×

ADNOC เจรจาถือหุ้นโรงกลั่นเครือ ปตท. พ่วงสัญญาป้อนน้ำมันดิบและสิทธิขายน้ำมันสำเร็จรูป คาดสรุปดีลภายในปีนี้

09.09.2026
  • LOADING...
โลโก้ ปตท. และ ADNOC วางคู่กัน

Bloomberg รายงานว่า ADNOC บริษัทน้ำมันแห่งชาติของยูเออีกำลังหารือเข้าถือหุ้นในโรงกลั่นของกลุ่ม ปตท. ควบคู่กับดีลในโรงกลั่น Dangote ของไนจีเรีย เพื่อสร้างตลาดรองรับน้ำมันดิบของตัวเองและขยายธุรกิจเทรดดิ้ง ขณะที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เตือนแรงกดดันระยะสั้นจาก dilution

 

 

Abu Dhabi National Oil Co. หรือ ADNOC บริษัทน้ำมันแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการโรงกลั่นรายใหญ่ที่สุดในไทยและแอฟริกา เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นของทั้งสองแห่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างหลักประกันว่าจะมีผู้รับซื้อน้ำมันดิบของตัวเองในระยะยาว และขยายธุรกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง (trading) ตามรายงานของ Bloomberg ซึ่งอ้างแหล่งข่าว

 

หนึ่งในนั้นคือการเข้าถือหุ้นในโรงกลั่นที่ดำเนินงานโดยบริษัทในเครือ บมจ.ปตท. (PTT) ขณะที่อีกด้านหนึ่งบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับกลุ่ม Dangote ของไนจีเรีย ซึ่งเป็นเจ้าของโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา และมีแผนสร้างโรงกลั่นแห่งใหม่ในแอฟริกาตะวันออกด้วยเช่นกัน แหล่งข่าวระบุว่าข้อตกลงอาจประกาศได้ภายในปีนี้

 

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ระบุว่า ขอบเขตของดีลนี้กว้างกว่าการเข้าถือหุ้นตามปกติ เพราะข้อตกลงอาจครอบคลุมถึงสัญญาจัดหาน้ำมันดิบจาก ADNOC ป้อนให้โรงกลั่นไทยโดยตรง พร้อมกับสิทธิในการเข้าถึงและซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันจากโรงกลั่นเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ

 

โครงสร้างลักษณะนี้ทำให้ ADNOC ได้ประโยชน์สองต่อ คือมีตลาดรองรับน้ำมันดิบของตัวเองในระยะยาว และมีสินค้าเพิ่มขึ้นสำหรับป้อนเข้าสู่เครือข่ายเทรดดิ้งระดับโลก ขณะที่โรงกลั่นไทยได้ความมั่นคงด้านวัตถุดิบและช่องทางส่งออกใหม่ผ่านเครือข่ายของพันธมิตร

 

นอกจากนี้ ธุรกิจเทรดดิ้งของ ADNOC ยังสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากประเทศอื่น เช่น อิรัก เพื่อป้อนให้โรงกลั่นในไทยได้ในอนาคต ซึ่งจะยิ่งเพิ่มบทบาทของ ADNOC ในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันของภูมิภาคเอเชีย

 

INVX มองว่าข่าวนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติในตะวันออกกลางกำลังขยายการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นปลายน้ำในเอเชีย เพื่อสร้าง captive demand หรืออุปสงค์ที่ผูกติดกับน้ำมันดิบของตัวเอง หากดีลกับ ปตท. เกิดขึ้นจริง จะเป็นอีกหนึ่งดีลสำคัญที่ยกระดับความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมพลังงานไทยกับผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก

 

INVX คงเป้า 47 บาท แต่จับตา dilution ระยะสั้น

 

INVX ระบุว่าข่าวนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์การหาพันธมิตรทางธุรกิจของ ปตท. จึงคงมุมมองเชิงบวก คงคำแนะนำ OUTPERFORM และคงราคาเป้าหมายที่ 47 บาท

 

ในเชิงอุตสาหกรรม INVX มองว่าข่าวนี้มีนัยเชิงบวกต่อกลุ่มโรงกลั่นไทยในระยะกลางถึงยาว จากการได้พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลก ความมั่นคงด้านการจัดหาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ช่องทางเข้าถึงตลาดส่งออกผ่านเครือข่ายเทรดดิ้งของ ADNOC และการสะท้อนว่ามูลค่าทรัพย์สิน (asset value) ของธุรกิจโรงกลั่นไทยยังอยู่ในความสนใจของผู้เล่นระดับโลก

 

อย่างไรก็ตาม INVX เตือนว่าสิ่งที่อาจทำให้นักลงทุนกังวลในระยะสั้นคือผลของ dilution จากการที่หุ้นโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ต้องเพิ่มจำนวนหุ้นเพื่อขายให้พันธมิตร แต่ในระยะยาวมองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้ ผลต่อมูลค่าหุ้นยังต้องรอผลการเจรจาและรายละเอียดเพิ่มเติม

 

ขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในเครือ ปตท. ปรับตัวขึ้นทันทีในช่วง 1 ชั่วโมงแรกของการเปิดตลาดซื้อขายวันนี้ (9 กันยายน)

 

บมจ.ไทยออยล์ (TOP) พุ่ง 4% ขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 69.50 บาท ด้านบมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) เพิ่มขึ้น 1.3% แตะระดับ 3.18 บาท ขณะที่ บมจ.ปตท.โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เพิ่มขึ้นราว 2% แตะระดับ 48.25 บาท

 

ทำไมยูเออีสนใจโรงกลั่นไทย

 

ด้านแหล่งข่าวของ Bloomberg ระบุว่า โรงกลั่นไทยเป็นเป้าหมายที่เหมาะสม เพราะหลายแห่งออกแบบมาให้กลั่นน้ำมันดิบชนิดหนักได้ ซึ่งตรงกับคุณสมบัติของน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตนอกชายฝั่งของอาบูดาบี ความสอดคล้องทางเทคนิคตรงนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ดีลลักษณะ crude supply agreement มีความหมายจริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการลงทุนทางการเงิน

 

ที่ผ่านมา ADNOC พึ่งพาโรงกลั่น Ruwais ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของโลก เป็นฐานผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงป้อนตลาดโลก การหันมาพิจารณาเข้าถือหุ้นในโรงกลั่นต่างประเทศจึงเป็นการเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญ

 

Bloomberg ระบุเหตุผลเบื้องหลังไว้หลายชั้น ทั้งการสร้างฐานผู้ซื้อน้ำมันดิบของตัวเองและน้ำมันจากแหล่งอื่น การเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเทรดดิ้ง และการกระจายความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์ หลังสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขยายการดำเนินงานออกนอกอ่าวเปอร์เซียมีความสำคัญมากขึ้น

 

ดีลโรงกลั่นในต่างประเทศจะต่อยอดจากการรุกลงทุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์ของ ADNOC ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งดีลสินทรัพย์ก๊าซธรรมชาติของหน่วยงาน XRG ตั้งแต่สหรัฐฯ ไปจนถึงแอฟริกาและเอเชียกลาง การเข้าซื้อ Covestro AG ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์สัญชาติเยอรมัน และการที่ ADNOC Distribution บรรลุข้อตกลงซื้อธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ Shell ในแอฟริกาใต้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

ADNOC ยังสนใจเข้าสู่ตลาดปลายน้ำในอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทพยายามหาที่ยืนมานานแต่ยังไม่สำเร็จ โดยในปี 2018 ADNOC เคยเข้าร่วมกับดีลของ Saudi Aramco เพื่อซื้อหุ้นในธุรกิจโรงกลั่นของ Reliance Industries แต่การเจรจาไม่จบลงด้วยการทำธุรกรรม

 

ภาพ: บริษัทน้ำมันยูเออี

อ้างอิง:https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-07/adnoc-said-to-be-in-talks-for-thailand-dangote-refinery-stakes

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories