โจทย์ของคนทำหนังไทยเวลานี้เป็นสมการที่ถูกบีบจากสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือรายได้รวมที่หนังทำได้ในโรงภาพยนตร์ลดลงจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ อีกด้านคือค่าใช้จ่ายในการสร้างหนังหนึ่งเรื่องที่แพงขึ้นสวนทางกัน
ประเด็นสำคัญ
ก่อนโควิด รายได้รวมของหนังไทยและหนังต่างประเทศในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ เคยสูงถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี จากหนังที่เข้าฉายราว 200-300 เรื่อง หลังโควิดตัวเลขลดเหลือ 1,800 ล้านบาท ก่อนจะฟื้นมาอยู่ที่ราว 2,800-3,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งยังห่างจากจุดเดิมอยู่มาก
ครึ่งปีแรกที่ผ่านมายิ่งย้ำภาพเดิม หนังทั้งไทยและเทศทำรายได้รวมกันไปเพียงหลักพันล้านต้นๆ โดยมีหนังไทยเข้าฉายกว่า 20 เรื่อง แต่ทำรายได้รวมกันในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ได้ประมาณ 400 ล้านบาท และมีเพียงเรื่องเดียวที่ทะลุ 100 ล้านบาท ขณะที่เรื่องซึ่งไม่ตอบโจทย์คนดู รายได้ตกลงไปเหลือหลักหมื่นหรือหลักพันบาท
ฝั่งต้นทุนกลับวิ่งไปคนละทาง จากเดิมที่การสร้างหนังหนึ่งเรื่องของ GDH ใช้ทุนราว 40-50 ล้านบาท ปัจจุบันเมื่อรวมงบการผลิตกับงบการตลาดเข้าด้วยกัน ตัวเลขขยับขึ้นไปถึง 70 ล้านบาทต่อเรื่อง หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30%
ท่ามกลางสมการแบบนี้ จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด กลับประกาศเป้ารายได้ปี 2569 ไว้ที่ 556 ล้านบาท เติบโตราว 74% จาก 318 ล้านบาทในปี 2568 โดยครึ่งปีแรกรับรู้รายได้ไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท
คำตอบของเป้าหมายนี้ส่วนใหญ่อยู่นอกโรงภาพยนตร์ในประเทศ และตั้งอยู่บนหลักการที่บริษัทยึดมาตั้งแต่วันแรกว่าการ ‘ทำหนังเป็นอาชีพ’ ต้องเลี้ยงคนได้จริง ทั้งนักลงทุน ผู้กำกับ คนเขียนบท ทีมงานเบื้องหลัง และนักแสดง เพราะหากอาชีพนี้ไม่มั่นคง คนเก่งก็จะทยอยเดินออกไปทำอย่างอื่น
รายได้ต่างประเทศขยับจากหนึ่งในสี่ ขึ้นมาเป็นครึ่งหนึ่งของทั้งบริษัท
ในอดีตสัดส่วนรายได้จากการส่งหนังไปฉายต่างประเทศของ GDH อยู่ที่ราว 20-25% ของรายได้รวม แต่หลังความสำเร็จของ ฉลาดเกมส์โกง ต่อเนื่องมาถึง หลานม่า และ โกฮัง..หัวใจโกโฮม สัดส่วนดังกล่าวขยับขึ้นมาแตะระดับ 50% ในปีนี้
พื้นที่จัดจำหน่ายก็ขยายตามไปด้วย จากเดิมที่กระจุกอยู่ในอาเซียนเป็นหลัก ปัจจุบันครอบคลุมถึงยุโรป, ลาตินอเมริกา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และกลุ่มประเทศเบเนลักซ์
กรณีของ 404 สุขีนิรันดร์ เป็นภาพแทนของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดี เพราะเมื่อเดินทางไปเข้าฉายในเวียดนามก็กลายเป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในตลาดนั้นด้วยตัวเลข 100 ล้านบาท และเงินจากตลาดดังกล่าวเข้ามาช่วยประคองผลประกอบการของปีที่ผ่านมาเอาไว้ ส่วน โกฮัง..หัวใจโกโฮม ขายสิทธิ์ไปฉายแล้วมากกว่า 40 พื้นที่ทั่วโลก ได้รับการตอบรับดีเป็นพิเศษในเวียดนาม และกำลังเตรียมเปิดตลาดจีนต่อไป
อีกทางที่ทำเงินได้โดยไม่ต้องสร้างใหม่คือการขายลิขสิทธิ์ให้ต่างชาตินำไปรีเมก อย่าง ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ’ ที่ออกฉายเมื่อปี 2547 เคยขายให้ฮอลลีวูดไปแล้วรอบหนึ่ง ล่าสุดอินโดนีเซียซื้อไปทำเวอร์ชันใหม่อีกครั้ง ส่วน แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว ถูกซื้อไปรีเมกในอินเดีย
ดีลที่ให้ผลตอบแทนยาวกว่านั้นคือ หลานม่า ซึ่งการเข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้ายบนเวทีออสการ์เปิดประตูให้สตูดิโอฮอลลีวูดอย่าง Miramax ตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเวอร์ชันอเมริกัน ขณะนี้บทเสร็จสมบูรณ์แล้ว และ GDH ยังได้ร่วมแบ่งปันมุมมองความคิดสร้างสรรค์ พร้อมรับส่วนแบ่งรายได้เพิ่มหากหนังเวอร์ชันใหม่ประสบความสำเร็จ
สำหรับ 3 ปีข้างหน้า GDH ตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากต่างประเทศอีก 100% ผ่านโมเดล Co-production กับพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้, อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อผลิตหนังเรื่องเดียวที่เข้าฉายพร้อมกันได้ใน 4 ประเทศ
พา IP ออกจากจอ ไปอยู่ในเกม ห้องเรียน และชั้นวางสินค้า
อีกเสาที่ GDH วางไว้คือการเปลี่ยนคลังหนังเก่าและความถนัดด้านการเล่าเรื่องให้กลายเป็นรายได้ต่อเนื่อง แทนที่จะรอรายได้เพียงรอบเดียวจากบ็อกซ์ออฟฟิศ
ฝั่งเกมและบอร์ดเกม บริษัทจับมือกับ YGGDRAZIL GROUP, Siam Board Games และ Fairplay Studios เพื่อนำคอนเทนต์อย่าง โกฮัง..หัวใจโกโฮม ไปพัฒนาต่อ
ฝั่งการศึกษาเปิดตัว GDH Classroom ร่วมกับคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาหลักสูตรและส่งคนของบริษัทเข้าไปถ่ายทอดประสบการณ์จริงให้นักศึกษา ซึ่งเป็นการสร้างช่องทางรับคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมไปในตัว
ในทางเดียวกัน บริษัทยังร่วมผลิตรายการ 8 Minute History ประวัติศาสตร์หนังไทย กับ THE STANDARD เพื่อส่งต่อองค์ความรู้เรื่องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้ผู้สร้างรุ่นใหม่
ด้านสินค้าที่ระลึก GDH กลับมาทำร่วมกับแบรนด์ไทยหลายราย เช่น Double A ในกลุ่มเครื่องเขียน รวมถึง S&P, 7-Eleven และโมชิโมชิ ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ พร้อมต่อยอดผ่านคอนเสิร์ต ‘มาม่า Presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต’ ที่รวบรวมความทรงจำจากยุค GTH ถึง GDH กว่า 20 ปีเข้าไว้ด้วยกัน และยังมีการนำหนังไปต่อยอดเป็นนวนิยายร่วมกับสำนักพิมพ์ต่างๆ
ในภาพรวม GDH นิยามทิศทางนี้ว่าเป็นการขยับจากผู้ผลิตภาพยนตร์ไปสู่การเป็น ‘Entertainment Ecosystem’ ที่เชื่อมหนัง ซีรีส์ แอนิเมชัน การศึกษา เกม สินค้า และการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาเข้าด้วยกัน
ด่านโรงภาพยนตร์ที่ยังต้องผ่าน และมาตรการคืนภาษีที่กำลังจะบังคับใช้
แม้รายได้จะกระจายออกไปหลายทาง แต่โรงภาพยนตร์ยังเป็นด่านแรกที่ตัดสินชะตาของหนังแต่ละเรื่อง GDH มองว่าคนดูยุคนี้จะยอมออกจากบ้านก็ต่อเมื่อหนังเรื่องนั้นมีไอเดียตั้งต้นที่แข็งแรงพอ มีอะไรบางอย่างที่ต้องเห็นบนจอใหญ่เท่านั้น และสร้างกระแสจนรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ดูทันทีจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง
การทำงานกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ปัจจุบัน GDH มีสถานะเป็น Exclusive Partner กับ Netflix ภายใต้สัญญารอบละ 3 ปี โดยหนังทุกเรื่องจะขึ้นแพลตฟอร์มได้หลังออกจากโรงไปแล้ว 4 เดือนเต็ม ซึ่งจินามองว่าระยะเวลานี้ยาวพอที่คอหนังตัวจริงจะรอไม่ไหวหากหนังเรื่องนั้นมีกระแส และกลุ่มที่รอดูทางสตรีมมิ่งก็คือกลุ่มที่ไม่สะดวกไปโรงอยู่แล้ว
ด้านการจัดจำหน่ายกับสายหนังต่างจังหวัด ปัจจุบันใช้ระบบแบ่งรายได้ตามสัดส่วนจริงเฉลี่ยราว 40% โดยอยู่ในช่วง 32-45% ตามฟอร์มของหนังแต่ละเรื่อง แทนการขายขาดแบบยุคฟิล์ม ซึ่งทำให้ผู้สร้างและผู้จัดจำหน่ายรับผลของความสำเร็จร่วมกัน
ความหวังระยะใกล้อยู่ที่มาตรการคืนเงินภาษีหรือ Cash Rebate ซึ่งได้รับอนุมัติในหลักการแล้ว และคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมในช่วงต้นปีหน้า จากเดิมที่ให้สิทธิ์เฉพาะกองถ่ายต่างชาติ มาตรการใหม่เปิดให้ผู้สร้างไทยขอคืนภาษีได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนลงราว 20% หรือประหยัดได้ราว 10 ล้านบาทสำหรับหนังทุนสร้าง 50 ล้านบาท
แต่ข้อเสนอที่จินาเน้นย้ำมากกว่านั้นคือวิธีจัดสรรงบสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งไม่ควรกระจายไปยังโครงการเล็กๆ จำนวนมาก แต่ควรทุ่มสร้าง ‘Killer Content’ ที่แข็งแรงพอจะสั่นสะเทือนตลาดโลกได้จริง เหมือนที่เกาหลีใต้ทำสำเร็จมาแล้วกับ Squid Game เพราะเมื่อมีเรื่องที่เปิดทางได้ อุตสาหกรรมที่เหลือจึงจะเดินตามไปได้
สำหรับปี 2569 GDH วางไลน์อัปไว้ที่ภาพยนตร์ 3 เรื่อง ซีรีส์ 1 เรื่อง และแอนิเมชัน 1 เรื่อง ประกอบด้วย เพื่อนสาว, THE UNTITLED SNOOKER PROJECT, 3 Daughters, การกลับมาของ เนื้อคู่ประตูถัดไป ในรูปแบบซีรีส์ และซีรีส์แอนิเมชันเรื่องแรกของค่ายอย่าง แม๊กซ์กับจ่อย จอยจอยมาร์เก็ต ที่ร่วมมือกับอิทธิปาทาและ Big Brain
ส่วนปีนี้ที่ยังเหลืออีกสองเรื่อง คือ HENRY’s First Dates จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้ ซึ่งร่วมทุนสร้างกับ Sony Pictures International Productions ในการรีเมก 50 First Dates เวอร์ชันไทย และจะได้ช่องทางจัดจำหน่ายต่างประเทศผ่านเครือข่ายของ Sony โดยตรง เข้าฉาย 17 กันยายน ตามด้วย คุณยายวรนาฏ ที่นำบทประพันธ์ ทายาทอสูร มาตีความใหม่ เข้าฉาย 19 พฤศจิกายน
แนวทางเหล่านี้ยังตั้งอยู่บนความเชื่อเดิมของบริษัทที่ว่าเทคโนโลยีอย่าง AI เป็นเครื่องมือช่วยค้นข้อมูล วิเคราะห์สถิติ และเร่งงานขั้นตอนหลังการถ่ายทำได้ดี แต่ยังแทนที่งานสร้างสรรค์ของมนุษย์ไม่ได้ เพราะเสน่ห์ของหนังตั้งอยู่บนความรู้สึกและความประณีตในการร้อยเรียงเรื่องราวที่ต้องอาศัยคนเป็นคนทำ

