×

5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026

11.09.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2026 ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง บอนด์ยีลด์สูง Valuation แพง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลก กลับไต่ระดับแตะจุดสูงสุด พร้อมกับดัชนีวัดความกลัว (VIX Index) ต่ำที่สุดในรอบปี

 

ผมมองว่าภาพที่เราเห็นอยู่ เกิดจากมุมมองของตลาดที่ไม่ตรงกันระดับความเสี่ยง นักลงทุนจึงต้องรู้ให้ทันว่าอะไรคือประเด็นสำคัญและตรรกะที่กำลังย้อนแย้ง เพื่อเตรียมพร้อมวางกลยุทธ์รับมือไว้เพราะตรรกะและมุมมองเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ

 

ความเสี่ยงแรก สงครามการค้า การกีดกันการค้ามีอยู่ต่อเนื่อง แต่ตลาด “ชินชา” เพราะเชื่อว่าผ่านจุดที่น่ากลัวที่สุดไปแล้ว

 

ในทางทฤษฎี สงครามการค้าเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีทางจบง่าย แต่ในทางปฏิบัติตลาดผ่านจุดที่เจ็บที่สุดมาแล้วตั้งแต่เมษายน 2025 ตอนที่ภาษีการค้าพุ่งขึ้นไป ถึง 27%

 

ผมเชื่อว่าการยกระดับกีดกันการค้ารอบใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 60-70% ท้ายปีนี้ แต่ด้วยมุมมองตลาดที่ชินกับความเสี่ยง ผลกระทบต่ออาจเป็นแค่การย่อตัวในกรอบ 5-7% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ความเสี่ยงที่สอง สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบ Hormuz เป็นความเสี่ยงที่มาพร้อมกับความหวัง

 

สงครามตะวันออกกลาง ต่างจากความเสี่ยงสงครามการค้าอย่างชัดเจนคือ ตลาดไม่ได้ชินกับสงคราม แต่ “หวัง” ว่าสงครามจะจบเร็วเหมือนทุกครั้ง

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สงครามจะทวีความรุนแรงขึ้นมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความหวังว่าทุกอย่างจะจบสงบสุขนั้นจะถูกหรือผิด ผมให้โอกาสเกิดการยกระดับสงครามสูงถึง 50-60% ราคาน้ำมันอาจไม่ลดลง กดดันตลาดให้ปรับฐานได้แรงถึง 7-12% แต่ทั้งหมดจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไวจบไวเช่นกัน

 

เศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง (Stagflation) เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดสูง แต่ตลาดเลือกที่จะ “ไม่สนใจ”

 

โอกาสเกิด Stagflation ปลายปีนี้ยังสูงถึง 30-40% เพราะตัวเลขเศรษฐกิจเร่งไม่ขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง ถ้าการเติบโตอาจลดลงเร็ว แต่เงินเฟ้อไม่ลดลงตาม ตลาดจะมี Downside อย่างน้อย 10-15%

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าตลาดเลือกที่จะไม่สนใจ Stagflation ในช่วงท้ายปีนี้ เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกไม่ได้เคลื่อนไหวตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการลงทุนเหล่านี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า

 

ความเสี่ยงที่สี่ ยีลด์สูงฉุดไม่อยู่ สำคัญมากแต่กลายเป็นความเสี่ยงตลาด อยู่ได้เพราะ “ความเชื่อ”

 

ยีลด์สูงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ Valuation ของตลาดเสมอ และยีลด์สูงในครั้งนี้ก็ไม่ได้มาจากแค่เงินเฟ้อ แต่มาจากระดับหนี้ แนวโน้มการขาดดุลการคลัง และการกู้ยืมเพื่อการลงทุน AI ของเอกชน ทำให้สภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นไปอีก

 

ที่ตลาดไม่ปรับฐานลงทันที ผมมองว่าเกิดจากความเชื่อว่าสุดท้ายต้องมีนโยบายการเงินเข้ามาช่วยพยุงเหมือนทุกครั้ง

 

ยีลด์ที่สูงอาจจะกลายเป็นความเสี่ยงระดับตลาดหมี (ตลาดปรับตัวลงมากกว่า 20%) ถ้าธนาคารกลางเลือกที่จะเข้มงวดโดยไม่สนใจความเสี่ยงด้านโครงสร้างการคลังและสภาพคล่อง เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามในช่วงท้ายปี

 

ความเสี่ยงสุดท้าย ฟองสบู่ AI แตก เป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกเคลื่อนที่ด้วย “ความกลัวตกขบวน”

 

เพราะ AI หนุนให้กำไรต่อหุ้นของ S&P 500 เติบโตกว่า 50% จากปีก่อน

 

ขณะที่ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการประเมินมูลค่าเงินลงทุนใน Anthropic และ OpenAI ที่ยังไม่รับรู้เป็นเงินสดจริง ถ้ากำไรที่แท้จริงไม่มาตามที่หวัง ตลาดหมีจะเกิดขึ้นแรงและยาวนาน

 

ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าฟองสบู่กำไรจะลดขนาดลงตอนไหน นอกจากนั้นยังต้องเดาต่อว่า นักลงทุนจะหมดหวังใน AI เมื่อไหร่ จากเรื่องอะไร สำหรับช่วงท้ายปีนี้ ผมจึงให้โอกาสแค่ 5-10% เพราะมองว่าความเสี่ยงที่นักลงทุนกลัว คือการตกขบวนกำไรมากกว่าฟองสบู่แตก

 

ถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าความเสี่ยงสำคัญไม่ได้หายไป บางเรื่องทวีความรุนแรงขึ้นด้วย แต่สิ่งที่เราประเมินยากคือ ความชินชา ความหวัง ความไม่สนใจ ความเชื่อ และความกลัว ของตลาดที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนสิ้นปี ผมเลือกสามกลยุทธ์สำคัญคือ

 

(1) กระจายการลงทุนลดการกระจุกตัว (2) ถือสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นพร้อมกับความเสี่ยง และ (3) ทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์ที่ปรับขึ้นมาแรงแล้ว เก็บสภาพคล่องรอจังหวะซื้อตอนตลาดปรับฐาน

 

ภาพตลาดที่ย้อนแย้งในวันนี้ ยืนยันกับเราว่า ความเสี่ยง โอกาส ความกลัว และความหวัง กำลังย้อนแย้งกันอยู่ แต่มุมมองไหนจะเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางไหนนั้น เรากำลังจะได้รู้ไปพร้อมกันท้ายปีนี้ครับ

 

ที่มา: FSS

 

ภาพ: Golden Dayz / Shutterstock

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories