*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*
ในนิทานพื้นบ้านเกาหลีมีเรื่องเล่าว่าด้วยเรื่องของ “หนูกินเศษเล็บคน” หากปล่อยให้หนูกินเศษเล็บที่ถูกตัดทิ้งเรี่ยราด หนูจะดูดกลืนจิตวิญญาณและกลายร่างเป็นตัวตนของบุคคลผู้นั้นอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะเดินเข้าบ้านเพื่อขับไล่เจ้าของร่างตัวจริงออกไป
แนวความคิดนี้เคยถูกทำเป็นเว็บตูนเรื่อง Field Mouse ของ Ludovico โดยผู้กำกับ คิมฮงซอน (The Guest, Voice) และมือเขียนบท อีแจกอน ได้หยิบเอามาปัดฝุ่น ปลุกปั้นใหม่ให้กลายเป็นไซโคโลจิคัลทริลเลอร์ยุคใหม่อย่าง Mousetrap เพื่อตอบคำถามที่ว่า ‘หากทุกสิ่งที่ยืนยันว่าเรามีตัวตนอยู่ ลายนิ้วมือ ข้อมูลดิจิทัล หรือสายตาคนรอบข้าง ถูกสวมรอยโดยใครบางคนที่ดูสมบูรณ์แบบกว่า เราจะพิสูจน์ความจริงได้อย่างไรว่าเราคือ ‘ของจริง’’ เรื่องราวเปิดด้วยชีวิตของ เจมุนแจ (รยูจุนยอล) นักเขียนนิยายชื่อดังผู้ประสบภาวะวิตกกังวลและขังตัวเองตัดขาดจากสังคม ทว่าเช้าวันหนึ่ง โลกทั้งใบกลับพังทลายลงเมื่อลายนิ้วมือไม่สามารถปลดล็อกโทรศัพท์ บัญชีธนาคารและสินทรัพย์ถูกยึด ซ้ำร้ายยังมีชายลึกลับหน้าตาเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้วเข้ามานั่งทำงานและใช้ชีวิตแทนที่เขาอย่างแนบเนียน

เมื่อกฎหมายและกลไกสถาบันมองเขาเป็นเพียงคนเสียสติ มุนแจจึงต้องจับมือกับ โนจา (ซอลคยองกู) เจ้าหนี้นอกระบบที่ตามทวงหนี้เขาอยู่ ทั้งสองกลายเป็นคู่หูจำเป็นในเกมไล่ล่าเพื่อกระชากหน้ากาก “เจ้าหนูขโมยร่าง” ก่อนร่องรอยตัวตนของมุนแจจะถูกลบเลือนไปตลอดกาล
จุดแข็งประการแรกคืองานภาพสไตล์ Neo-Noir โทนสีตุ่น และการเล่นกับเงาตกกระทบในมุมอับของตึกรามบ้านช่องในโซล หรือที่อยู่อาศัยที่หรูหราทว่าดูว่างเปล่า ขับเน้นความโดดเดี่ยวและความหวาดระแวงระดับแพนิกของมุนแจออกมาได้อย่างดี คิมฮงซอนคุมบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจได้อย่างแม่นยำ และโรยปมสร้างความสงสัยให้กับคนดูตลอดเวลา เมื่อผนวกเข้ากับฉากแอ็กชันไล่ล่าทำให้ Mousetrap ดูสนุกน่าติดตาม

แต่สิ่งที่ Mousetrap สื่อสารออกมาได้อย่างแยบคาย คือการเน้นประเด็น “การเป็นตัวเองดีที่สุด” ผ่านรายละเอียดเล็กๆ ในการออกแบบงานสร้างและภาษากายของตัวละคร
ตลอดทั้งเรื่อง เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างตัวตนดั้งเดิมของมุนแจที่สวมใส่เสื้อยืดตัวโคร่ง กางเกงผ้าเนื้อนิ่มที่แสนจะธรรมดาแต่ผ่อนคลาย กับภาพลักษณ์ใหม่ที่ “ตัวปลอม” หรือแม้แต่ตัวเขาเองในวันที่ต้องพยายามสวมบทบาทเป็นคนอื่น มุนแจมักจะถูกจับยัดเข้าไปในชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบ ปกคอเสื้อที่รีดจนแข็งและรัดแน่น
ภาษากายอันยอดเยี่ยมที่รยูจุนยอลถ่ายทอดออกมา คือกิริยาที่ตัวละครเอานิ้วดึงรั้งคอปกเสื้อ มันคือการส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาว่า ไม่ว่าเปลือกนอกจะดูดี ได้รับการยอมรับในสังคมเพียงใด แต่การต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ตัวตนที่ไม่ใช่เนื้อแท้ มันสร้างความอึดอัดและหายใจไม่ออกอยู่ทุกลมหายใจ

ต้องยอมรับว่าพลังทางการแสดงของ รยูจุนยอล พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเขาคือนักแสดงรุ่นกลางที่มีมิติอารมณ์ลึกซึ้ง การถ่ายทอดสองบทบาททั้งเจมุนแจตัวจริงที่เปราะบาง วิตกจริต ไร้ที่พึ่ง และ “ตัวปลอม” ที่สุขุม เยือกเย็น แฝงความอำมหิตถูกแยกแยะผ่านแววตาและจังหวะการหายใจอย่างคมกริบ
ขณะที่ ซอลคยองกู ในบท โนจา คือหนึ่งในองค์ประกอบที่เปล่งประกายที่สุดของเรื่อง การออกแบบคาแรกเตอร์นี้ทำออกมาได้อย่างกลมกล่อม มีมิติทั้งความน่าเกรงขามแบบมาเฟียรุ่นใหญ่ ความอบอุ่นแบบผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาเยอะ และจังหวะตลกร้ายที่เข้ามาเบรกบรรยากาศตึงเครียดได้อย่างลงตัว
จริงอยู่ว่าในแง่ของความสมจริง บทของโนจามีจุดบกพร่องเรื่องความ “หนังเหนียว ตายยาก” ระดับยอดมนุษย์ โดนแทง โดนตีหัว รอดตายจากสถานการณ์วิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะหลุดจากความดิบเรียลของเรื่อง แต่สิ่งที่ต้องชื่นชมคือ ผู้สร้างดูเหมือนจะรู้ตัวดี ในช่วงท้ายเรื่อง ซีรีส์ไม่ได้พยายามแถเพื่อเอาจริงเอาจังกับความเหนือจริงนี้ แต่กลับพลิกเอาความตายยากของโนจามาขยี้เป็น “มุกตลกหน้าตาย” ให้ตัวละครแซวตัวเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดทอนความขัดใจของผู้ชมลงได้แล้ว ยังขับเน้นเสน่ห์และลายเซ็นเฉพาะตัวของซอลคยองกูให้เด่นชัดขึ้นไปอีก

หมัดฮุกเชิงจิตวิทยาที่เจ็บแสบที่สุดของ Mousetrap ถูกเฉลยออกมาในช่วงท้าย เมื่อซีรีส์ลอกคราบธาตุแท้ของ “หนูขโมยร่าง” ให้เห็นว่า คนประเภทนี้เมื่อถูกลอกเอาเปลือก ชื่อเสียง เงินทอง และตัวตนของคนอื่นที่ตนไปขโมยมาออกไปจนหมด สิ่งที่หลงเหลืออยู่ข้างในมีเพียงแค่ ความกลวงเปล่าและไร้ตัวตนอย่างสิ้นเชิง
ฉากช่วงท้ายสะท้อนสันดานของมนุษย์จำพวก “กาฝาก” ได้อย่างน่าสังเวช พวกเขาไม่เคยมีตัวตนของตัวเองตั้งแต่แรก ความภาคภูมิใจเดียวที่มีคือการได้สวมรอยเป็นคนอื่น เมื่อไร้ซึ่งโฮสต์ให้เกาะเกี่ยว คนเหล่านี้จะไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองคือใคร ชอบอะไร หรือควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร การมีชีวิตอยู่อย่างไร้ตัวตนโดยสิ้นเชิงจึงกลายเป็นบทลงโทษที่สาสมยิ่งกว่าความตาย

อย่างไรก็ดี บาดแผลใหญ่ของเรื่องตกอยู่ที่เนื้อหาในองก์สุดท้าย เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงตอนที่ 7–8 บทกลับ “ซับซ้อนเกินพอดี” พยายามขยายสเกลไปสู่ปมมาเฟีย การเมืองท้องถิ่น และการหักมุมซ้ำซ้อนจนเกินจำเป็น จนจังหวะการเล่าเรื่องที่ควรจะกระชับกลับสะดุด และบทสรุปทิ้งช่องโหว่เชิงตรรกะไว้หลายจุด ซึ่งหากตัดทอนพล็อตย่อยออกไป และมุ่งไปที่การต่อสู้เชิงจิตวิทยาของคู่หลัก เนื้อหาจะทรงพลังและไร้รอยต่อกว่านี้มาก
ในภาพรวม Mousetrap ยังจัดเป็นงานระทึกขวัญที่มีชั้นเชิง กล้าหาญในการดัดแปลงวรรณกรรมพื้นบ้านมาปะทะกับโลกยุคใหม่อย่างชาญฉลาด งานภาพและการแสดงอยู่ในระดับแถวหน้า สัญญะเรื่องความอึดอัดของการสวมรอยทำได้คมคาย แม้บทช่วงท้ายจะติดกับดักความซับซ้อนจนสะดุดขาตัวเองสมชื่อภาษาไทย ‘กับดักจับลวง’ ไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นงานนีโอนัวร์รสเข้มที่คุ้มค่าแก่การรับชม

ภาพ: Netflix

