ข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 200 ปี กำลังกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลัง ฮาเวียร์ มิเลย์ ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ประกาศยกระดับแรงกดดันต่ออังกฤษ โดยขู่คว่ำบาตรบริษัทพัฒนาแหล่งน้ำมันอย่าง Sea Lion รวมถึงเพิ่มบทบาททางทหารบริเวณตอนใต้ของประเทศ
ประเด็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยังส่งสัญญาณว่า วอชิงตันอาจทบทวนจุดยืนต่อข้อพิพาท พร้อมเลี่ยงตอบตรงๆ ว่า สหรัฐฯ จะช่วยอังกฤษหรือไม่ หากเกิดความขัดแย้งกับอาร์เจนตินาเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ในอนาคต
น่าสนใจว่า เบื้องหลังการปะทะกันรอบล่าสุด มีเดิมพันมากกว่าเรื่องประวัติศาสตร์ ทั้งน้ำมันจำนวนมหาศาล ความสัมพันธ์ที่แตกร้าวระหว่างสหรัฐฯ กับอังกฤษ รวมถึงการเมืองภายในอาร์เจนตินาก่อนการเลือกตั้งในปี 2027
ฟอล์กแลนด์เป็นของใคร?
หมู่เกาะฟอล์กแลนด์เป็นดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักรในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ ตั้งอยู่ห่างจากปลายใต้ของทวีปอเมริกาใต้ประมาณ 480 กิโลเมตร และมีพื้นที่รวมประมาณ 1.2 หมื่นตารางกิโลเมตร
เมืองหลวงของฟอล์กแลนด์คือ สแตนลีย์ (Stanley) ตั้งอยู่บนเกาะ East Falkland โดยมีชุมชนขนาดเล็กกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ขณะที่ฐานทัพของกองทัพอากาศอังกฤษตั้งอยู่ที่ Mount Pleasant ห่างจากสแตนลีย์ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 56 กิโลเมตร
ปัจจุบัน ฟอล์กแลนด์ปกครองตนเอง โดยมีรัฐบาลและรัฐธรรมนูญของตัวเอง ขณะที่อังกฤษรับผิดชอบด้านกลาโหมและนโยบายต่างประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง อาร์เจนตินาอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะแห่งนี้ โดยเรียกว่า ‘มัลบีนัส’ (Islas Malvinas) ซึ่งชื่อนี้มีที่มาจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ อังกฤษเข้าควบคุมหมู่เกาะในปี 1833 และบริหารพื้นที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่อาร์เจนตินาไม่เคยยอมรับอธิปไตยของอังกฤษ โดยอ้างว่า ได้สืบทอดสิทธิเหนือหมู่เกาะมาจากสเปนหลังได้รับเอกราช และมองว่า การเข้าควบคุมพื้นที่ของอังกฤษในปี 1833 เป็นการยึดดินแดน
ความขัดแย้งดังกล่าวนำไปสู่สงครามในปี 1982 เมื่อกองทัพอาร์เจนตินาเข้ายึดหมู่เกาะ ก่อนที่รัฐบาลอังกฤษภายใต้ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร จะส่งกองกำลังไปยึดพื้นที่กลับคืน
การสู้รบกินเวลานาน 74 วัน ก่อนจบลงด้วยการยอมจำนนของกองทัพอาร์เจนตินา โดยมีทหารอาร์เจนตินาเสียชีวิต 649 นาย ทหารอังกฤษ 255 นาย และชาวเกาะอีก 3 คน อย่างไรก็ตาม แม้สงครามจะยุติลงมากว่า 40 ปี แต่อาร์เจนตินายังคงอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะ ขณะที่อังกฤษยืนยันว่า สถานะของฟอล์กแลนด์ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนที่อาศัยอยู่บนเกาะ
ในการลงประชามติปี 2013 ผู้ลงคะแนนบนเกาะเลือกให้ฟอล์กแลนด์ยังคงเป็นดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษถึง 99.8% โดยมีผู้ลงคะแนนคัดค้านเพียง 3 คน ทำให้สหราชอาณาจักรยึดผลประชามติดังกล่าวเป็นหลักในการยืนยันว่า ชาวเกาะมีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง (Self-Determination) ขณะที่อาร์เจนตินาโต้แย้งว่า หลักการดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้กับกรณีฟอล์กแลนด์ได้
อนึ่ง อาร์เจนตินายังระบุข้อเรียกร้องอธิปไตยเหนือมัลบีนัสไว้ในรัฐธรรมนูญว่า หมู่เกาะดังกล่าวและพื้นที่ทางทะเลที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน และการนำดินแดนเหล่านี้กลับคืนมาเพื่อใช้อธิปไตยอย่างเต็มที่ ถือเป็นเป้าหมายถาวรที่ประชาชนอาร์เจนตินาไม่อาจละทิ้งได้
ทำไมฟอล์กแลนด์กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง?
แม้ข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์จะดำเนินมานานหลายทศวรรษ แต่ความตึงเครียดรอบล่าสุดปะทุขึ้นจากแผนพัฒนาแหล่งน้ำมัน Sea Lion ทางตอนเหนือของหมู่เกาะ ซึ่งดำเนินการโดย Rockhopper Exploration และ Navitas Petroleum บริษัทจากอังกฤษและอิสราเอล
ทั้งนี้ Sea Lion คาดว่า พื้นที่ดังกล่าวมีน้ำมันราว 1.7 พันล้านบาร์เรล ขณะที่บริษัท Rockhopper ระบุว่า เป็นแหล่งน้ำมันดิบที่มีศักยภาพทางการตลาดสูง และมีกำหนดเริ่มผลิตในปี 2028 หลังได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ และการสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษ
แผนดังกล่าวทำให้อาร์เจนตินาประกาศมาตรการตอบโต้ โดยขู่เพิ่มบทลงโทษบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการ พร้อมสั่งสอบสวนองค์กร 45 แห่งที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและใช้ประโยชน์จากไฮโดรคาร์บอนบริเวณรอบหมู่เกาะ
“อาร์เจนตินาจะไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ ความคืบหน้าเพิ่มเติมใดๆ บนหมู่เกาะมัลบีนัสจะถือเป็นการละเมิดความมั่นคงแห่งชาติของเรา” มิเลย์กล่าว พร้อมระบุว่า ผู้คนอาจถกเถียงกันเรื่องแนวทางการบริหารประเทศของเขาได้ แต่เรื่องมัลบีนัสเป็นประเด็นที่อยู่เหนือความแตกต่างทางการเมือง
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเข้ามาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทครั้งนี้ หลังให้สัมภาษณ์กับ GB News สื่อฝ่ายขวาของอังกฤษ โดยเลี่ยงที่จะตอบตรงๆ ว่า สหรัฐฯ จะเข้าช่วยอังกฤษหรือไม่ หากเกิดความขัดแย้งกับอาร์เจนตินาเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์
ผู้นำสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า อังกฤษไม่ได้ช่วยวอชิงตันในสงครามอิหร่าน แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือก็ตาม พร้อมเปิดเผยว่า เขาเคยถาม เคียร์ สตาร์เมอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และ NATO ว่า เหตุใดจึงไม่ส่งเรือมาช่วยสหรัฐฯ สัก 2 ลำ ก่อนจะกล่าวกับ BBC ในเวลาต่อมาว่า จุดยืนของสหรัฐฯ ต่อหมู่เกาะฟอล์กแลนด์เป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่อยู่ระหว่างการทบทวน
สำหรับประเด็นดังกล่าว มิเลย์กล่าวชื่นชมทรัมป์ โดยระบุว่า สหรัฐฯ รู้ดีว่า อาร์เจนตินาเป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้ มีจุดยืนสอดคล้องกับค่านิยมของชาติตะวันตก และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
ต่อมา อังกฤษย้ำจุดยืนเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ โดย เวส สตรีตติง รัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ความมุ่งมั่นของอังกฤษต่อหมู่เกาะไม่สั่นคลอน ขณะที่โฆษกของ แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวว่า ชาวเกาะมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตัวเอง และความมุ่งมั่นของอังกฤษจะไม่เปลี่ยนแปลง
ฟอล์กแลนด์กับการเมืองภายในอาร์เจนตินา
อีกเหตุผลที่ทำให้การเคลื่อนไหวของมิเลย์ถูกจับตามอง คือ สถานการณ์การเมืองภายในอาร์เจนตินา หลังเขาเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2027 ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ลดลงจากนโยบายรัดเข็มขัดและการปฏิรูปเศรษฐกิจ
สำหรับเกาะมัลบีนัส ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ชาวอาร์เจนตินามีฉันทามติร่วมกันค่อนข้างสูง และผูกโยงกับอัตลักษณ์ของประเทศมาอย่างยาวนาน ถือว่ามีน้ำหนักทางการเมืองมากกว่าข้อพิพาทเรื่องดินแดนทั่วไป
อนึ่ง ความรู้สึกร่วมต่อมัลบีนัสยังปรากฏอยู่นอกพื้นที่การเมืองโดยตรง เช่น กรณีฟุตบอลโลก 2026 เมื่อทีมชาติอาร์เจนตินาเอาชนะทีมชาติอังกฤษ ปรากฏว่า นักเตะบางคนชูป้ายข้อความ ‘Las Malvinas son Argentinas’ (หมู่เกาะมัลบีนัสเป็นของอาร์เจนตินา) สะท้อนว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวยังมีพื้นที่อยู่ในความรู้สึกและวัฒนธรรมสาธารณะของประเทศ
ทั้งนี้ มาร์ก เวลเลอร์ ผู้อำนวยการโครงการกฎหมายระหว่างประเทศของ Chatham House วิเคราะห์ว่า การที่มิเลย์หยิบเรื่องนี้มาผลักดันอีกครั้งอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การมองความเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่า เป็นเพียงความพยายามเรียกคะแนนนิยมของมิเลย์อาจเป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลอาร์เจนตินาหลายยุคต่างยืนยันข้อเรียกร้องเหนือมัลบีนัสมาอย่างต่อเนื่อง
ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปในเวลานี้ คือ มิเลย์มองเห็นโอกาสใหม่จากสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างเขากับทรัมป์ และความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับอังกฤษ
ทรัมป์เปลี่ยนเกมฟอล์กแลนด์ได้แค่ไหน?
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตีความท่าทีของทรัมป์ว่า สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนข้างไปสนับสนุนอาร์เจนตินา เพราะจนถึงขณะนี้ วอชิงตันยังไม่ได้รับรองข้อเรียกร้องอธิปไตยของอาร์เจนตินาเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์อย่างเป็นทางการ
คริสตอฟ บลูธ ศาสตราจารย์จาก University of Bradford ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะใช้ประเด็นฟอล์กแลนด์เป็นเครื่องมือต่อรองกับอังกฤษ โดยเฉพาะเรื่องการเพิ่มงบประมาณกลาโหม รวมถึงกรณีอังกฤษปฏิเสธสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน มากกว่าจะเป็นการทบทวนข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยใหม่ทั้งหมด
ขณะที่ ทิลมันน์ อัลเทนเบิร์ก จาก Cardiff University มองในทิศทางเดียวกันว่า คำพูดของทรัมป์สะท้อนปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอังกฤษเป็นหลัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มิเลย์ได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว
ขณะที่ เคลาส์ ด็อดส์ ศาสตราจารย์จาก Royal Holloway แห่ง University of London ชี้ว่า ที่ผ่านมา อังกฤษได้เปรียบจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากกว่าอาร์เจนตินา แต่สมการดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมิเลย์กลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางอุดมการณ์ที่ใกล้ชิดกับทรัมป์มากที่สุดในลาตินอเมริกา
อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ เปลี่ยนจุดยืนจริง ก็ไม่ได้หมายความว่า อังกฤษจะต้องคืนหมู่เกาะหรือยอมเปิดเจรจาเรื่องอธิปไตยทันที โดยบลูธประเมินว่า สิ่งที่อาร์เจนตินาอาจได้เพิ่มขึ้น คืออำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงแรงกดดันต่อบริษัทที่ต้องการลงทุนในโครงการน้ำมันรอบฟอล์กแลนด์
ในทางกลับกัน หากวอชิงตันละทิ้งความเป็นกลางจริง จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนโยบายสหรัฐฯ หลังสงครามปี 1982 ซึ่งอาจสร้างแรงกระแทกต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอังกฤษโดยตรง
ภาพ: IMAGO/PHOTOxPHOTO via Reuters Connect
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/9/7/why-do-the-falkland-islands-matter-to-the-uk-and-argentina-so-much
- https://www.bbc.com/news/articles/c1kx4m70l4yo#google_vignette
- https://www.aljazeera.com/news/2026/9/4/winds-of-change-how-milei-is-stirring-falklands-claim-amid-trump-uk-spat
- https://time.com/article/2026/09/04/falkland-islands-britain-argentina-sovereignty-dispute-Milei-threats-trump/
- https://www.bbc.com/news/articles/cn45jg3zlz4o


