้อย่างรัดกุมเพียงใด

 

ฝ่ายบริหารมองว่า โครงการผ่านกลไกตรวจสอบหลายระดับ มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และการตัดงบประมาณจะทำให้กรุงเทพฯ ต้องใช้รถดีเซลเก่าต่อไป ขณะที่ฝ่ายสภาเห็นว่า การอนุมัติโครงการผูกพันกว่า 6,000 ล้านบาทโดยยังไม่มีผลทดลองใช้จริงและรายละเอียดความรับผิดชอบที่ชัดเจน อาจสร้างความเสี่ยงต่อเงินภาษีของประชาชน

 

หลังจากนี้ ฝ่ายบริหารจำเป็นต้องตอบข้อทักท้วงด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ทั้งผลทดสอบสมรรถนะ ต้นทุนตลอดอายุโครงการ รายละเอียด TOR และการเปรียบเทียบระหว่างการเช่ารถกับการจ้างบริการทั้งระบบ

 

ขณะเดียวกัน ฝ่ายสภาซึ่งเรียกร้องให้ทดลองและปรับปรุงโครงการ ก็ควรกำหนดเงื่อนไขและกรอบเวลาที่ชัดเจนว่า หากฝ่ายบริหารดำเนินการครบถ้วนแล้ว โครงการจะสามารถกลับเข้าสู่การพิจารณาได้เมื่อใด

 

เพราะผลสุดท้ายของความล่าช้าหรือความผิดพลาด ไม่ได้ตกอยู่กับฝ่ายบริหารหรือฝ่ายสภาเพียงฝ่ายใด แต่ตกอยู่กับประชาชนที่ต้องการทั้งอากาศสะอาด การใช้ภาษีอย่างคุ้มค่า และระบบเก็บขยะที่สามารถทำงานได้จริงในทุกวัน

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising