อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องผู้ถูกร้องจำนวน 77 รายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไปยังศาลฎีกา พร้อมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา
โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ประชุมทีมกฎหมายเพื่อวิเคราะห์มติดังกล่าว และยืนยันว่าการลงมติในวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด
อภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนผู้ถูกส่งเรื่องให้ศาลฎีกาที่มีเพียง 77 ราย ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับจำนวน 229 รายที่คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เคยเสนอไว้ และยังน้อยกว่าจำนวนที่ปรากฏในความเห็นของฝ่ายเลขาธิการหรือรองเลขาธิการ กกต. จึงเกิดคำถามถึงเหตุผลในการตัดรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาออกในขั้นตอนการพิจารณาของ กกต.
นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ยังมองว่า กกต. อาจใช้มาตรฐานการพิจารณาของคดีอาญาที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย มาใช้ในการพิจารณาความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งในความเป็นจริง อำนาจของ กกต. สามารถดำเนินการได้หากมีพยานหลักฐานและเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น
ประเด็นสำคัญอีกประการที่อภิสิทธิ์หยิบยกขึ้นมาคือ ลักษณะของข้อกล่าวหาในข้อ 3 ถึงข้อ 7 ซึ่งพฤติการณ์ที่ปรากฏไม่ได้มีลักษณะต่างคนต่างทำ แต่คล้ายคลึงกับการดำเนินการเป็นกระบวนการหรือเป็นระบบ
โดยเฉพาะเมื่อพบบุคคลจำนวนหนึ่งที่เป็นบุคลากรของพรรคการเมืองเดียวกันมีพฤติการณ์ที่ใกล้เคียงกัน การพิจารณาแยกเป็นรายบุคคลจึงอาจไม่สะท้อนภาพรวมของเหตุการณ์ กกต. จึงควรพิจารณาว่าใครเป็นผู้วางกระบวนการและใครอยู่เบื้องหลัง
อภิสิทธิ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของพยานรายหนึ่งที่กลับคำให้การในภายหลัง โดยเฉพาะการอธิบายเหตุผลว่าพยานมีความขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทยเนื่องจากถูกขับออกจากพรรคและไปสังกัดพรรคกล้าธรรม ซึ่งอภิสิทธิ์ระบุว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
พร้อมตั้งคำถามว่า หากการกลับคำให้การเกิดจากการถูกข่มขู่หรือมีอิทธิพลทางการเงินเข้ามากดดัน เหตุใดในการให้การครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งพรรคภูมิใจไทยยังเป็นแกนนำรัฐบาล พยานจึงกล้าให้การพาดพิงถึงบุคคลต่างๆ ได้
อภิสิทธิ์เรียกร้องให้เปิดเผยรายละเอียดของบุคคลที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ข่มขู่พยาน พร้อมทั้งตั้งคำถามทางกฎหมายว่า หากคำให้การเดิมเป็นเท็จ เหตุใดจึงไม่มีการดำเนินคดีกับพยานในข้อหาให้การเท็จ และสถานะของบุคคลดังกล่าวควรกลับไปเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่
พรรคประชาธิปัตย์ยังต้องการให้ กกต. เปิดเผยรายละเอียดคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคลอย่างชัดเจน ถึงเหตุผลและพยานหลักฐานที่นำไปสู่การสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง รวมถึงเรียกร้องให้ตรวจสอบบทบาทของบุคลากรพรรคการเมืองบางราย ที่อาจมีตำแหน่งหรือบทบาททางการเมืองในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ เช่น บุคคลที่ทำหน้าที่เป็นเลขานุการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
สำหรับขั้นตอนต่อไป อภิสิทธิ์เห็นว่า คดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการอยู่ควรเดินหน้าต่อไป พร้อมจับตาดูการโยกย้ายบุคลากรที่รับผิดชอบคดีดังกล่าว ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการสอบสวน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไม่เข้าแทรกแซงการทำงานของ DSI
ในส่วนของการดำเนินคดีในศาลฎีกา กกต. ควรส่งข้อมูลการไต่สวนทั้งหมดอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะสำนวนและผลการทำงานของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อให้ศาลได้พิจารณาประกอบ แม้จะมีการส่งเรื่องเพียง 77 รายก็ตาม
ในการนี้ยังมีทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ร่วมแถลง อาทิ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ และ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. พรรค พร้อมด้วย ราเมศ รัตนะเชวง ประธานคณะกรรมการกฎหมายของพรรค










