×

ครบรอบ 25 ปี 9/11 ย้อนนาที ‘บุช’ ได้รับแจ้ง ‘อเมริกากำลังถูกโจมตี’ กลางห้องเรียน

12.09.2026
  • LOADING...
จอร์จ ดับเบิลยู. บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะอยู่ในห้องเรียนวันที่ 11 กันยายน 2001

ในวาระครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 9/11 สื่อสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียย้อนสัมภาษณ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001 ตั้งแต่ครูและเด็กนักเรียนที่เห็นวินาที จอร์จ ดับเบิลยู. บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับแจ้งว่า ‘อเมริกากำลังถูกโจมตี’ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่ติดตามบุชตลอดวัน ซึ่งเป็นคนแรกที่ประเมินว่า โอซามา บิน ลาเดน และอัลกออิดะห์อาจอยู่เบื้องหลังการโจมตี

 

 
 

นอกจากนี้ บุชยังออกมาเล่าถึงประสบการณ์ดังกล่าวกับ NBC News หลังเขาเป็นฝ่ายไม่ยอมกล่าวสุนทรพจน์จากบังเกอร์ เพราะกลัวว่า จะสร้าง ‘ชัยชนะทางจิตวิทยา’ ให้กับผู้ที่ก่อเหตุวินาศกรรม

 

เด็กในห้องเรียน จำสีหน้าบุชเปลี่ยนทันที

 

ABC News สัมภาษณ์ คริสตัล เดวิส อดีตนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนประถมศึกษาเอ็มมา อี. บุ๊กเกอร์ (Emma E. Booker Elementary School) เมืองซาราโซตา รัฐฟลอริดา

 

ในเวลานั้น เธอคือหนึ่งในพยานที่ได้เห็นวินาทีที่ แอนดรูว์ คาร์ด หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว เดินเข้ามากระซิบข้างหูบุชว่า เครื่องบินลำที่ 2 พุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์แล้ว พร้อมข้อความว่า ‘อเมริกากำลังถูกโจมตี’

 

เดวิสเล่าว่า เธอสังเกตเห็นสีหน้าของบุชเปลี่ยนไปทันทีหลังได้รับข่าว ก่อนที่จะพยายามกลับมายิ้มและแสดงท่าทีเป็นปกติ โดยเธอมองว่า ประธานาธิบดีไม่ต้องการทำให้เด็กๆ ตื่นตกใจ

 

“คุณเห็นได้เลยว่า สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเมื่อได้รับข้อความ แล้วก็เห็นเขากลับมาเป็นปกติและยิ้ม เหมือนกับว่า ผม [บุช] ไม่อยากทำให้เด็กๆ ตกใจ” เดวิสกล่าว

 

เดวิสเล่าต่อว่า เด็กๆ ในห้องเรียนยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบุชถูกพาออกจากห้องหลังจบบทเรียน นักเรียนต่างสับสน บางคนสงสัยว่า พวกเขาทำอะไรผิด หรือประธานาธิบดีไม่พอใจกับการอ่านหนังสือของพวกเขา

 

ขณะที่ แซนดรา แดเนียลส์ ครูประจำชั้นในวันนั้น ให้สัมภาษณ์กับ WWSB สถานีท้องถิ่นในเครือ ABC ว่า เธอรู้ทันทีว่า ‘มีบางอย่างผิดปกติ’ เพราะท่าทีของบุชเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

 

หลังจากนั้น เด็กๆ ในห้องเรียนถูกพาไปยังอีกห้องหนึ่ง ก่อนที่ครูจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นและเปิดโทรทัศน์ให้ดูภาพเหตุการณ์ในนครนิวยอร์ก ซึ่งเดวิสจำได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่เธอและเพื่อนๆ เห็นภาพตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์พังถล่มลงมา

 

ABC News ยังสัมภาษณ์ สตีเวนสัน โทส-ริเกลล์ ที่มีอายุ 10 ปีในขณะนั้น เขาเป็นลูกชายของผู้อำนวยการโรงเรียนที่กำลังรอบุชอยู่ในห้องสมุด ซึ่งเดิมมีกำหนดกล่าวถึงนโยบายการศึกษา No Child Left Behind

 

โทส-ริเกลล์เล่าว่า เขาและคนอื่นๆ ต้องรอบุชอยู่บริเวณหน้าโพเดียมนานอย่างน้อย 2 ชั่วโมง โดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่ประธานาธิบดีจะปรากฏตัวในที่สุด แต่แทนที่จะกล่าวถึงนโยบายการศึกษาตามกำหนดเดิม บุชกลับแถลงต่อประชาชนว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย

 

โทส-ริเกลล์ยังเล่าว่า เขาไม่สามารถออกจากโรงเรียนได้ทันที เนื่องจากแม่ของเขาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ทำให้ต้องนั่งดูภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นผ่านโทรทัศน์เครื่องเล็กภายในสำนักงานของโรงเรียน

 

หน่วยข่าวกรอง ย้อนนาทีประเมินว่าเป็น ‘การก่อการร้าย’

 

อีกด้านหนึ่ง ABC Australia สัมภาษณ์ ไมเคิล มอเรลล์ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองผู้ทำหน้าที่บรีฟข้อมูลประจำวันให้บุช ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ CIA โดยเขาย้อนเล่าว่า เช้าวันนั้นเริ่มต้นเหมือนวันทำงานปกติ มีการบรีฟประธานาธิบดีช่วงประมาณ 08.00 น. แต่ยังไม่มีการพูดถึงการก่อการร้าย

 

แต่ประมาณ 40 นาทีต่อมา ระหว่างเดินทางไปโรงเรียน เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้รับแจ้งว่า มีเครื่องบินพุ่งชนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ โดยมอเรลล์เล่าว่า ตอนแรกเขาคิดว่าอาจเป็นเครื่องบินขนาดเล็กประสบอุบัติเหตุ แต่ความคิดดังกล่าวเปลี่ยนไปทันที เมื่อศูนย์ปฏิบัติการ CIA แจ้งว่า เครื่องบินที่พุ่งชนอาคารเป็นเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ขนาดใหญ่

 

สัญญาณยิ่งชัดเจนขึ้นหลังเครื่องบินลำที่ 2 พุ่งชนตึกอีกหลัง โดยมอเรลล์ย้ำว่า ณ จุดนั้น เขา ‘มั่นใจ 100%’ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการก่อการร้าย ขณะที่บรรยากาศภายในโรงเรียนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเริ่มโทรศัพท์ประสานงาน ออกคำสั่ง และเตรียมถ้อยแถลงให้ประธานาธิบดี

 

ส่วนหน่วยอารักขาประธานาธิบดี (Secret Service) ต้องเร่งนำบุชออกจากพื้นที่ เนื่องจากยังไม่มีใครทราบว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เขาถูกนำตัวไปยังสนามบิน และขึ้น Air Force One อย่างรวดเร็ว ก่อนเดินทางไปยังฐานทัพอากาศในรัฐลุยเซียนา ต่อด้วยฐานทัพในรัฐเนแบรสกา

 

“ไมเคิล ใครเป็นคนทำ?” คือสิ่งที่บุชถามเขาในเวลานั้น

 

อย่างไรก็ดี มอเรลล์ประเมินว่า ประเทศศัตรูอย่างอิหร่านและอิรักอาจมีศักยภาพในการก่อเหตุลักษณะดังกล่าว แต่ไม่มีเหตุผลที่จะทำ เพราะสถานการณ์ดังกล่าวย่อมนำไปสู่สงคราม เป็นไปได้ว่า อาจเป็น บิน ลาเดน และกลุ่มอัลกออิดะห์ โดยต่อมา CIA ตั้งข้อสรุปเดียวกัน หลังตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารบนเที่ยวบินที่ถูกจี้กับฐานข้อมูลผู้ก่อการร้าย ซึ่งพบความเชื่อมโยงกับอัลกออิดะห์

 

มอเรลล์ยังย้อนเล่าช่วงเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า Air Force One มีเครื่องบินขับไล่ F-16 บินประกบทั้งสองด้าน โดยเจ้าหน้าที่ทหารประจำตัวของบุชอธิบายว่า หากมีการยิงขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศเข้าใส่เครื่องบินระหว่างลดระดับลงจอด หน้าที่ของนักบินขับไล่ คือ การนำเครื่องบินของตัวเองเข้าไปอยู่ระหว่างขีปนาวุธกับเครื่องบินของประธานาธิบดี

 

บุชย้อนความทรงจำในฐานะ ‘ประธานาธิบดีในภาวะสงคราม’

 

NBC News รายงานว่า บุชร่วมสนทนากับ คอนโดลีซซา ไรซ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ George W. Bush Presidential Center ในเมืองดัลลัส เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา โดยย้อนความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 9/11 ก่อนถึงวาระครบรอบ 25 ปี

 

บุชย้อนถึงวินาทีที่ได้รับแจ้งว่า เครื่องบินลำที่ 2 พุ่งชนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ โดยระบุว่า แม้มีเวลาไม่มากนักในการประมวลสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ชัดเจนทันที คือ หน้าที่ของเขาคือการปกป้องเด็กที่กำลังอ่านหนังสือให้เขาฟัง ครอบครัวของเด็กคนนั้น และประเทศชาติ

 

เขาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ตัวเองกลายเป็น ‘ประธานาธิบดีในภาวะสงคราม’ โดยมองตั้งแต่ต้นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่อาจรับมือด้วยการการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็น ‘สงคราม’ ซึ่งหน้าที่ของประธานาธิบดีและทีมงาน คือ การรวมพลังของประเทศ เพื่อทำทุกอย่างที่จำเป็นในการปกป้องประชาชน

 

นอกจากนี้ บุชยังย้อนถึงการตัดสินใจเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แม้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงจะกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยเขายืนยันว่า จะไม่กล่าวสุนทรพจน์ต่อประชาชนจากบังเกอร์ในโอมาฮา รัฐเนแบรสกา เพราะการทำเช่นนั้น คือ การมอบ ‘ชัยชนะทางจิตวิทยา’ ให้แก่ผู้ที่โจมตีสหรัฐฯ

 

ขณะเดียวกัน บุชระบุว่า สิ่งสำคัญสำหรับเขาในผู้นำประเทศ คือ การไม่ปล่อยให้สหรัฐฯ ‘สูญเสียจิตวิญญาณของตัวเอง’ ท่ามกลางความโกรธ ความกลัว และแรงกดดันหลังเหตุโจมตี

 

แฟ้มภาพปี 2001: Win McNamee / Reuters

 

อ้างอิง:

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising