เวทีเสวนารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ปัญหาการคลังไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หลังรายได้ภาครัฐเติบโตไม่ทันรายจ่าย เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ขณะที่ภาระประจำและภาระผูกพันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เสนอทบทวนโครงสร้างภาษี การใช้จ่าย การก่อหนี้ และกลไกตรวจสอบ เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในระยะยาว
ประเด็นสำคัญ
ระบบการคลังไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น จากรายได้ภาครัฐที่เติบโตไม่ทันรายจ่าย ขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำ ความสามารถในการจัดเก็บรายได้มีข้อจำกัด และรายจ่ายประจำรวมถึงภาระผูกพันของรัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือในเวที ‘สาระ…แน่กับ รปศ. จุฬาฯ (Public Matters)’ หัวข้อ ‘งบประมาณไทย รวยไม่ไหว หรือกำลังจะถังแตก’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 โดยภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับ รศ. ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ. ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ เป็นผู้ดำเนินรายการ
ข้อมูลที่นำเสนอในเวทีระบุว่า งบประมาณปี 2570 มีวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เป็นงบขาดดุล 788,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8% ของ GDP ขณะที่รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้อยู่ที่ 151,200 ล้านบาท และภาระดอกเบี้ยอยู่ที่ 294,303 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกันคิดเป็น 11.8% ของวงเงินงบประมาณ
งบจำนวนมากผูกอยู่กับรายจ่ายประจำ
กรณ์ให้ความเห็นว่า งบประมาณของประเทศมีข้อจำกัดในการสร้างการพัฒนาและโอกาสใหม่ เนื่องจากงบจำนวนมากถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ และภาระตามกฎหมาย ส่งผลให้งบลงทุนซึ่งสามารถนำไปสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจมีสัดส่วนจำกัด
อีกด้านเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในระดับต่ำทำให้การเพิ่มรายได้ของรัฐบาลทำได้ยาก ขณะที่โครงสร้างภาษียังพึ่งพารายได้จากการทำงานและการบริโภคเป็นหลัก ส่วนการจัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่งและทรัพย์สินยังอยู่ในระดับต่ำ
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลมีงบประมาณมากน้อยเพียงใด แต่คือการใช้จ่ายงบประมาณสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มศักยภาพของประเทศได้มากเพียงใด
ภาระนอกงบประมาณ ทำให้ภาพการคลังซับซ้อนกว่าตัวเลขที่เห็น
ด้าน รศ. ดร.วีระศักดิ์ ชี้ว่า สถานะทางการคลังของไทยมีความซับซ้อนมากกว่าตัวเลขที่ปรากฏในงบประมาณ โดยเฉพาะภาระทางการคลังนอกระบบงบประมาณ รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และภาระผูกพันของรัฐบางส่วนที่อาจไม่ได้สะท้อนอยู่ในตัวเลขหนี้สาธารณะทั้งหมด
พร้อมกันนั้น ระบบจัดเก็บรายได้ยังเผชิญข้อจำกัดจากประสิทธิภาพการจัดเก็บ การหลีกเลี่ยงภาษี ช่องว่างทางกฎหมาย และสิทธิประโยชน์ทางภาษีจำนวนมาก ทำให้รายจ่ายของรัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ และอาจสร้างข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้นในอนาคต
กรณ์เสนอทบทวนกติกาการคลัง ควบคู่เพิ่มกลไกตรวจสอบ
กรณ์เสนอว่า การแก้ปัญหาควรเริ่มจากการทบทวนกฎหมายและกติกาที่เป็นข้อจำกัดของระบบงบประมาณ โดยเฉพาะกรอบการขาดดุลและการจัดสรรงบลงทุน เพื่อให้การบริหารงบประมาณสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ลดการรั่วไหลของเงินภาษี และทบทวนการจัดสรรสวัสดิการให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงพิจารณารูปแบบการกู้เงินของภาครัฐ โดยเห็นว่าการกู้เงินภายใต้ระบบงบประมาณที่ตรวจสอบได้ อาจเหมาะสมกว่าการกู้เงินนอกระบบผ่านพระราชกำหนด ซึ่งทำให้การติดตามภาระทางการคลังทำได้ยากกว่า
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความยืดหยุ่นทางการคลังต้องดำเนินควบคู่กับการเสริมประสิทธิภาพขององค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบ เพื่อป้องกันการใช้จ่ายหรือก่อหนี้โดยขาดความรับผิดชอบ
ลดรายจ่ายไม่จำเป็น แต่การลงทุนยังต้องเดินต่อ
รศ. ดร.วีระศักดิ์ เสนอว่า ในระยะสั้นรัฐบาลควรเร่งลดการรั่วไหลและควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้ระบบการคลังเข้าสู่วงจรที่รายจ่ายเติบโตเร็วกว่ารายได้
อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาครัฐยังมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ แต่ควรเป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์ภารกิจของรัฐและสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ในระยะยาวควรปฏิรูประบบราชการ ลดหน่วยงานและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมเพิ่มความเข้มแข็งของระบบตรวจสอบและถ่วงดุล โดยเฉพาะบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการเข้าถึงข้อมูล วิเคราะห์ และตรวจสอบงบประมาณของฝ่ายบริหาร
หากรัฐบาลต้องการเพิ่มรายจ่ายหรือโครงการใหม่ ก็ควรพิจารณาลดรายจ่ายเดิมที่มีความจำเป็นน้อยกว่า และให้ความสำคัญกับโครงการที่สามารถสร้างรายได้หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป
โจทย์ใหญ่คือปฏิรูปโครงสร้างการคลังทั้งระบบ
ข้อเสนอจากเวทีสะท้อนตรงกันว่า การแก้ปัญหาการคลังไทยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มรายได้หรือลดรายจ่ายเป็นครั้งๆ แต่ต้องไปถึงการทบทวนโครงสร้างทั้งระบบ
ตั้งแต่การขยายฐานภาษี เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีจากความมั่งคั่ง ภาษีสิ่งแวดล้อม และภาษีจากเศรษฐกิจดิจิทัล ไปจนถึงการจัดสรรงบประมาณ การลงทุน การก่อหนี้ และระบบตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้การใช้จ่ายของภาครัฐมีประสิทธิภาพ โปร่งใส

