อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ขยับบทบาทที่มากกว่าการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม การศึกษา และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ประเด็นสำคัญ
- จีนยังเป็นตลาดยุทธศาสตร์อันดับหนึ่งของไทย
- ผลักดันความร่วมมือ เชื่อมเศรษฐกิจไทย-จีน
- ตั้งเป้าจับคู่ธุรกิจ 800 ครั้ง สร้างมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท
- พฤติกรรมนักเดินทางเปลี่ยน ผู้เข้าร่วมงานต้องการผลลัพธ์ทางธุรกิจ
- ไมซ์ไทยยังครองอันดับหนึ่งของอาเซียน
- ทีเส็บปรับบทบาทสู่ตัวเร่งอุตสาหกรรม
- ตั้งเป้ารายได้ไมซ์ 2.2 แสนล้านบาท
- เสนอรัฐออกมาตรการจูงใจด้านภาษีดึงงานระดับโลก
- ภาคเอกชนร้องขอแก้กฎระเบียบใหม่
- กฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้
- เสนอจัดทำแพลตฟอร์มกลางรวบรวมกิจกรรมตลอดปี
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนผ่านการจัดงาน MEET Thai Plus 2026 ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–10 กันยายน 2569 ที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน
งานครั้งนี้ไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียงโรดโชว์เพื่อส่งเสริมการค้า การท่องเที่ยว หรือการจัดประชุมนานาชาติเท่านั้น แต่เป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเชื่อมโยงศักยภาพของไทยเข้ากับตลาดจีน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสร้างโอกาสใหม่ในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การเจรจาธุรกิจ, การลงทุน, การถ่ายทอดเทคโนโลยี, การพัฒนานวัตกรรม, การศึกษา ไปจนถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว
จีนยังเป็นตลาดยุทธศาสตร์อันดับหนึ่งของไทย
ถึงวันนี้จีนยังคงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการค้าและการท่องเที่ยว สอดคล้องกับข้อมูลในปี 2568 รายงานว่า จีนยังเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสูงกว่า 1 ล้านล้านหยวน และขยายตัวถึง 28% เมื่อเทียบกับปี 2567
ขณะเดียวกัน จีนยังเป็นตลาดนักเดินทางต่างชาติที่สำคัญที่สุดของไทย หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของนักเดินทางต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้าประเทศ แม้ตลาดจีนจะมีบทบาทต่อการสร้างรายได้ให้ภาคการท่องเที่ยว แต่ความสำคัญของตลาดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนนักเดินทางหรือรายได้จากการใช้จ่ายเท่านั้น
แต่ตลาดจีนยังเป็นช่องทางในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจไทยและจีน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำเสนอศักยภาพของประเทศในมิติที่กว้างขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงกับนักลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน
ด้วยเหตุนี้ MEET Thai Plus 2026 จึงมุ่งยกระดับความสัมพันธ์ไทย–จีนให้ก้าวข้ามการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเดิม ไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่การค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปจนถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ภายในงานดังกล่าว มีผู้แทนจากภาคเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการศึกษาของไทยเข้าร่วม 135 องค์กร พร้อมหน่วยงานภาครัฐ 8 แห่ง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด
นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรธุรกิจจีนมากกว่า 15 แห่ง รวมถึงหอการค้านานาชาติแห่งประเทศจีน หรือ CCOIC เพื่อสนับสนุนการเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสองประเท
ผลักดันความร่วมมือ เชื่อมเศรษฐกิจไทย-จีน
นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า MEET Thai Plus 2026 เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยและจีนเชื่อมโยงศักยภาพระหว่างกัน และร่วมกันพัฒนาความร่วมมือรูปแบบใหม่ที่มีความต่อเนื่องในระยะยาว
ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว มีเป้าหมายผลักดันความร่วมมือหรือบันทึกความเข้าใจรวม 15 ฉบับ ครอบคลุมสาขา ได้แก่ การค้า, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, อวกาศ, การบริหารจัดการน้ำ, การศึกษา, ทรัพย์สินทางปัญญา และปัญญาประดิษฐ์

ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนกำลังขยายตัวไปไกลกว่าความร่วมมือทางการค้าแบบดั้งเดิม โดยมีภาคธุรกิจเทคโนโลยี การศึกษา และนวัตกรรมเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโต
ในอีกด้านหนึ่ง ความร่วมมือดังกล่าวยังแสดงถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจจีนที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในฐานะฐานการลงทุน แหล่งผลิต และศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่สำคัญการเลือกจัดงานที่เซินเจิ้น เป็นเพราะเซินเจิ้นเป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจ Greater Bay Area หรือ GBA ซึ่งเชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจสำคัญของจีน ได้แก่ กวางโจว ฮ่องกง มาเก๊า และพื้นที่โดยรอบ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งการนำศักยภาพของไทยไปนำเสนอในพื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุน ผู้ประกอบการ และองค์กรธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
ตั้งเป้าจับคู่ธุรกิจ 800 ครั้ง สร้างมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท
ด้าน ดร. พสุ โลหารชุน ประธานกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ กล่าวว่า งานครั้งนี้จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากจีนเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมเปิดช่องทางให้ธุรกิจไทยขยายตลาดในจีน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในงานนี้ทีเส็บตั้งเป้าหมายให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ 800 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 2,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 1,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงผลลัพธ์เบื้องต้นที่สะท้อนกิจกรรมภายในงาน สิ่งสำคัญกว่าคือการต่อยอดความสัมพันธ์หลังจบงาน ทั้งในรูปแบบการลงทุน การขยายตลาด การย้ายฐานการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างไทยกับจีน
การจัดงานในลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับบทบาทของไทยในฐานะ ‘ประตูสู่อาเซียน’ เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในการเชื่อมโยงนักลงทุน เทคโนโลยี บุคลากร และตลาดจากจีนเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หากสามารถพัฒนาระบบสนับสนุนที่เหมาะสม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ บุคลากร และสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน ไทยจะมีโอกาสยกระดับจากประเทศปลายทางของการจัดงาน ไปสู่ศูนย์กลางการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจระดับภูมิภาค
พฤติกรรมนักเดินทางเปลี่ยน ผู้เข้าร่วมงานต้องการผลลัพธ์ทางธุรกิจ
ดร. ศุภวรรณ ธีรรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ ฉายภาพต่อว่า ธุรกิจอีเวนต์ของไทยเริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่ภาพรวมยังไม่กลับมาเต็ม 100% เนื่องจากยังมีแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมัน ค่าโดยสาร และจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง ส่งผลให้จำนวนนักเดินทางระยะไกลจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาลดลง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยจำเป็นต้องให้น้ำหนักกับตลาดเอเชียและอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพทั้งในด้านการเดินทาง การลงทุน และการจัดกิจกรรมทางธุรกิจ
แม้เทคโนโลยีไฮบริดจะช่วยอำนวยความสะดวกในการประชุมและการจับคู่ธุรกิจ แต่การพบปะแบบเห็นหน้ากันยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องอาศัยความไว้วางใจ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการตัดสินใจร่วมกัน การประชุมออนไลน์จึงยังไม่สามารถทดแทนการพบปะแบบออนไซต์ได้ทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ความคาดหวังของผู้เข้าร่วมงานยุคใหม่ก็เปลี่ยนแปลงไป ผู้เข้าร่วมไม่ได้มองหาเพียงโรงแรมหรือสถานที่จัดงานที่มีคุณภาพ แต่ต้องการผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ด้วย
สำหรับงานแสดงสินค้า ผู้เข้าร่วมต้องการข้อตกลงทางธุรกิจ เครือข่ายการค้า โอกาสด้านการลงทุน และการเชื่อมโยงกับพันธมิตรใหม่ ส่วนงานประชุมและสัมมนา ผู้เข้าร่วมให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายทางสังคม การเรียนรู้แนวคิดใหม่ ตลอดจนการเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง
ประเด็นด้านความยั่งยืนก็มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเช่นกัน ผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมให้ความสนใจกับหลัก ESG การจัดการสิ่งแวดล้อม การลดการใช้ทรัพยากร และการลดปริมาณขยะ หากประเทศไทยไม่สามารถแสดงจุดแข็งด้านความยั่งยืนได้ อาจทำให้ผู้จัดงานระดับนานาชาติหันไปเลือกสิงคโปร์หรือประเทศคู่แข่งอื่นที่มีมาตรฐานด้านนี้ชัดเจนกว่า
ไมซ์ไทยยังครองอันดับหนึ่งของอาเซียน
ด้านศักยภาพการแข่งขัน ผู้อำนวยการทีเส็บมองว่า ประเทศไทยยังมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสมาคมการประชุมนานาชาติและการประชุมแห่งโลก หรือ ICCA ที่รายงานว่า ไทยยังครองอันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่ในอันดับประมาณ 20–24 ของโลก โดยมีสิงคโปร์เป็นคู่แข่งหลัก
ทั้งนี้ หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของไทยคือการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทางการแพทย์ โดยได้รับการสนับสนุนมากกว่า 150 งานต่อปี การประชุมประเภทนี้มีความสำคัญ เนื่องจากสามารถสร้างทั้งรายได้จากผู้เข้าร่วมงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาเครือข่ายระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และสถาบันต่างๆ
ขณะเดียวกัน ข้อมูลของ UFI ยังสะท้อนว่า ไทยมีพื้นที่จัดแสดงสินค้ามากกว่า 7 แสนตารางเมตร ถือเป็นศักยภาพระดับแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสามารถรองรับงานแสดงสินค้าได้หลากหลายขนาด
ที่สำคัญเมืองหลักของไทยยังมีจุดขายแตกต่างกัน ทั้งด้านสถานที่จัดงาน โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว ต้นทุน และความพร้อมของบุคลากร ทั้งใน กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่, สงขลา, ขอนแก่น และเชียงราย
ความหลากหลายของเมืองทำให้ไทยสามารถรองรับงานได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การประชุมองค์กร งานแสดงสินค้า การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การประชุมวิชาการ ไปจนถึงกิจกรรมระดับโลกที่ต้องการพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครอบคลุม
งานระดับโลกจ่อบุกประเทศไทย
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยมีหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการผลักดันหรือบรรจุไว้ในแผนงาน หนึ่งในนั้นคือการประชุมด้านสุขภาพระดับโลกที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงงาน Gastech การประชุมด้านพลังงานระดับโลก ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 5 หมื่นคน และมีรัฐมนตรีจากกว่า 30 ประเทศเข้าร่วม
ขณะเดียวกัน IBTM แบรนด์งานไมซ์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร เตรียมเปิดตัวงานในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในเอเชีย รวมถึงงาน RoboCup และ WRC ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับโลกด้านหุ่นยนต์และวิศวกรรม โดยตั้งเป้าว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1 หมื่นคนภายในปี 2030
เรียกได้ว่าการดึงงานระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศไทยไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะจากผู้เข้าร่วมงานเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการลงทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก
ทีเส็บปรับบทบาทสู่ตัวเร่งอุตสาหกรรม
ผู้อำนวยการทีเส็บกล่าวต่อว่า การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมไมซ์ทำให้บทบาทของทีเส็บขยายตัวจากการสนับสนุนการจัดงานและการท่องเที่ยว ไปสู่การเป็น ‘ตัวเร่งอุตสาหกรรม’ ที่ช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ
เป้าหมายของไมซ์จึงไม่ได้วัดจากจำนวนนักเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการใช้
กิจกรรมไมซ์เป็นเครื่องมือส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า, สุขภาพและการแพทย์, เวชศาสตร์ชะลอวัย, เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงนวัตกรรมการเกษตร
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเชิญผู้จัดงานด้านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์รายใหญ่จากจีนมาหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อพิจารณาโอกาสดึงฐานการผลิตเข้ามายังประเทศไทย
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า งานไมซ์สามารถทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาทางธุรกิจที่นำไปสู่การลงทุนจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงงาน การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับหน่วยงานรัฐ
ด้วยเหตุนี้ ทีเส็บจึงมุ่งเชื่อมโยงนักลงทุน ผู้จัดงาน ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการ SMEs เข้าด้วยกัน โดยเน้นการจับคู่ธุรกิจ การเชื่อมโยงเทคโนโลยี การพัฒนาการศึกษา และการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย
ตั้งเป้ารายได้ไมซ์ 2.2 แสนล้านบาท
สำหรับปีนี้ อุตสาหกรรมไมซ์ตั้งเป้ารายได้ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท โดยมีการปรับแนวทางการวัดผลจากเดิมที่เน้นเฉพาะยอดการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมงาน มาเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวม โดยคาดว่าอุตสาหกรรมไมซ์จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 3 แสนล้านบาท จากจำนวนนักเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศประมาณ 25 ล้านคน
การวัดผลในรูปแบบใหม่นี้ครอบคลุมผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจบงาน เช่น การจ้างงาน การลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การกระจายรายได้สู่เมืองรอง การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และ การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขันระยะยาว
เสนอรัฐออกมาตรการจูงใจด้านภาษีดึงงานระดับโลก
แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพสูง แต่การยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ให้แข่งขันได้ในระดับโลกยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ
โดยข้อเสนอสำคัญประการแรกคือการจัดทำมาตรการจูงใจด้านภาษี เพื่อดึงดูดผู้จัดงานระดับโลกให้เข้ามาตั้งสำนักงานหรือดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยสร้างงาน เพิ่มการลงทุน และ ทำให้ไทยมีโอกาสเป็นฐานการดำเนินงานของผู้จัดงานระดับนานาชาติ
อีกประเด็นคือการลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์จัดงาน เพื่อลดต้นทุนของผู้ให้บริการในประเทศ และ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาค รวมถึงการพิจารณามาตรการหักภาษี 200% เพื่อเป็นแรงจูงใจให้บริษัทหรือสมาคมต่างๆ เข้ามาจัดสัมมนาและกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ ควรจัดตั้งงบประมาณเฉพาะสำหรับการประมูลงานระดับนานาชาติ โดยทำงานร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไทยสามารถแข่งขันและคว้างานระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศ และ ภาครัฐควรมีระบบคัดกรองผู้ให้บริการให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน รวมทั้งป้องกันปัญหาผู้รับเหมาที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีคุณภาพ เพราะมาตรฐานของผู้ให้บริการมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้จัดงานและภาพลักษณ์ของประเทศ
ภาคเอกชนร้องขอแก้กฎระเบียบใหม่
ในมุมมองของภาคเอกชน เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นว่า วันนี้ต่างชาติยังมองประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตสูง โดยเฉพาะเมืองอุตสาหกรรมของไทยที่สามารถดึงดูดองค์กรให้เข้ามาจัดกิจกรรมได้ง่ายขึ้น

โดยทั่วไป การเดินทางเพื่อเป็นรางวัลมักเกิดขึ้นก่อน เนื่องจากผู้จัดสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่การประชุมวิชาการ การประชุมองค์กร และงานแสดงสินค้าในลำดับถัดไป
และมองว่าประเทศไทยมีองค์ประกอบหลายด้านที่เหมาะสมต่อการเป็นศูนย์กลางกิจกรรมระดับนานาชาติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลเหมือนบางประเทศ โดยเฉพาะความเปิดกว้างทางวัฒนธรรม ไทยสามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และกลุ่มคน รวมถึงกลุ่ม LGBTQ+ จึงเหมาะกับการจัดงานระดับนานาชาติที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากและมีความหลากหลาย
รวมถึงกฎระเบียบที่มีความยืดหยุ่นกว่าในหลายประเทศ ทำให้ผู้จัดงานจากต่างชาติสามารถออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เข้าร่วมได้มากขึ้น ยกตัวอย่างกรณีของเทศกาลดนตรี Tomorrowland สะท้อนได้ชัดเจน หลังผู้จัดเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง เนื่องจากไทยมีความพร้อมในการรองรับผู้เข้าร่วมงานที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม
นอกจากนี้ ไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานขนาดใหญ่ ทั้งศูนย์แสดงสินค้าและสถานที่จัดคอนเสิร์ต เช่น อิมแพ็ค อารีน่า และไบเทค รวมถึงโรงแรมจำนวนมาก และระบบรถไฟฟ้าที่เชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ได้เกือบทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้นการจัดทริปเพื่อเป็นรางวัลยังช่วยกระจายรายได้ไปยังเมืองรอง เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และพัทยา ซึ่งบางพื้นที่มีต้นทุนการเดินทางเหมาะกว่าภูเก็ต ขณะเดียวกัน การจัดประชุมแฟนคลับหรือกิจกรรมในศูนย์การค้า เช่น ยูเนี่ยนมอลล์ ก็ช่วยสร้างประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้จัดงานกับธุรกิจท้องถิ่นด้วยเช่นกัน
กฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้
แม้ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้าน แต่ภาคเอกชนยังมองว่ากฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกฎระเบียบบางข้อที่ยังไม่สอดคล้องกับรูปแบบการจัดงานในปัจจุบัน เช่น ข้อจำกัดเกี่ยวกับการจำหน่ายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ราชการ สนามกีฬา หรือชายหาดสาธารณะ
ข้อจำกัดเหล่านี้อาจทำให้ผู้จัดงานต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และลดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นที่มีกฎระเบียบเหมาะสมกับการจัดงานมากกว่า
นอกจากกฎหมายแล้ว บรรยากาศโดยรอบสถานที่จัดงานและการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางก็เป็นปัจจัยหลัก โดยเฉพาะการตั้งด่านตรวจบริเวณทางออกของงานขนาดใหญ่ เช่น พื้นที่ใกล้ทางด่วนเมืองทองธานี ซึ่งอาจกระทบต่อประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมงานและสร้างความล่าช้าในการเดินทาง
เกรียงไกรกล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน อยากเสนอให้พิจารณาปรับปรุงสนามราชมังคลากีฬาสถาน ด้วยการติดตั้งหลังคาแบบปิด–เปิด เช่นเดียวกับสนามกีฬาแห่งชาติของสิงคโปร์หรือซัปโปโรโดมของประเทศญี่ปุ่น การพัฒนาดังกล่าวจะช่วยให้สนามสามารถจัดการแข่งขันกีฬาและคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ได้ตลอดทั้งปี ลดข้อจำกัดจากฤดูฝนและช่วงโลว์ซีซั่น
มองว่าการพัฒนาพื้นที่เดิมยังมีข้อได้เปรียบ เนื่องจากมีระบบรถไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมรองรับอยู่แล้ว จึงใช้งบประมาณและระยะเวลาในการพัฒนาน้อยกว่าการก่อสร้างสนามแห่งใหม่
เสนอจัดทำแพลตฟอร์มกลางรวบรวมกิจกรรมตลอดปี
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการจัดทำแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมกิจกรรมสำคัญตลอดทั้งปี โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนไว้ในระบบเดียว
เนื่องจากแพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้ผู้จัดงานต่างชาติ นักท่องเที่ยว และภาคธุรกิจสามารถวางแผนการเดินทาง การลงทุน และการจัดงานล่วงหน้าได้สะดวกขึ้น รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เตรียมความพร้อมด้านที่พัก การเดินทาง บุคลากร และบริการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งระบบดังกล่าวยังช่วยลดการทำงานแบบแยกส่วน ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร โดยเฉพาะในช่วงที่มีมหกรรมหรือกิจกรรมขนาดใหญ่หลายงานจัดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งหากทุกหน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ จะช่วยให้การวางแผนกิจกรรมเป็นระบบมากขึ้น
MEET Thai Plus กับอนาคตของเศรษฐกิจไทย
เรียกได้ว่างาน MEET Thai Plus 2026 ที่เซินเจิ้น มีความสำคัญมากกว่าการนำเสนอศักยภาพด้านการท่องเที่ยวหรือการจัดงานไมซ์ของไทย แต่เป็นเวทีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมไมซ์จากเดิมที่เน้นการดึงนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้จากการเดินทาง ไปสู่การเป็นกลไกเชื่อมโยงเศรษฐกิจในหลายมิติ
งานนี้ได้เปิดโอกาสให้ไทยนำเสนอศักยภาพด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี การศึกษา สุขภาพ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อภาคธุรกิจจีน รวมถึงสร้างช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดและพันธมิตรใหม่
และเป้าหมายการจับคู่ธุรกิจ 800 ครั้ง ผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 2,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,000 ล้านบาท จะเป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์ระยะสั้นของงาน แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะอยู่ที่การต่อยอดหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การย้ายฐานการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ หรือการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม
หากความร่วมมือที่เกิดขึ้นสามารถนำไปสู่โครงการลงทุนและการพัฒนาร่วมกันได้จริง MEET Thai Plus 2026 อาจกลายเป็นต้นแบบของการใช้ไมซ์เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย และช่วยให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

