กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในบัญชีรายชื่อสำรองเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยมติและบันทึกเหตุผลส่วนบุคคลในการวินิจฉัยคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างละเอียด เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบของสาธารณชน
พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความทับซ้อนทางผลประโยชน์ของกรรมการบางราย และความผิดปกติกรณีพยานสำคัญกลับคำให้การภายหลังการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
เช้าวันนี้ (14 กันยายน) พล.ต.ท. คำรบ ปัญญาแก้ว และ ธนวัฒน์ ศรีสุข ตัวแทนกลุ่ม สว. สำรอง เดินทางไปยังสำนักงาน กกต. เพื่อแสดงจุดยืนและยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าการพิจารณาคดีทุจริตการเลือก สว.
พล.ต.ท.ระบุว่า นี่จะเป็นหนังสือฉบับสุดท้ายหลังจากใช้เวลาตรวจสอบมานานกว่า 2 ปี นับตั้งแต่การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ทั้ง 7 คน บันทึกเหตุผลประกอบการวินิจฉัยส่วนบุคคลอย่างชัดเจนว่ามีความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบประการใด มีข้อท้วงติงอย่างไร เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ในภายหลัง
รวมถึงให้แถลงมติการพิจารณาคดีอย่างตรงไปตรงมาว่ามีการส่งฟ้องหรือไม่อย่างไร จำนวนกี่ราย และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระแสข่าวมติ 5 ต่อ 2 เป็นจริงหรือไม่ เพื่อลดความสับสนของสังคมที่เกิดจากความไม่ชัดเจนในการดำเนินงานที่ผ่านมา
พล.ต.ท.คำรบยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. โดยระบุว่ามีกรรมการจำนวน 4 คน ที่ได้รับการรับรองจากสมาชิกวุฒิสภาซึ่งปัจจุบันตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ รวมถึงมีกรรมการบางรายที่อยู่ระหว่างการถูกกล่าวหาและตรวจสอบโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความผูกพันหรือผลประโยชน์ทับซ้อนในการพิจารณาคดี
สำหรับประเด็นการร้องเรียนเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เรื่องการข่มขู่พยาน พล.ต.ท. คำรบมองว่า พยานรายดังกล่าวได้ให้การต่อคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และพนักงานอัยการมาแล้ว 2-3 ครั้ง และ กกต. ได้อนุมัติตัวไว้เป็นพยานตามกฎหมายแล้ว โดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
จนกระทั่งคณะรัฐบาลชุดปัจจุบัน (รัฐบาลอนุทิน 1) เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 และมีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 จากนั้นพยานจึงขอกลับคำให้การในเดือนตุลาคม 2568 การเปลี่ยนแปลงคำให้การในห้วงเวลาดังกล่าวจึงถือเป็นความไม่ปกติ
ส่วนข้ออ้างของพยานที่ระบุว่าถูกข่มขู่จากชายชุดดำนั้น พล.ต.ท. คำรบระบุว่าเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานรองรับ เนื่องจากพยานอยู่ในกระบวนการคุ้มครองพยาน หากมีการข่มขู่จริง ต้องมีการแจ้งเจ้าหน้าที่พร้อมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิด หาก กกต. จะรับฟังการกลับคำให้การนี้ จะต้องมีการดำเนินคดีกับพยานรายดังกล่าวและเพิกถอนสิทธิการคุ้มครองพยานด้วย
ในส่วนของเอกสารโพยรายชื่อที่มีการอ้างว่าเขียนขึ้นเองในภายหลังนั้น พล.ต.ท.คำรบยืนยันว่า ตนเองได้รับเอกสารโพยดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2567 จึงไม่มีผู้ใดสามารถเขียนขึ้นเองในภายหลังได้ และโพยที่มีการเขียนจริงตามโรงแรมต่างๆ ก็มีปรากฏอยู่ในกระบวนการสืบสวนของคณะอนุกรรมการแล้ว






