วันนี้ (10 กันยายน 2569) ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา
ตรีรัตน์ระบุว่า PDP 2026 เป็นกรอบสำคัญในการกำหนดทิศทางการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และเป็นฐานคำนวณค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายไปจนถึงปี 2593 โดยภาพรวมของแผนมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero รักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และกำหนดราคาที่เป็นธรรม ซึ่งล้วนเป็นหลักการที่สังคมเห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเนื้อหาภายในกลับพบว่า ยังมีความคลุมเครือและขาดข้อมูลสำคัญสำหรับประเมินความเป็นไปได้ โดยร่างแผนเสนอ 4 ฉากทัศน์ ได้แก่
1.Base Case ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51.5 ล้านตัน สัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด 65% และพลังงานฟอสซิล 35% มีกำลังผลิตปลายแผน 185,700 เมกะวัตต์ และค่าไฟขายปลีก 3.82 บาทต่อหน่วย
2.Net Zero by CCS ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 19.1 ล้านตัน สัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด 65% และพลังงานฟอสซิล 35% มีกำลังผลิตปลายแผน 185,700 เมกะวัตต์ และค่าไฟขายปลีก 3.88 บาทต่อหน่วย
3.Net Zero by Renewable Energy ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 16.6 ล้านตัน สัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด 89% และพลังงานฟอสซิล 11% มีกำลังผลิตปลายแผน 253,100 เมกะวัตต์ และค่าไฟขายปลีก 3.82 บาทต่อหน่วย
4.Net Zero by Renewable Energy & CCS ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 19.1 ล้านตัน สัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด 73% และพลังงานฟอสซิล 27% มีกำลังผลิตปลายแผน 206,100 เมกะวัตต์ และค่าไฟขายปลีก 3.83 บาทต่อหน่วย
ตรีรัตน์ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าจะเลือกฉากทัศน์ใด ค่าไฟขายปลีกตามร่างแผนอยู่ในช่วงใกล้เคียงกันที่ 3.82-3.88 บาทต่อหน่วย ทั้งที่กำลังผลิตไฟฟ้าปลายแผนแตกต่างกันตั้งแต่ 185,700-253,100 เมกะวัตต์ ขณะที่ประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าในปี 2593 อยู่ที่ 79,696 เมกะวัตต์
ตรีรัตน์จึงตั้งคำถามว่า เมื่อกำลังผลิตตามแผนสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าราว 106,000-173,000 เมกะวัตต์ ค่าไฟฟ้าจะสามารถตรึงไว้ในระดับที่ระบุได้จริงหรือไม่ และหากทำได้จริง จะอธิบายข้อถกเถียงเรื่องกำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งของค่าไฟแพงอย่างไร
ตรีรัตน์ระบุด้วยว่า ร่าง PDP 2026 ไม่ได้เปิดเผยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุโครงการของเชื้อเพลิงแต่ละประเภท หรือ LCOE (Levelized Cost of Energy) ทำให้สังคมยังขาดข้อมูลสำคัญสำหรับตรวจสอบว่า ประมาณการค่าไฟในแต่ละฉากทัศน์มีความเป็นไปได้เพียงใด
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวที่ยังรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าไว้ได้ ย่อมมีต้นทุน หากต้องตรึงค่าไฟไว้ไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย จำเป็นต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้รับภาระ โดยเฉพาะประชาชนรายได้น้อย ผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียมหรือหอพัก ซึ่งไม่มีโอกาสลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟ
นอกจากนี้ หากประชาชนและภาคธุรกิจหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น โรงไฟฟ้าที่รัฐทำสัญญาไว้อาจมีภาระกำลังผลิตส่วนเกินเพิ่มขึ้น และต้นทุนอาจถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเอง หรือผู้ที่ยังต้องพึ่งพาระบบในช่วงที่พลังงานแสงอาทิตย์ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้
“แผน PDP นี้มีความจริงใจต่อประชาชนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการใช้วาทกรรมพลังงานสีเขียวเป็นเหตุผลให้แผนผ่าน ทั้งที่เป้าหมายอาจไม่สามารถทำได้จริง และสิ่งที่ต้องการคือการสร้างโรงไฟฟ้าให้มากที่สุด” ตรีรัตน์ระบุ พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานเปิดเผยสมมติฐานและโครงสร้างต้นทุนอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินผลกระทบต่อค่าไฟในระยะยาวได้อย่างรอบด้าน


