โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรและประธานบริหาร Tony Blair Institute for Global Change (TBI) ร่วมแสดงทัศนะบนเวทีเสวนาในงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 โดยย้ำถึงความท้าทายในยุค ‘ระเบียบโลกใหม่ของพลังงาน’ ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม วิกฤตพลังงาน และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ที่ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น และชี้ว่า ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ควรถูกมองในระดับเดียวกับ ‘ความมั่นคงของประเทศ’
ประเด็นสำคัญ
- ความมั่นคงทางพลังงาน = ความมั่นคงของประเทศ
- ฮอร์มุซ-มะละกา ‘เส้นเลือดใหญ่’ เศรษฐกิจโลก
- ประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรถูกจำกัดการเติบโตเพื่อผลักดันพลังงานสะอาด
- AI อาจเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่กว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม
- โลกต้องร่วมกันวาง ‘กติกา AI’
- มองรัสเซีย-ยูเครนยังมีทางออกทางการทูต
- นโยบายควรเริ่มจาก ‘ความเป็นจริง’ และ ‘หลักฐาน’
แบลร์กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญจากการเติบโตของความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล สวนทางกับความไม่มั่นคงในจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าและการทหาร เช่นเส้นทางเดินเรือในช่องแคบมะละกา หรือช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก
พร้อมกันนี้เขายังให้ความเห็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยี AI ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่อาจเปลี่ยนโลกมากกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม และมหาอำนาจจำเป็นต้องร่วมกันวางกติกาเพื่อรับมือความเสี่ยง รวมถึงกำหนดนโยบายที่เน้นหลักปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานในยุค AI
ความมั่นคงทางพลังงาน = ความมั่นคงของประเทศ
แบลร์กล่าวว่า ความมั่นคงทางพลังงานนั้นเป็นส่วนสำคัญของเอกราชของประเทศ
และเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงโดยรวมของประเทศ ขณะที่เขาเห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าประเทศจำเป็นต้องมีอุปทานพลังงานที่หลากหลาย ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรม AI
เขาชี้ว่า บทเรียนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้หลายประเทศต้องกลับมาทบทวนนโยบายพลังงานครั้งใหญ่
ขณะที่เขาเสนอว่า ความมั่นคงทางพลังงานควรถูกมองในระดับเดียวกับการป้องกันประเทศ เพราะพลังงานไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยทางเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงและความสามารถในการเติบโตของประเทศ ซึ่งโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการมีพลังงานราคาถูก แต่ต้องเป็นพลังงานที่ประชาชนเข้าถึงได้ มีความยั่งยืน และที่สำคัญคือ มีแหล่งอุปทานที่หลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป
ฮอร์มุซ-มะละกา ‘เส้นเลือดใหญ่’ เศรษฐกิจโลก
สำหรับประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แบลร์มองว่าความปลอดภัยของ ช่องแคบฮอร์มุซ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบพลังงานโลก แต่ในเวลาเดียวกัน ช่องแคบมะละกาก็มีความสำคัญอย่างมากต่อการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสำหรับเอเชียและอาเซียน
เขามองว่าประเทศต่างๆ ไม่ควรปล่อยให้เส้นทางยุทธศาสตร์เหล่านี้กลายเป็นจุดที่ประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือกดดันประเทศอื่นได้ พร้อมระบุว่า ประเทศในอ่าวต้องการให้ฮอร์มุซเปิดและเป็นอิสระ ขณะที่การหยุดชะงักของเส้นทางดังกล่าวสามารถส่งผลต่อเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และต้นทุนปุ๋ยในประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย
สำหรับอิหร่าน แบลร์เห็นว่า ทางออกของความขัดแย้ง จำเป็นต้องนำไปสู่ข้อตกลงที่ทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจได้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างแรงกดดันต่อภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกันเขามองว่า อิหร่านเองควรที่จะตระหนักถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามที่กำลังเกิดขึ้นกับประชาชนของตัวเองด้วย
ประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรถูกจำกัดการเติบโตเพื่อผลักดันพลังงานสะอาด
ทั้งนี้ แบลร์มองว่า การถกเถียงเรื่องพลังงานในอดีตมักถูกวางให้เป็นทางเลือกระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม แต่บริบทกำลังเปลี่ยนไป เพราะประเทศกำลังพัฒนามีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ซึ่งกำลังเติบโตและต้องการพลังงานมากขึ้น ทำให้ก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงมีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานที่สะอาดกว่า
เขาเห็นว่า การผลักดันพลังงานสะอาดไม่ควรเกิดขึ้นด้วยการคาดหวังให้ประเทศกำลังพัฒนายอมจำกัดการเติบโตของตัวเอง เพราะประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สิ่งที่โลกควรทำคือช่วยให้ประเทศเหล่านั้นสามารถพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างฟอสซิลกับพลังงานหมุนเวียน
แบลร์ยังมองว่า เทคโนโลยีจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และเทคโนโลยีใหม่อย่างนิวเคลียร์ฟิวชัน รวมถึงการกลับมาพิจารณาบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง
AI อาจเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่กว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดที่แบลร์พูดถึงคือเทคโนโลยี AI ซึ่งเขาเชื่อว่า ไม่ใช่เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่อาจสำคัญเทียบเท่าหรือมากกว่ายุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
แบลร์เปรียบเทียบว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้มนุษย์สามารถใช้สติปัญญาเพื่อสร้างความมั่งคั่งและการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ AI กำลังเข้าไปเปลี่ยนแปลง ‘ตัวสติปัญญาเอง (intelligence itself)’
สิ่งที่ทำให้ AI แตกต่างคือความเร็วในการพัฒนา เพราะการใช้งานโมเดล AI ทำให้เกิดข้อมูลมากขึ้น และข้อมูลเหล่านั้นสามารถถูกนำกลับไปพัฒนาโมเดลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีก เป็นวงจรที่เร่งความเร็วของการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
แบลร์ยอมรับว่า ความวิตกกังวลของผู้พัฒนา AI เองเกี่ยวกับความเสี่ยงของเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ควรรับฟังอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อ AI อาจถูกนำไปใช้โดยผู้ไม่หวังดีเพื่อสร้างความวุ่นวายหรือพัฒนาอาวุธ
โลกต้องร่วมกันวาง ‘กติกา AI’
สำหรับคำถามว่า AI ควรถูกควบคุมอย่างไร แบลร์มองว่า คำตอบไม่สามารถอยู่ที่การควบคุมโดยบริษัทเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ท้ายที่สุดจำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างประเทศ
เขาเสนอว่า มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน สหราชอาณาจักร และประเทศสำคัญอื่นๆ จำเป็นต้องเข้ามาหารือและกำหนดกฎเกณฑ์พื้นฐานร่วมกัน เพราะแม้แต่ประเทศที่แข่งขันกันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างสหรัฐฯ และจีน ก็ยังมีผลประโยชน์ร่วมกันในการป้องกันไม่ให้ AI ถูกใช้สร้างความเสียหายต่อมนุษยชาติ
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจจะหายไป แต่หมายถึงการต้องสร้าง “พื้นที่สำหรับความร่วมมือ” ในประเด็นที่ทุกฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น AI ความมั่นคงทางไซเบอร์ สภาพภูมิอากาศ และพลังงาน
“จะต้องมีการมารวมตัวกันระหว่างประเทศสำคัญๆ ในเรื่องนี้ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจผลกระทบอย่างเต็มรูปแบบของสิ่งนี้ และวิธีที่เราจะทำให้แน่ใจว่า เราจัดการกับมันได้ในรูปแบบที่มีความรับผิดชอบ” เขากล่าว
มองรัสเซีย-ยูเครนยังมีทางออกทางการทูต
ในประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน แบลร์ระบุว่าเขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่รัสเซียทำกับยูเครน แต่ยังเชื่อว่ามีช่องทางสำหรับข้อตกลงสันติภาพ
เขามองว่ายูเครนควรสามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้ ขณะเดียวกันรัสเซียจำเป็นต้องเข้าใจว่า NATO ยังคงดำรงอยู่ และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปยังมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงในอนาคต
นโยบายควรเริ่มจาก ‘ความเป็นจริง’ และ ‘หลักฐาน’
ในช่วงท้ายของการเสวนา แบลร์กล่าวถึง ความท้าทายสำคัญของผู้นำ ในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวและหลุดพ้นจากกับดักระยะสั้น ท่ามกลางแรงกดดันจากวัฏจักรการเลือกตั้งและความนิยมทางการเมือง
เขาเตือนว่า ความผิดพลาดคือการนำการเมืองมาเป็นอันดับแรก แล้วค่อยสร้างนโยบายตามกระแสการเมือง เพราะจะทำให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว
หลักคิดของแบลร์คือ ผู้นำควรเริ่มจาก “ความเป็นจริง” และหลักฐาน ก่อนออกแบบนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายพลังงาน การเปิดรับเทคโนโลยี หรือการจัดการปัญหาเศรษฐกิจ จากนั้นต้องมีความกล้าหาญที่จะยึดมั่นกับสิ่งที่เห็นว่าถูกต้อง แม้จะขัดกับกระแสข่าวหรือแรงกดดันทางการเมืองในแต่ละวันก็ตาม


