×

ศศิกานต์ ชี้ธรรมาภิบาล AI ไทย ‘ไม่ปกติ’ จี้รัฐเร่งกฎหมายให้ทันเอกชน ห่วงดาต้าคนไทยอยู่ในมือต่างชาติ

โดย THE STANDARD TEAM
16.09.2026
  • LOADING...
ภาพศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงธรรมาภิบาล AI และข้อมูลคนไทย

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความกังวลต่อการขยายตัวของธุรกิจ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยระบุว่า ปัญหาที่รัฐต้องจับตาไม่ได้มีเพียงเรื่องการใช้น้ำ ไฟฟ้า หรือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงที่มาของเงินลงทุน การใช้ข้อมูลของประชาชน และความสามารถของรัฐในการออกกติกากำกับให้ทันกับภาคเอกชนด้วย (Thai Post)

 

วานนี้ (15 กันยายน) ศศิกานต์โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ระบุว่า ‘ธรรมาภิบาล’ ในวงการ AI ไทยกำลังไม่ปกติ พร้อมขอบคุณหน่วยงานภาครัฐที่มีการชะลอการอนุมัติการก่อสร้างและเร่งจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์

 

อย่างไรก็ตาม ศศิกานต์มองว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ การปล่อยให้มีการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์โดยไม่มีการเปิดเผยแผนต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เพราะนอกจากประเด็นการใช้น้ำ ไฟฟ้า และของเสียที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ความโปร่งใสของโครงการ AI ก็เป็นประเด็นสำคัญเช่นกัน โดยแบ่งสิ่งที่ต้องเร่งจัดการออกเป็น 2 ส่วน คือ ภาคเอกชนและภาครัฐ (Thai Post)

 

สำหรับภาคเอกชน ศศิกานต์ระบุว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ ‘ธรรมาภิบาล’ หรือ Corporate Governance พร้อมตั้งคำถามถึงที่มาของเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ระดับแสนล้านบาท รวมถึงความเสี่ยงที่เทคโนโลยี AI อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

 

เธอเห็นว่า ผู้ประกอบธุรกิจ AI ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมและเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจนว่า เงินลงทุนมาจากไหน กำลังพัฒนาโครงการอะไร และพัฒนาเพื่อใคร เนื่องจากผลกระทบของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวเทคโนโลยี แต่เชื่อมโยงกับข้อมูล ความมั่นคง และเศรษฐกิจของประเทศ

 

ศศิกานต์ยังตั้งคำถามว่า รัฐบาลสามารถมองตามแผนธุรกิจของภาคเอกชนในระยะ 5 ปีข้างหน้าได้ทันหรือไม่ โดยระบุว่า แม้หลายบริษัทจะเปิดเผยแผนการลงทุนแล้ว แต่ยังมีบริษัทอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะบริษัทจำกัด ที่สาธารณชนยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนว่ากำลังจะพัฒนาโครงการประเภทใด

 

อีกประเด็นที่ศศิกานต์แสดงความกังวลคือ การที่บริษัทเอกชนอาจครอบครองข้อมูลขนาดใหญ่ของประชาชน และนำข้อมูลเหล่านั้นไปประมวลผลด้วย AI ในอนาคต โดยเธอตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีกรอบกฎหมายกำกับดูแลที่เพียงพอ ความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลอาจสร้างความเสี่ยงตามมา

 

ศศิกานต์ยังกล่าวถึงกรณีที่บริษัทบางแห่งอาจเปิดรับการลงทุนหรือเปิดทางให้ต่างชาติเข้าถือหุ้นในอนาคต พร้อมตั้งคำถามว่า หากบริษัทที่ครอบครองข้อมูลของคนไทยจำนวนมากถูกซื้อหรือถูกถือหุ้นโดยต่างชาติ รัฐไทยจะมีกลไกอย่างไรในการดูแลไม่ให้ข้อมูลดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยทางข้อมูลของประเทศ

 

“หากบริษัทหนึ่งมีดาต้าคนไทยทั้งประเทศ แล้วมีต่างชาติเข้ามาขอซื้อบริษัทนั้นได้ จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อดาต้าคนไทยอยู่ในมือต่างชาติ” ศศิกานต์ระบุ พร้อมตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่า “รัฐบาลคิดทันเอกชนไหม” (www.thairath.co.th)

 

ส่วนภาครัฐ ศศิกานต์เห็นว่า หัวใจสำคัญคือ ‘ความเร็วในการออกกฎหมายให้ทันบริบทโลก’ โดยเรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเร่งผลักดันกรอบกำกับดูแล AI ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และตั้งคำถามว่า กฎหมายที่กำลังพัฒนาจะสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอีก 5 ปีข้างหน้าได้มากน้อยเพียงใด

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ประชุมคณะกรรมการเฉพาะด้านการขับเคลื่อนแผนด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ โดยหนึ่งในวาระคือการติดตามสถานะร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. …. ขณะที่แนวทางการกำกับดูแลที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของไทยมีแนวคิดเรื่อง AI Sandbox เป็นหนึ่งในกลไกสำหรับทดสอบและประเมินความเสี่ยงก่อนนำเทคโนโลยีไปใช้จริง (กระทรวงดิจิทัล)

 

ศศิกานต์ยังยกประเด็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์ โดยตั้งคำถามถึงความพร้อมของระบบภาครัฐ หากในอนาคต AI ถูกนำไปใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหรือระบบทางการเงิน พร้อมมองว่ารัฐจำเป็นต้องเตรียมกติกาและระบบรับมือก่อนที่เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลกว่าความสามารถในการกำกับดูแล

 

ศศิกานต์ทิ้งท้ายว่า หากภาครัฐก้าวตามภาคเอกชนและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไม่ทัน AI ซึ่งควรเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจอาจถูกนำไปใช้ในอีกด้านหนึ่ง พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยเตรียมรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวไว้อย่างไร

 

“บางปัญหาใหญ่ เราสามารถตัดไฟได้ตั้งแต่ต้นลม” ศศิกานต์ระบุ

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising