รศ.ดร.วิษณุ ระบุถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า ENSO แบ่งออกเป็น 3 เฟส ได้แก่ เอลนีโญ ลานีญา และเฟสเป็นกลาง (Neutral Phase) โดยเอลนีโญเป็นเฟสอบอุ่น ซึ่งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปกติ และแบ่งความรุนแรงออกเป็นระดับอ่อน ปานกลาง รุนแรง และรุนแรงมาก หากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 2 องศาเซลเซียส จะถือว่าอยู่ในระดับรุนแรงมาก
ประเด็นสำคัญ
สำหรับคำว่า ‘Godzilla El Niño’ รศ.ดร.วิษณุ อธิบายว่า ไม่ใช่ชื่อจำแนกทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นฉายาที่ใช้สื่อสารให้สังคมตระหนักถึงขนาดและความรุนแรงของสถานการณ์ หลัง NOAA หรือ องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ระบุว่าเอลนีโญมีโอกาสถึง 90% ที่จะพัฒนาไปสู่ระดับ Very Strong ขณะที่ NOAA และสำนักอุตุนิยมวิทยาหลายแห่งประเมินว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลรอบนี้อาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 2 องศาเซลเซียส และบางสำนักคาดว่าอาจแตะถึง 4 องศาเซลเซียส ส่วนดัชนี ONI หรือ Oceanic Niño Index ก็มีแนวโน้มไต่ระดับเกิน 2 องศา ซึ่งถือว่าสูงมาก และอาจเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เคยบันทึกข้อมูลมา
หากอธิบายระดับ Very Strong ให้เห็นภาพง่ายขึ้น รศ.ดร.วิษณุ เปรียบเทียบว่าอาจเรียกได้ว่าเป็นภาวะ ‘ทะเลเดือด’ เพราะเมื่อทะเลซึ่งมีพื้นที่มากกว่าผืนดินอุ่นขึ้นมาก อุณหภูมิของโลกและพื้นดินก็จะเพิ่มสูงตามไปด้วย ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ผิวน้ำทะเล แต่ประชาชนบนแผ่นดินจะต้องเผชิญกับภัยร้อน สำหรับประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอลนีโญยังทำให้ฝนมีแนวโน้มน้อยกว่าค่าเฉลี่ยและเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง ขณะที่บางภูมิภาค เช่น ทวีปอเมริกา อาจมีฝนเพิ่มขึ้น
จับตาฤดูแล้งปีหน้า เมื่อน้ำต้นทุนอาจไม่เพียงพอ
รศ.ดร.วิษณุ ระบุว่า ประเทศไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากเอลนีโญแล้ว แม้เข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่ปริมาณฝนยังน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ทั้งที่เดือนสิงหาคมและกันยายนเป็นช่วงฤดูฝนสำคัญของพื้นที่ตอนบน ขณะเดียวกันปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนยังมีน้อย และผลพยากรณ์ระบุว่าในเดือนกันยายนถึงตุลาคม ฝนอาจน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ
สิ่งที่ต้องจับตาคือ หากน้ำไหลเข้าเขื่อนน้อย จะกระทบต่อน้ำต้นทุนในฤดูแล้งปี 2570 เพราะน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต้องหล่อเลี้ยงทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และครัวเรือน ช่วงที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือเดือน มกราคมถึงพฤษภาคมปีหน้า ปัจจุบันผลกระทบอาจยังไม่ชัด เนื่องจากยังอยู่ในฤดูฝนและมีน้ำต้นทุน แต่หลังเดือนตุลาคม พื้นที่ตอนบนของประเทศจะเริ่มเห็นความแห้งแล้งมากขึ้น ฤดูหนาวอาจหนาวน้อยลง ส่วนภาคใต้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน อาจมีฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยและเสี่ยงน้ำท่วม
ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม ทุกภูมิภาคมีแนวโน้มเผชิญผลกระทบคล้ายกัน คือฝนน้อย ความแห้งแล้ง และความร้อนรุนแรง โดยช่วงเวลาดังกล่าวอาจร้อนกว่าปี 2566 และผลกระทบอาจยืดเยื้อไปถึงเดือนมิถุนายนปี 2570
ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานจะมีความเสี่ยงสูงที่สุด เนื่องจากพื้นที่ในเขตชลประทานของไทยมีเพียงประมาณ 1 ใน 4 ส่วนอีก 3 ใน 4 อยู่นอกเขตชลประทานและต้องพึ่งพาน้ำฝนหรือแหล่งน้ำขนาดเล็ก เมื่ออากาศร้อนขึ้น น้ำจะระเหยเร็ว ขณะเดียวกันพืชต้องการน้ำมากกว่าเดิม เช่น จากเดิมที่ใช้น้ำ 1 ลิตร อาจต้องเพิ่มเป็น 1.5 ลิตร เกษตรกรและโรงงานที่อยู่นอกเขตชลประทานจึงต้องประเมินว่าจะมีศักยภาพรับมือกับการขาดแคลนน้ำได้มากน้อยเพียงใด
ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่ภาคเกษตร เพราะเมื่อผลผลิตเสียหาย โรงงานแปรรูปจะขาดวัตถุดิบ ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น กำไรและผลประกอบการลดลง หรืออาจผลิตสินค้าไม่ได้ตามปริมาณที่กำหนดไว้ในสัญญา จนกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัท
จากไร่นาถึงสุขภาพ ค่าไฟ และก๊อกน้ำของประชาชน
รศ.ดร.วิษณุ มองว่า เกษตรกรเป็นกลุ่มเปราะบางอันดับแรก เพราะกระบวนการผลิตพึ่งพาสภาพภูมิอากาศโดยตรง แต่ครัวเรือนทั่วไปก็จะได้รับผลกระทบหลายด้าน เมื่ออากาศร้อนจัด ความเสี่ยงต่อโรคลมแดด การเจ็บป่วย และการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง กิจกรรมที่ประชาชนเคยทำได้ในสภาพอากาศปกติอาจทำได้น้อยลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
อีกหนึ่งความเสี่ยงคือการรุกล้ำของน้ำทะเลเข้าสู่แหล่งน้ำจืด เมื่อมีน้ำในเขื่อนน้อย กรมชลประทานจะมีน้ำจืดสำหรับผลักดันน้ำเค็มลดลง ความเค็มอาจรุกเข้าสู่แม่น้ำและกระทบน้ำประปา โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตที่อ่อนไหวต่อการบริโภคน้ำที่มีความเค็มสูง
นอกจากนี้ เมื่อน้ำจืดมีปริมาณน้อย ปัญหามลพิษทางน้ำจะปรากฏชัดขึ้น เพราะมีน้ำดีไม่เพียงพอสำหรับเจือจางน้ำเสีย น้ำอาจมีกลิ่นหรือเห็นการปนเปื้อนเด่นชัด สถานการณ์จึงไม่ใช่เพียงปัญหาปริมาณน้ำ แต่รวมถึงคุณภาพน้ำด้วย ส่วนน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้าสู่แหล่งน้ำจืดอาจทำให้พืชตาย กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และทำให้สัตว์น้ำที่ไม่สามารถทนความเค็มต้องอพยพ ตาย หรือเสี่ยงสูญพันธุ์
ภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่เกาะ ก็ต้องเตรียมรับมือกับการขาดแคลนน้ำจืดสำหรับโรงแรม การอุปโภค และบริโภค หากภัยแล้งรุนแรง ต้นทุนน้ำอาจเพิ่มขึ้นหรือมีน้ำไม่เพียงพอ ขณะที่อากาศร้อนจัดอาจทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องการเดินทางซึ่งจำทำให้ภาพการท่องเที่ยวซบเซาลง
สำหรับครัวเรือน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าไฟมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศมากกว่าเดิม โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม หรืออาจยืดไปถึงเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ชนชั้นกลางและผู้มีรายได้สูงยังสามารถเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อหลบความร้อนได้ ขณะที่ผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่อาศัยในชุมชนแออัด และแรงงานกลางแจ้งไม่มีทางเลือกเช่นเดียวกัน จึงเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพสูงกว่า
ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลง หากแรงงานเจ็บป่วยหรือขาดงาน งานที่เคยใช้เวลา 10 วันอาจต้องใช้เวลา 12 วัน แม้นายจ้างยังต้องจ่ายค่าแรงเท่าเดิม ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น
รศ.ดร.วิษณุอ้างถึงงานศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ซึ่งประเมินผลกระทบของเอลนีโญต่อรายได้ต่อหัวของประเทศต่างๆ โดยประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงได้รับความเสียหายสูง จากทั้งหมดประมาณ 180 ประเทศ หากปีใดเกิดเอลนีโญ มูลค่าความเสียหายของไทยโดยเฉลี่ยจนถึงสิ้นศตวรรษอาจไม่ต่ำกว่า 5% ของ GDP
เมื่อคำนวณจาก GDP ไทยที่มีมูลค่าประมาณ 19 ล้านล้านบาท ความเสียหาย 5% จะคิดเป็นมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท หรือหากพิจารณาจากรายได้เฉลี่ยประมาณ 270,000 บาทต่อคนต่อปี จะเท่ากับความเสียหายราว 13,000 บาทต่อคนต่อปี ความเสียหายอาจปรากฏในรูปค่ารักษาพยาบาลจากภัยร้อน ผลผลิตและรายได้เกษตรที่ลดลง หรือค่าใช้จ่ายซ่อมแซมบ้านจากภัยธรรมชาติ แต่หากมีการเตรียมตัวและป้องกันที่ดี ความเสียหายส่วนนี้จะลดลงได้มาก
พักหนี้ชะลอปัญหา แต่ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร
เมื่อถามถึงมาตรการพักชำระหนี้ซึ่งรัฐบาลมักนำมาใช้หลังเกษตรกรสูญเสียผลผลิตและรายได้ รศ.ดร.วิษณุ เห็นว่า มาตรการดังกล่าวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันช่วยได้น้อยมาก หรือแทบไม่ได้ช่วย เพราะเป็นเพียงการชะลอปัญหา ไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุ ไม่ได้ทำให้เกษตรกรมีภูมิคุ้มกันต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน และไม่ได้ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต
สิ่งที่รัฐควรเร่งดำเนินการคือส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ เช่น การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดการใช้น้ำและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การทำเกษตรผสมผสานแทนเกษตรเชิงเดี่ยว การใช้แอปพลิเคชันและเทคโนโลยีดิจิทัล โดรน เซ็นเซอร์ตรวจความชื้นในดิน ระบบให้น้ำอัตโนมัติ และเกษตรแม่นยำ (Precision Farming)
แม้ปัจจุบันจะมีแอปพลิเคชันจำนวนมาก แต่จากการลงพื้นที่พบว่า เกษตรกรยังนำมาใช้น้อย เปรียบเหมือนมีโทรศัพท์ที่ดี แต่ใช้เพียงโทรเข้าและโทรออก หากไม่แก้ต้นเหตุ หนี้เกษตรกรจะยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ที่ผ่านมา ภาครัฐดำเนินการในลักษณะโครงการนำร่องเป็นจุดๆ แต่ขยายผลน้อย เช่น แผนส่งเสริมเทคโนโลยีปีละ 10,000-20,000 ราย ขณะที่ประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรประมาณ 8 ล้านครัวเรือน และแรงงานเกษตรราว 12 ล้านคน หากส่งเสริมได้ปีละ 20,000 คน ย่อมต้องใช้เวลานานมากกว่าจะครอบคลุมทั้งหมด
กำลังคนของรัฐก็มีข้อจำกัด แม้สมมติว่ามีเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล 10,000 คน แต่ต้องถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร 12 ล้านคน และยังมีภารกิจด้านอื่น จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้อย่างทั่วถึงและทันเวลา รัฐต้องเปิดกว้างและผสานพลังกับสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน มหาวิทยาลัยราชภัฏ และวิทยาลัยเกษตรกรรมในทุกพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีข้อจำกัดด้านการศึกษา
รศ.ดร.วิษณุ ยังตั้งคำถามต่อนโยบายแจกเงิน เช่น ค่าเก็บเกี่ยวข้าวไร่ละ 1,000 บาท โดยไม่มีเงื่อนไขว่า ไม่ได้ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตหรือเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากรัฐยังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ในอนาคตงบประมาณเยียวยาภัยพิบัติจะบานปลาย พร้อมกับความเสียหายและภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น
มาตรการเร่งด่วน: เตือนภัย เก็บน้ำ และเปลี่ยนวิธีผลิต
สำหรับมาตรการเร่งด่วนรับมือภัยแล้งปีหน้า รศ.ดร.วิษณุ ระบุว่า ปัญหานี้ควรวางแผนป้องกันล่วงหน้า แต่หากต้องเร่งดำเนินการ สิ่งแรกคือการเตือนภัยและสื่อสารให้เกษตรกรรู้ว่าเอลนีโญรอบนี้อาจทำให้น้ำขาดแคลน ต้องประเมินว่าพืชที่ปลูกใช้น้ำมากเพียงใด และสนับสนุนให้เปลี่ยนจากพืชใช้น้ำมากไปสู่พืชใช้น้ำน้อย บางพื้นที่อาจไม่ควรส่งเสริมให้เพาะปลูก หากมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำสูงอยู่แล้ว
ประการต่อมาคือเร่งเตรียมแหล่งน้ำในช่วงปลายฤดูฝน เก็บน้ำให้ได้มากที่สุดเพื่อรับมือฤดูแล้งช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม ควบคู่กับการส่งเสริมวิธีลดความเสียหายของพืช ปศุสัตว์ และสัตว์น้ำ เช่น ใช้พืชคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น ปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ทำเกษตรผสมผสาน และปลูกพืชให้เหมาะสมกับดินและน้ำ
ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกของไทยเกือบ 39% ปลูกพืชไม่เหมาะสมกับดินและน้ำ หากปลูกในพื้นที่เหมาะสม ธรรมชาติจะช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่การปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสมจะเพิ่มภาระให้เกษตรกร
รัฐยังต้องเร่งตรวจสุขภาพพืช สัตว์เลี้ยง และสัตว์น้ำ เพราะเมื่ออากาศร้อน สิ่งมีชีวิตจะอ่อนแอและถูกโรคหรือศัตรูพืชโจมตีได้ง่าย หากไม่มีระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) และกลไกตรวจสอบที่ดี โรคอาจระบาดอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายรุนแรง
ขณะเดียวกัน การพยากรณ์และเตือนภัยควรลงรายละเอียดถึงระดับตำบลหรือหมู่บ้าน ไม่ใช่เพียงระดับภาคหรือจังหวัด เพราะฝนไม่ได้ตกพร้อมกันทั้งจังหวัด และแต่ละพื้นที่มีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน กรมอุตุนิยมวิทยาจึงควรสื่อสารเชิงรุกและพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงให้มีความละเอียดมากขึ้น
ป้องกันไม่ให้โลกเดือดขยายความเหลื่อมล้ำ
สำหรับภาคธุรกิจ รศ.ดร.วิษณุ เห็นว่า กลุ่มที่รัฐต้องเร่งเข้าถึงคือ MSME โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อมและขนาดเล็ก เพราะอาจเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี องค์ความรู้ด้านการปรับตัว หรือแหล่งน้ำ การลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงต้องคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำควบคู่กันไป
ปัจจุบันเกษตรกรในเขตชลประทานมีประมาณ 26% ขณะที่อีก 74% อยู่นอกเขตชลประทาน หากรัฐไม่มีนโยบายป้องกันภัยพิบัติ รายได้ของคน 2 กลุ่มนี้จะยิ่งห่างกัน เกษตรกรในเขตชลประทานอาจปลูกข้าวได้ปีละ 2 รอบ ส่วนผู้ที่อยู่นอกเขตชลประทานปลูกได้ปีละครั้ง และยังต้องลุ้นว่าจะได้เก็บเกี่ยวหรือไม่ เช่นเดียวกับ MSME หากไม่ได้รับความช่วยเหลือ ธุรกิจจำนวนหนึ่งอาจไม่สามารถรับมือกับความเสียหายและต้องปิดตัว ซึ่งจะทำให้ภาคเศรษฐกิจไทยอ่อนแอลง
ด้านสุขภาพ รัฐควรมีมาตรการตรวจคุณภาพน้ำและแจ้งเตือนผู้ป่วยโรคไตอย่างรวดเร็ว รวมทั้งนำดัชนีความร้อน (Heat Index) มาใช้ เพราะความสามารถของร่างกายในการทนร้อนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับความชื้นสัมพัทธ์ หากดัชนีเกินระดับที่ร่างกายมนุษย์รับได้ ควรส่งคำเตือนไปยังโทรศัพท์ของประชาชน พร้อมระบุช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงการออกนอกอาคาร
Cooling Station ของกรุงเทพมหานครเป็นแนวทางที่ดี เพราะเปิดพื้นที่ให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าไปหลบความร้อน แต่ปัจจุบันยังกระจุกอยู่เพียงบางจุดในกรุงเทพฯ จึงควรขยายไปยังจังหวัดอื่น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีกลุ่มเปราะบางจำนวนมาก พร้อมแจ้งตำแหน่งผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าจุดพักร้อนที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ใดและสามารถเข้าใช้บริการได้จริง
ไทยมีแผนจำนวนมาก แต่โจทย์คือทำยังไงให้เกิดผลจริง
เมื่อมองไปข้างหน้าในระยะ 5-10 ปี รศ.ดร.วิษณุระบุว่า ประเทศไทยมีแผนรองรับอยู่จำนวนมาก ทั้งแผนแม่บทว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผนด้านน้ำ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การขาดแผน แต่คือการทำให้แผนเกิดผลและนำไปปฏิบัติได้จริง
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.วิษณุ มองว่า ภาครัฐใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์น้อยเกินไป เมื่อมีน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอ แนวทางที่มักถูกนึกถึงคือการสร้างเขื่อนใหม่ แต่ยังขาดความจริงจังในการจัดการด้านอุปสงค์ เช่น การทำให้ผู้ใช้น้ำประหยัดขึ้น ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ
น้ำมีต้นทุน ทั้งการสร้าง ซ่อมบำรุง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ได้รับประโยชน์จึงควรมีส่วนร่วมจ่ายตามศักยภาพ ผู้ใช้น้ำปริมาณมากหรือธุรกิจขนาดใหญ่ควรจ่ายในอัตราที่เหมาะสม การเก็บค่าน้ำไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อหากำไร แต่เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันกรมชลประทานได้รับงบประมาณปีละประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท แต่ต้องใช้ส่วนหนึ่งไปกับการซ่อมบำรุง ทำให้เหลืองบประมาณสำหรับพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำไม่มาก
อนาคตรัฐจึงต้องพัฒนาโมเดลบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน นำเครื่องมือเศรษฐศาสตร์และกลไกตลาดมาใช้มากขึ้น เช่น สร้างแรงจูงใจให้เปลี่ยนจากการปลูกข้าวหรือพืชใช้น้ำมากไปสู่พืชใช้น้ำน้อย และทำให้โครงการต้นแบบขยายผลได้รวดเร็ว ผู้ที่ปรับตัวแล้วมีรายได้หรือกำไรเพิ่มจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้อื่นเข้าร่วม ขณะที่ผู้ใช้น้ำมากควรรับผิดชอบต้นทุนอย่างเหมาะสม
รศ.ดร.วิษณุ ยกตัวอย่างว่า หากทุกคนใช้น้ำฟรี คนอาจไม่ใส่ใจเมื่อก๊อกรั่วหรือเปิดน้ำทิ้งไว้ แต่เมื่อการใช้น้ำมีต้นทุน ผู้ใช้จะระมัดระวังมากขึ้นโดยไม่ต้องมีใครเตือน แม้นักการเมืองอาจกังวลเรื่องคะแนนเสียง แต่หากไม่กล้าปรับระบบ ประเทศไทยจะไม่เดินหน้า และประชาชนจะยิ่งได้รับผลกระทบหนักขึ้น การเก็บค่าใช้จ่ายบางส่วนในระดับที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยด้านน้ำและลดผลกระทบจากโลกแปรปรวนและโลกเดือดให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ
ท้ายที่สุด รศ.ดร.วิษณุ ย้ำว่า ประชาชน เกษตรกร และภาคธุรกิจต้องติดตามข่าวสารด้านสภาพภูมิอากาศ ภัยร้อน และภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรประมาทต่อ ‘Godzilla El Niño’ และต้องเตรียมแผนปรับตัวตั้งแต่ขณะนี้ หากสถานการณ์ไม่รุนแรงย่อมเป็นเรื่องดี แต่หากเกิดขึ้นจริง การเตรียมพร้อมจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา และอาจเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้
สำหรับเกษตรกร หากเตรียมดินและวางแผนเพาะปลูกอย่างเหมาะสม จนยังมีผลผลิตเหลืออยู่ในแปลง ขณะที่พื้นที่อื่นได้รับความเสียหาย ผลผลิตที่เหลืออาจขายได้ราคาสูงขึ้นและสร้างรายได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายตระหนักถึงปัญหา เตรียมการล่วงหน้า และลงมือปรับตัวอย่างจริงจัง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเอลนีโญรอบนี้จะรุนแรงเพียงใด แต่คือประเทศไทยจะใช้คำเตือนที่มีอยู่เปลี่ยนเป็นการลงมือทำได้ทันหรือไม่ ก่อนน้ำในเขื่อนจะลดลง พืชผลจะเสียหาย และความร้อนจะกลายเป็นภัยต่อสุขภาพและชีวิต เพราะหากรัฐยังรอให้วิกฤตเกิดขึ้นแล้วจึงทุ่มงบประมาณเยียวยา ประเทศไทยอาจต้องจ่ายต้นทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ต้นเหตุไม่เคยได้รับการแก้ไข


