คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งฟ้องผู้ถูกร้อง ‘คดีฮั้วเลือก สว.’ ทั้งหมด 77 คนต่อศาลฎีกา ในจำนวนนี้เป็น สว. 26 คน และ สส. พรรคภูมิใจไทย 1 คน แต่สั่งไม่ฟ้องกรรมการบริหารพรรคสีน้ำเงิน
ประเด็นสำคัญ
ตัวเลข 77 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย ในจำนวนนี้ไม่มี สส. กรรมการบริหารพรรคการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สำหรับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดที่ กกต. พิจารณาในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 427 ราย ไม่ใช่จำนวน 229 ราย ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 สั่งฟ้อง ซึ่งมีทั้ง สว. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยอยู่ในนั้นด้วย
การที่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรอดหมด ยังส่งผลให้ ‘ฝั่งสีน้ำเงิน’ รอดพ้นจากการถูกร้องยุบพรรค เพราะหากมีกรรมการบริหารพรรคสักคนหนึ่งถูก กกต. สั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาเลือกตั้ง ฝ่ายตรงข้ามย่อมนำเรื่องนี้ไปต่อยอดร้องยุบพรรคภูมิใจไทยได้
รายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยอ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ สัมภาษณ์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังทราบมติของ กกต. รวมถึงแนวทางหลังจากนี้ที่พรรคจะดำเนินการ
เปิด 7 ข้อกล่าวหา ในการลงมติ กกต.
ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ร่วมกันแถลงข่าว โดยไม่ได้เปิดเผยตัวเลขการลงมติของ 7 กกต. โดยบอกเพียงว่าเป็น ‘เสียงข้างมาก’ ต่อ 7 ข้อกล่าวหา ดังนี้
ข้อกล่าวหาที่ 1 กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ข้อกล่าวหาที่ 2 ผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง หรือไม่
ข้อกล่าวหาที่ 3 ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขการแนะนำตัวตามที่ กกต. กำหนด ตามมาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 หรือไม่
ข้อกล่าวหาที่ 4 ผู้ใดจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (1) หรือไม่
ข้อกล่าวหาที่ 5 ผู้ใดเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (3) หรือไม่
ข้อกล่าวหาที่ 6 ผู้ใดเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัคร เพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัคร ตามมาตรา 79 หรือไม่
ข้อกล่าวหาที่ 7 ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่
กกต. ลงมติแยก 7 ข้อกล่าวหา แต่มองข้าม ‘พฤติการณ์ที่เป็นขบวนการ’
อภิสิทธิ์เริ่มจำแนก 7 ข้อกล่าวไว้เป็น 2 กลุ่มได้แก่
- ▪️ข้อกล่าวหาที่ 1–2: เกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรค สส. รัฐมนตรี หรือนักการเมือง เข้าไปวางแผน บงการ หรือช่วยเหลือผู้สมัคร สว. (กกต. มีมติยกร้อง/ไม่สั่งฟ้องทั้งหมด)
- ▪️ ข้อกล่าวหาที่ 3–7: พฤติการณ์การแนะนำตัวไม่เป็นไปตามระเบียบ (ข้อ 3), การเสนอ แลกเปลี่ยน จูงใจ หรือจ่ายเงินจ้างโหวต (ข้อ 4–7) (กกต. สั่งฟ้องเฉพาะบางส่วน)
“ข้อผิดพลาดเชิงวิธีคิดของ กกต. คือการจับแยกข้อกล่าวหาที่ 1–2 ออกจากข้อกล่าวหาที่ 3–7 อย่างเด็ดขาด” อภิสิทธิ์กล่าว
อภิสิทธิ์กล่าวว่า กกต. เลือกตัดส่วนพิจารณาข้อกล่าวหาที่ 1-2 แยกออกจากข้อกล่าวหาที่ 3-7 ทำให้มองเป็นเพียงพฤติกรรมเดี่ยวๆ รายบุคคล โดยไม่เอะใจถึงรูปแบบที่เกิดขึ้นสอดคล้องกันทั่วประเทศ ราวกับว่ามองข้ามภาพรวมของพฤติการณ์ที่เป็นขบวนการอย่างชัดเจน
โดย กกต. ไปตั้งต้นว่าข้อกล่าวหาที่ 1-2 อิงอยู่กับคำให้การของพยานรหัส 16 เมื่อมองว่าพยานปากนี้ขาดความน่าเชื่อถือ กกต. จึงตัดจบและสั่งไม่ฟ้องทันที โดยไม่ไปตรวจดูพยานแวดล้อมอื่น
อภิสิทธิ์ตั้งคำถามอีกว่า เหตุใด กกต. จึงไม่สอบสวนต่อ เช่น สอบถามผู้ถูกกล่าวหาตรงๆ ว่า การโทรหากันวันละนับสิบสายในช่วงลงคะแนนคุยเรื่องอะไร หรือการเดินทางไปรวมตัวกันที่โรงแรมมีแรงบันดาลใจอะไร
“กกต. ยอมรับเองว่าพบข้อมูลการโทรศัพท์ติดต่อกัน หรือการปรากฏตัวของนักการเมืองในสถานที่ต่างๆ แต่กลับอ้างว่าไม่รู้เขาโทรคุยเรื่องอะไรกัน หรือไม่รู้เขาไปทำอะไรกัน” อภิสิทธิ์ขยายความ
ส่วนข้อกล่าวหาที่ 3-7 ปรากฏหลักฐานพฤติกรรมชัดเจนว่า มีการรวมตัวจัดทำโพยในโรงแรมหลายจังหวัด มีข้อมูลตำแหน่งสัญญาณโทรศัพท์ และมีการจ่ายเงินค่าที่พัก
นอกจากนั้น ตัวเลขบนบัตรเลือกตั้ง สว. มีการเขียนตัวเลขสลับไปมาในรูปแบบเดียวกันอย่างผิดธรรมชาติ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญแทบเป็นไปไม่ได้ แสดงถึงการทำโพยและทำงานเป็นขบวนการอย่างชัดเจน
อภิสิทธิ์ระบุว่า หาก กกต. พิจารณาพฤติการณ์ในข้อ 3-7 ว่าเป็นขบวนการ ก็จะต้องตั้งคำถามต่อทันทีว่า ‘ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้’ ซึ่งจะเชื่อมโยงกลับไปสู่ข้อกล่าวหาที่ 1-2 ทันที การจับแยกส่วนจึงทำให้ฝ่ายการเมืองหลุดรอดได้ง่าย
ทั้งนี้ อภิสิทธิ์ได้วิจารณ์ว่า กกต. กำลังทำ 2 สิ่งที่เอื้อให้ฝ่ายการเมืองหลุดรอดคดีได้ง่ายขึ้น ได้แก่
- เน้นให้ความเป็นธรรมรายบุคคล แต่มองข้ามการทำเป็น ‘ขบวนการ’: แม้จะจำเป็นต้องให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายคน แต่การพิจารณาเพียงมิติเดียวโดยไม่มองภาพรวมของการตั้งขบวนการ ถือเป็นจุดบกพร่องสำคัญ
- พิจารณาฝ่ายการเมืองโดยไม่เชื่อมโยงข้อวินิจฉัยส่วนอื่น: การพิจารณาในส่วนของนักการเมืองโดยแยกขาด และไม่นำข้อวินิจฉัยในส่วนอื่นๆ มาดูความเชื่อมโยงร่วมกัน
‘พยานรหัส 16 ไม่น่าเชื่อถือ’ คือเหตุผลหลักที่ยกคำร้อง 21 นักการเมืองภูมิใจไทย
เอกราช ช่างเหลา กำลังถูกพูดถึงหลังเป็นพยานรหัส 16/26 ในคดีฮั้ว สว. โดยเอกราชเป็นอดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกขับออกจากสมาชิกภาพพรรคเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 ก่อนย้ายซบพรรคกล้าธรรมเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568
จากนั้น วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เอกราชได้เดินทางมาให้ถ้อยคำต่อ กกต. และยื่นเรื่องขอ ‘กันตัวเองเป็นพยาน’ (ก่อนที่พรรคภูมิใจไทยจะประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลในวันที่ 18 มิถุนายน 2568)
โดยเนื้อหาคำให้การครั้งแรก ได้ให้การซัดทอดและพาดพิงถึงกรรมการบริหารพรรค, ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, และแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่ามีการวางแผนและจัดทำระบบกระบวนการเลือก สว.
อย่างไรก็ตาม เอกราชได้ส่งหนังสือขอกลับคำให้การไปยังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยอ้างในหนังสือว่า ถูก ‘ชายไม่ทราบชื่อข่มขู่บังคับ’ ให้กล่าวหาพรรคภูมิใจไทย และขอแจ้งว่าสิ่งที่เคยให้การไว้ในครั้งแรกนั้น ‘ไม่เป็นความจริงทั้งหมด’
ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ให้เหตุผลในการสั่งไม่ฟ้องผู้ถูกร้องในกลุ่มที่เป็นนักการเมืองจากพรรคภูมิใจไทย 21 คนว่า พยานรหัส 16/26 ’เป็นพยานที่ไม่น่าเชื่อถือ’ เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2
แม้จะพบว่ามีการโทรศัพท์หากัน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าพูดคุยกันในเรื่องใด จึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1
ซึ่งข้อกล่าวหาที่ 1 เมื่อ กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่ายังรับฟังไม่ได้ จึงมีผลต่อเนื่องไปยังข้อกล่าวหาที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับการได้รับความช่วยเหลือในการเลือก สว. เพราะยังไม่สามารถรับฟังได้ว่าบุคคลที่มีชื่อในสำนวนได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว
“พยานคนนี้มีมูลเหตุโกรธเคืองกับพรรคภูมิใจไทย จากการถูกขับออกจากพรรค จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง ผมอยู่ศาลมา 38 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา พยานกลับคำ ผมลงโทษมาเยอะ แต่พยานปากนี้ หรือ 3 ปากไม่มีความน่าเชื่อถือตั้งแต่แรก” ประธาน กกต. กล่าว
3 ข้อกังขาทางกฎหมาย ’กกต. ทำผิดพลาดในการประเมินพยานรหัส 16’
“หาก กกต. เห็นว่าพยานรหัส 16 ให้การเท็จ เหตุใดคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 หรือ กกต. จึงไม่ดำเนินคดีข้อหาให้การเท็จ กลั่นแกล้งผู้อื่นตามกฎหมายเลือกตั้ง หรือถอนสิทธิ์การกันเป็นพยานเพื่อนำกลับมาเป็นผู้ต้องหา” อภิสิทธิ์กล่าว
จากนั้น อภิสิทธิ์ได้ฉายภาพประเด็นนี้ด้วย 3 ข้อกังขาคือ
1. เหตุใดจึงไม่ดำเนินคดีข้อหาให้การเท็จ: หาก กกต. และคณะทำงานชุด 36 เห็นว่าคำให้การครั้งแรกของเอกราชเป็นเรื่องไม่จริง เหตุใดจึงไม่มีการดำเนินคดีกับเอกราชในข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน
2. เหตุใดไม่ดำเนินคดีข้อหากลั่นแกล้งตามกฎหมายเลือกตั้ง: ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (พ.ร.ป. สว.) การกล่าวหาผู้อื่นว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ มีโทษอาญาความผิดฐานกลั่นแกล้งผู้อื่นโดยเฉพาะ แต่ กกต. กลับไม่ได้ดำเนินคดีในส่วนนี้
3. เหตุใดจึงไม่ถอนสถานะการกันเป็นพยาน: เดิมทีเอกราชมีสถานะเป็นผู้ต้องหา แต่ได้รับการ “กันตัวไว้เป็นพยาน” เพราะคำให้การซัดทอดครั้งแรก เมื่อเจ้าตัวส่งหนังสือยอมรับเองว่าคำให้การนั้นเป็นเท็จ เหตุใด กกต. จึงไม่ถอนสิทธิ์การกันเป็นพยาน แล้วนำตัวนายเอกราชกลับเข้าสู่สถานะผู้ต้องหาเพื่อสั่งฟ้องดำเนินคดีตามปกติ
อภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่พรรคภูมิใจไทยยังมีอำนาจเป็นรัฐบาล หากเอกราชไม่มีข้อมูลจริง จะกล้าออกมาให้การซัดทอดตั้งแต่แรกหรือ ข้ออ้างที่ว่าถูกกดดันหลังจากพ้นจากพรรคจึงยังมีน้ำหนักน่าสงสัย
หาก กกต. สงสัยในตัวเอกราช สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การตัดจบสั่งไม่ฟ้อง แต่ควรดำเนินคดีหรือส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ซึ่งใช้ระบบไต่สวน เมื่อเรื่องเข้าสู่ชั้นศาล จะมีอำนาจเรียกเอกราชมาไต่สวนและสาบานตน เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจนต่อหน้าศาลว่า คำให้การครั้งแรกหรือหนังสือกลับคำให้การครั้งที่สอง อันไหนคือความจริงกันแน่
ทั้งนี้ อภิสิทธิ์ยังกล่าวถึง กกต. ว่า ทำผิดพลาดในการประเมินพยาน โดยมองเอกราชแบบแยกส่วนเดี่ยวๆ (การตีความตัวบทกฎหมายทีละมาตรา ทีละประโยค หรือทีละคำ โดยตัดบริบทแวดล้อม เจตนารมณ์ หรือข้อเท็จจริงในสังคมออกไป) ทั้งที่คำให้การครั้งแรกของเอกราชสอดคล้องอย่างพอดีกับพยานหลักฐานเชิงแวดล้อมทั่วประเทศ
ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการพักรวมกันในโรงแรมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี, ข้อมูลตำแหน่งสัญญาณโทรศัพท์ และการโทรติดต่อกันถี่ผิดปกติช่วงวันลงคะแนน รวมทั้งลักษณะตัวเลขในบัตรลงคะแนนที่เขียนสลับไปมาเหมือนกันอย่างผิดธรรมชาติ
“การตัดทิ้งพยานรหัส 16 แล้วสรุปว่าไม่มีผู้อยู่เบื้องหลัง ก็เหมือนเห็นเหตุการณ์ล้มบอลทุกสนามแล้วบอกว่าไม่มีคนวางแผน แต่ละสนามแค่นัดกันล้มเอง” อภิสิทธิ์กล่าวย้ำ
กกต. เน้นแต่ ‘มาตรา 77’ แต่ละเลย ‘มาตรา 62’
อภิสิทธิ์ระบุเพิ่มว่า กกต. มุ่งพิจารณาเฉพาะความผิดมาตรา 77 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ป.สว. (เรื่องการจ่ายเงินจ้างโหวต) ในข้อกล่าวหาที่ 4-7
แต่ละเลยการส่งศาลฎีกาตาม พ.ร.ป.สว. มาตรา 62 (การกระทำอันเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครคนอื่น) ทั้งที่มาตรา 62 ไม่ต้องมีหลักฐานเส้นทางการเงิน และในอดีต กกต. เคยใช้มาตรา 62 ส่งศาลฎีกาตัดสินลงโทษมาแล้ว (กรณีผู้สมัคร สว.ชลบุรี สมยอมแลกคะแนน-ฝ่าฝืนกฎหมาย ผ่านแชตไลน์)
ทั้งนี้ ในชั้น กกต. กฎหมายกำหนดให้ใช้เกณฑ์ ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ เพื่อส่งเรื่องให้ศาลไต่สวน แต่ กกต. กลับนำมาตรฐาน ‘การพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัย’ ซึ่งเป็นหน้าที่ชั้นตัดสินของศาล มาใช้เป็นเหตุผลในการตัดฟ้องฝ่ายการเมือง
“กกต. แสดงพฤติกรรมเสมือนทำหน้าที่เป็นองค์คณะผู้พิพากษาตัดสินคดีเสียเอง ทั้งที่การสั่งฟ้องส่งศาลฎีกาในระบบไต่สวนไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว แต่เป็นการส่งให้ศาลพิสูจน์ความจริง” อภิสิทธิ์กล่าวเพิ่ม
นี่แค่จุดเริ่มต้น คดีนี้อีกยาว
“วันนี้ยังไงก็ไม่ใช่ว่าจะจบ มันไม่จบหรอก คดีนี้ยังต้องสู้กันอีกยาวนานในหลากหลายช่องทาง” อภิสิทธิ์กล่าวถึงคดีฮั้ว สว.
อภิสิทธิ์ระบุว่า หากในชั้นไต่สวนของศาลฎีกา มีการให้การซัดทอดพยานหลักฐานใหม่ปรากฏขึ้น หรือเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น ข้อเท็จจริงนั้นจะกลายเป็น ‘ความปรากฏ’ ที่บังคับให้ กกต. ต้องนำกลับมาตั้งเรื่องสอบสวนผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งก่อนหน้านี้ หาก กกต. สั่งไม่ฟ้องเลยแม้แต่คนเดียว คดีอั้งยี่และฟอกเงินของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะเดินหน้ายากเพราะขาดความผิดมูลฐาน แต่ กกต. มีมติสั่งฟ้อง สว. 26 คน ก็เป็นการเปิดช่องให้ DSI ใช้เป็นหลักพิงเรื่องความผิดมูลฐานเพื่อเดินหน้าสอบสวนคดีอั้งยี่และฟอกเงินต่อได้บางส่วน
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นฟ้อง กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยอ้างอิงจากกรณีคดีที่จังหวัดอำนาจเจริญ ที่เคยมีการยื่นโต้แย้งคำสั่ง/คำวินิจฉัยของ กกต. และศาลได้รับคำร้องไว้พิจารณา


