วันนี้ (15 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าผลักดันการเสนอพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ให้ได้รับการรับรองเป็นอุทยานมรดกอาเซียน เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว หลังคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 โดยในขั้นตอนต่อไป คณะผู้เชี่ยวชาญของศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ACB) จะลงพื้นที่ประเมินระหว่างวันที่ 16-18 กันยายน 2569
ลลิดา กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีพื้นที่ประมาณ 296,922.22 ไร่ ครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และอำเภอดอยหล่อ มีสัดส่วนป่าธรรมชาติร้อยละ 89.5 และเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำปิง ส่วนหนึ่งของระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยพื้นที่กว่าร้อยละ 40.48 เป็นเขตลุ่มน้ำคุณภาพชั้นที่ 1 ทั้งยังมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พบพรรณพืชไม่น้อยกว่า 1,271 ชนิด สัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 393 ชนิด รวมถึงชนิดพันธุ์หายาก เฉพาะถิ่น และใกล้สูญพันธุ์ เช่น กวางผา เลียงผา ชะนีมือขาว และไลเคนชนิดใหม่ 21 ชนิด
นอกจากนี้ ดอยอินทนนท์ยังมีจุดเด่นเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ระดับ 2,565 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง เป็นพื้นที่เชื่อมโยงถิ่นอาศัยของชนิดพันธุ์สำคัญและนกอพยพระหว่างประเทศ รวมถึงผลิตน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนทั้งในและนอกพื้นที่มากกว่า 540 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ใน 35 หมู่บ้าน 74 ชุมชน
“ดอยอินทนนท์ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ แต่เป็นทั้งผืนป่าต้นน้ำ แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งกักเก็บคาร์บอน และพื้นที่ที่ชุมชนอยู่ร่วมกับธรรมชาติมาอย่างยาวนาน การผลักดันสู่การเป็นอุทยานมรดกอาเซียนจะช่วยยกระดับมาตรฐานการอนุรักษ์ และเพิ่มโอกาสให้ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนมากขึ้น” ลลิดากล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีอุทยานมรดกอาเซียนแล้ว 10 แห่ง หากดอยอินทนนท์ได้รับการรับรอง จะช่วยเสริมบทบาทด้านการอนุรักษ์ในระดับภูมิภาค พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การศึกษา วิจัย และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างสมดุล โดยภายหลังการประเมินของ ACB เรื่องจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอุทยานมรดกอาเซียน เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม และที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมตามลำดับ ก่อนประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ


